
🐉🐉🐉
ถ้าพูดถึงเกมต่อสู้ระดับตำนาน ชื่อของ Mortal Kombat คือหนึ่งในเกมที่มีเอกลักษณ์ที่สุดตลอดกาล ทั้งความรุนแรง ท่าปลิดชีพแบบ Fatality และคาแรกเตอร์สุดไอคอนิกอย่าง Scorpion, Sub-Zero, Raiden, Liu Kang, Kitana ซึ่งหนัง Mortal Kombat เคยถูกสร้างมาแล้วตั้งแต่ปี 1995 ก่อนจะมีภาคต่อในปี 1997 อย่าง Annihilation ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหนังเกมที่โดนวิจารณ์หนักที่สุดเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นก็เงียบหายไปนาน จนมีการรีบู๊ตใหม่ในปี 2021 ที่อย่างน้อยก็ทำได้ดีขึ้นในแง่ “ความโหด และการจับฟีลเกม” โดยเฉพาะเส้นเรื่องความแค้นของ Scorpion กับ Sub-Zero รวมถึงการดันตัวละครใหม่อย่าง Cole Young และในภาค 2 นี้ หนังพยายามขยายจักรวาลให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่คำถามคือ… “มันใหญ่ขึ้นจริง หรือแค่มีตัวละครเยอะขึ้นเฉยๆ”

🐉🐉🐉
หลังเหตุการณ์จากภาคแรก การแข่งขัน Mortal Kombat เริ่มเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านักสู้จาก Earthrealm ต้องรวมพลังกันเพื่อรับมือภัยจาก Outworld ขณะเดียวกัน เรื่องราวของ Kitana เริ่มถูกดึงเข้ามาเป็นแกนหลัก เมื่อเธอต้องเผชิญ ความจริงเกี่ยวกับครอบครัว การต่อต้านอำนาจของ Shao Kahn และเส้นทางแห่งการล้างแค้น อีกด้านหนึ่ง การมาของ Johnny Cage นักแสดงจอมกวนชื่อดัง ก็กลายเป็นสมาชิกใหม่ของทีม พร้อมกับการต่อสู้ครั้งใหม่ ที่เต็มไปด้วยเลือด ความแค้น และการห้ำหั่นแบบไม่ยั้ง

🐉🐉🐉
ภาคนี้ชัดเจนมากว่าหนัง “แบ่งน้ำหนัก” ไปที่ Kitana และ Johnny Cage ซึ่งในฝั่งของ Kitana ถือว่าค่อนข้างเข้าใจได้ เพราะตัวละครมีเส้นเรื่องที่แข็งแรง ทั้งเรื่องครอบครัว อำนาจ และการแก้แค้น ต้องบอกว่า “นี่คือตัวละครที่โดดเด่นที่สุดของภาค” แต่ปัญหาคือ หนังพยายามดัน Johnny Cage หนักมาก ซึ่งส่วนตัวมองว่า “ตัวละครนี้ยังไม่มีเสน่ห์พอจะเป็นตัวแบกหนัง” แม้แต่ในเกมก็ยังเป็นตัวละครที่คนเลือกเล่นไม่ได้เยอะมากเหมือนตัวอื่น เข้าใจได้ว่าการได้ Karl Urban ที่กำลังดังจาก The Boys มารับบท ช่วยเรื่องกระแสได้เยอะ แต่ในแง่ของตัวละคร Johnny Cage เวอร์ชันนี้ ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าจดจำมากนัก นอกจากความกวนกับมุกแซวเป็นระยะ

🔥 🐉🐉🐉
ฉากต่อสู้โหดสะใจเหมือนเล่นเกม ยังคงเป็นจุดเด่นที่สุด นี่คือสิ่งที่หนัง “ทำถูกที่สุด” กระดูกหัก เลือดสาด Fatality ความรุนแรงแบบไม่เซ็นเซอร์ แฟนเกมน่าจะสะใจพอสมควร ในด้านงาน CG ดีขึ้นชัดเจน หลายฉากใน Outworld รวมถึงพลังของตัวละครต่างๆ ดูอลังการขึ้นกว่าภาคแรกมาก โดยเฉพาะฉากพลังไฟ น้ำแข็ง และ arena ต่างๆ และหนังก็ยังไปเอาจุดแข็งที่สุดของภาคที่แล้วอย่าง Scorpion กับ Sub-Zero กลับมาขโมยซีน แม้หนังจะพยายามดันตัวละครใหม่ แต่ทุกครั้งที่ Scorpion หรือ Sub-Zero ออกมา หนังจะ “มีพลังขึ้นทันที” จนเหมือนกับว่า “หนังเหมือนรอให้สองคนนี้ออกมาช่วยแบก”

