ลาออกจากงานตอนสิ้นมีนา คิดว่าจะได้เริ่มใหม่ แต่พลาดซ้ำจนว่างงานมา 1 เดือนกว่า อยากแชร์เป็นบทเรียนชีวิต

ช่วงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ทั้งที่ในมุมคนภายนอกอาจมองว่า “มีงานอยู่ก็ดีแล้ว จะออกทำไม”

เหตุผลหลักไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความอิ่มตัว ความไม่สบายใจ และความรู้สึกว่าตัวเองอยากเติบโตมากกว่านี้ งานเดิมให้ความมั่นคงก็จริง แต่ในใจลึก ๆ รู้สึกว่าถ้ายังอยู่ต่อ อาจติดอยู่กับที่เดิมไปอีกนาน

ตอนนั้นผมคิดว่า ตัวเองยังมีประสบการณ์ มีพื้นฐานงาน มีโอกาสหางานใหม่ได้ไม่ยากนัก เลยตัดสินใจออกมา โดยมีเงินเก็บและวางแผนไว้ว่าน่าจะใช้เวลาไม่นาน

แต่พอออกมาจริง ชีวิตไม่ง่ายแบบที่คิด

ผมเริ่มสมัครงาน สัมภาษณ์หลายที่ มีทั้งที่ดูมีหวัง และที่เกือบได้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ลงตัว บางที่เรื่องเงินไม่ตรง บางที่ลักษณะงานไม่ใช่ บางที่เงื่อนไขการทำงานไม่ตอบโจทย์ชีวิต

และรอบที่เจ็บที่สุดคือการตัดสินใจอีกครั้งตอนมีโอกาสกับบริษัทชื่อดังย่านนิคมเวลโกรว์

ตอนนั้นผมลังเลมาก เพราะมองทั้งเรื่องรายได้ ความก้าวหน้า ภาระชีวิต การเดินทาง และ work-life balance สุดท้ายการตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผมรู้สึกว่า “พลาด”

จากที่คิดว่าตัวเองกำลังเลือกสิ่งที่ดีกว่า กลายเป็นตอนนี้ว่างงานมาแล้ว 1 เดือนกว่า

ความรู้สึกระหว่างว่างงานมันหนักกว่าที่คิดมาก
ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ที่หายไป แต่เป็นความกังวล ความไม่มั่นใจ และคำถามในหัวว่า

* เราตัดสินใจผิดไหม
* เรารีบเกินไปหรือเปล่า
* หรือจริง ๆ ควรอดทนกับงานเก่าอีกหน่อย

บางวันรู้สึกกดดันมาก โดยเฉพาะเวลาเห็นเงินค่อย ๆ ลดลง เห็นคนอื่นยังมี routine มีเป้าหมายชัดเจน ส่วนเรากำลังอยู่ในช่วงไม่แน่นอน

แต่พอผ่านมาระยะหนึ่ง ผมเริ่มได้เรียนรู้หลายอย่าง

1. การลาออกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรมีแผนสำรองชัดเจนกว่านี้
    อย่างน้อยควรมี offer ใหม่ หรือ timeline ที่ realistic
2. เวลาเรามีงานอยู่ เรามักประเมินความยากของตลาดงานต่ำเกินไป
    คิดว่าหางานง่ายกว่าความจริง
3. การตัดสินใจเรื่องงาน ไม่มีคำตอบที่ perfect
    มีแต่ trade-off ว่าเรายอมรับอะไรได้บ้าง

ตอนนี้ผมยังหางานต่อ สมัครต่อ และพยายามใช้ช่วงเวลานี้พัฒนาตัวเอง ไม่อยากปล่อยให้การว่างงานเป็นแค่ช่วงเวลาเสียเปล่า

อยากแชร์ไว้เป็นบทเรียนสำหรับคนที่กำลังคิดลาออกว่า
“อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว และอย่าคิดว่าตัวเองจะคุมทุกอย่างได้”

ชีวิตจริงมีตัวแปรเยอะกว่าที่คิด

แต่ถึงวันนี้ ผมยังเชื่อว่าช่วงเวลานี้ยากก็จริง แต่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สอนอะไรบางอย่างให้เราโตขึ้น

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่