ธปท.ห่วงเงินเฟ้อแตะ5% แนวโน้มไตรมาส 2 ธุรกิจได้รับผลกระทบชัดเจน



ธปท.รับไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงแตะ 5% แนวโน้มไตรมาส 2 ธุรกิจได้รับผลกระทบชัดเจน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2569” ว่า สงครามตะวันออกกลางถือว่า มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เพราะหากไม่มีสงคราม ปี 2569 อาจเห็นจีดีพีโตขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.5% แต่ตอนนี้คาดจะกลับมาโตได้ประมาณ 1.5% ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4-5% มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง โจทย์นโยบายการเงินจึงเปลี่ยนแปลงไป จากที่ต้องกังวลเงินเฟ้อด้านขาต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินเฟ้อขาสูงแทน ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตไม่ได้ดีมากนัก โดยตัวเลขจีดีพีที่คาดว่าจะโต 1.5-2% ในปีนี้ ได้รวมผลการกระตุ้นจากเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังแล้ว

นายดอน กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินผลของโครงการไว้ในรอบการประชุมล่าสุด แม้เม็ดเงินสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้จากเดิม 3 แสนล้านบาท เป็น 4 แสนล้านบาทมองว่าผลลัพธ์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ช่วยดันจีดีพีบวกขึ้นประมาณ 0.6% โดยมิติผลกระทบต่อเงินเฟ้อมีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังคงมีความเปราะบาง กำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งผลของโครงการในอดีตที่เคยดำเนินการมา อาทิ คนละครึ่ง พบว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ผู้ประกอบการมักเลือกที่จะจัดโปรโมชันและตั้งราคาที่จูงใจเพื่อรักษาแรงซื้อมากกว่าการปรับขึ้นราคา แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาไปยังสินค้าอย่างใกล้ชิดว่า จะมีการเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าใดด้วย

“เงินเฟ้อจะสูงต่อไปอีกสักพัก เดือนเมษายน ที่ผ่านมา เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่มองว่าเป็นการสูงแบบชั่วคราว ปี 2570 จะปรับลดลง จึงเป็นการสูงขึ้นประมาณ 1 ปีเท่านั้น สถานการณ์จะขึ้นอยู่กับสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ว่าจะยุติลงได้เมื่อใดด้วย ปัจจุบันยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้ออยู่ ความเสี่ยงทางการคลังจากการกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท อาจส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขยับเข้าใกล้เพดานที่ 70% ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ทำให้พื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) การรับมือกับเหตุการณ์ไม่แน่นอนในอนาคตปรับลดลง จึงเน้นย้ำความสำคัญในการใช้เงินกู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรงจุด สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่ากระตุ้นการบริโภคชั่วคราวเท่านั้น” นายดอน กล่าว

นายดอน กล่าวว่า ภาคธุรกิจมีแนวโน้มได้รับผลกระทบชัดเจนในไตรมาส 2/2569 ได้รับผลกระทบแล้วเป็นธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูง อาทิ ขนส่ง สายการบินประมง พึ่งพาการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม วัตถุดิบราคาสูงขึ้นและตึงตัว อาทิ ปิโตรเคมีเคมีภัณฑ์ พลาสติกเกษตร สถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น สต็อกเดิมที่มี 1–3 เดือน ทยอยหมดลง อาทิ ร้านอาหาร อาหารเครื่องดื่ม ยานยนต์และชิ้นส่วน วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ กรณีเลวร้ายที่สุด หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น สต็อกเดิมจัดหาล่วงหน้า 6 เดือนหมดลง อาทิ ฮีเลียม จะกระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมการแพทย์ ยานยนต์และชิ้นส่วน แต่ยังพอมีแหล่งนำเข้าทดแทนได้บ้าง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวทั้งปรับการผลิต ปรับการขาย และส่งผ่านราคา ส่วนใหญ่จะปรับราคาไม่เกิน 20% ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่บางส่วนต้นทุนสูงขึ้นมากและมีการเร่งซื้อ (panic buy) จะขึ้นราคามากกว่า 20% หากสงครามจบลงได้ บางเซกเตอร์จะฟื้นตัวได้เร็วภายใน 6 เดือน อาทิ ธุรกิจโรงแรม...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/economy/news_5716755

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่