⚠️ 🐉🐉🐉
จุดด้อยหลักๆ เลยคือ เนื้อเรื่องยังหลวมเหมือนเดิม แม้จะพยายามสร้างเส้นเรื่องใหม่ แต่ภาพรวมยังรู้สึกว่า “เบา และกลวง” เหมือนหนังสนใจแค่พาคนไปสู้กัน แถมหนังยังจัดตัวละครมาเพิ่มเยอะ แต่กลับไม่น่าจดจำ ปัญหาเดิมของ Mortal Kombat ยังอยู่ครบ หลายตัวละครโผล่มาพูดไม่กี่ประโยคแล้วก็สู้...จบ โดยเฉพาะ Johnny Cage ที่ยังไม่ใช่ตัวแบกที่ดีพอ แม้ Karl Urban จะเล่นได้โอเค แต่ตัวละครยังไม่ดึงดูดพอ ไม่ได้มี charisma ระดับที่คนดูต้องร้องว้าว หรือไม่ได้มีอะไรที่ทำให้คนดูหลงรักตัวละครนี้ได้เลย ส่วน Liu Kang / Kung Lao สองคนนี้แทบจืดสนิท ถ้าไม่มีฉากสู้ที่ดวลกัน แทบไม่มี impact ต่อเรื่องเลย และตัวละครสุดท้ายอย่าง Cole Young ที่ภาคนี้ถูกลดบทจนแทบไม่มีตัวตน จากภาคแรกที่พยายามดันสุดชีวิต ภาคนี้เหมือนหนังยอมรับแล้วว่า “ดันยังไงคนดูก็ไม่อิน” งั้นจัดการมันเลยละกัน

🎯 🐉🐉🐉
Mortal Kombat 2 คือหนังที่ “สนุกเวลาคนต่อยกัน” และนั่นคือทั้งข้อดี…และข้อเสียของมัน เพราะเมื่อไรที่หยุดสู้ หนังจะเริ่มเผยให้เห็นทันทีว่า เนื้อเรื่องยังไม่แข็งแรง ตัวละครยังไม่ลึก และยังไม่มีแกนที่น่าจดจำจริงๆ สรุปตรงๆ สาย แฟนเกม ชอบฉากโหด เอามันส์ หนังจัด Fan Serve ให้เต็มที่ดูเพลินแน่นอน ส่วนสายที่อยากได้หนังเล่าเรื่องเข้มๆ อาจผิดหวังนะ 🩸🐉
ชอบอ่านรีวิวหนัง แวะมาพูดคุยกันได้นะครับ >>>
https://www.facebook.com/DooNangGunMai
[CR] 🐉[#Review] “Mortal Kombat 2: เลือดเดือดกว่าเดิม…แต่เนื้อเรื่องยังต้องสู้กับตัวเอง” เมื่อหนังยังสนุกแค่ตอน “ต่อยกัน”
🐉🐉🐉
ถ้าพูดถึงเกมต่อสู้ระดับตำนาน ชื่อของ Mortal Kombat คือหนึ่งในเกมที่มีเอกลักษณ์ที่สุดตลอดกาล ทั้งความรุนแรง ท่าปลิดชีพแบบ Fatality และคาแรกเตอร์สุดไอคอนิกอย่าง Scorpion, Sub-Zero, Raiden, Liu Kang, Kitana ซึ่งหนัง Mortal Kombat เคยถูกสร้างมาแล้วตั้งแต่ปี 1995 ก่อนจะมีภาคต่อในปี 1997 อย่าง Annihilation ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหนังเกมที่โดนวิจารณ์หนักที่สุดเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นก็เงียบหายไปนาน จนมีการรีบู๊ตใหม่ในปี 2021 ที่อย่างน้อยก็ทำได้ดีขึ้นในแง่ “ความโหด และการจับฟีลเกม” โดยเฉพาะเส้นเรื่องความแค้นของ Scorpion กับ Sub-Zero รวมถึงการดันตัวละครใหม่อย่าง Cole Young และในภาค 2 นี้ หนังพยายามขยายจักรวาลให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่คำถามคือ… “มันใหญ่ขึ้นจริง หรือแค่มีตัวละครเยอะขึ้นเฉยๆ”
🐉🐉🐉
หลังเหตุการณ์จากภาคแรก การแข่งขัน Mortal Kombat เริ่มเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านักสู้จาก Earthrealm ต้องรวมพลังกันเพื่อรับมือภัยจาก Outworld ขณะเดียวกัน เรื่องราวของ Kitana เริ่มถูกดึงเข้ามาเป็นแกนหลัก เมื่อเธอต้องเผชิญ ความจริงเกี่ยวกับครอบครัว การต่อต้านอำนาจของ Shao Kahn และเส้นทางแห่งการล้างแค้น อีกด้านหนึ่ง การมาของ Johnny Cage นักแสดงจอมกวนชื่อดัง ก็กลายเป็นสมาชิกใหม่ของทีม พร้อมกับการต่อสู้ครั้งใหม่ ที่เต็มไปด้วยเลือด ความแค้น และการห้ำหั่นแบบไม่ยั้ง
🐉🐉🐉
ภาคนี้ชัดเจนมากว่าหนัง “แบ่งน้ำหนัก” ไปที่ Kitana และ Johnny Cage ซึ่งในฝั่งของ Kitana ถือว่าค่อนข้างเข้าใจได้ เพราะตัวละครมีเส้นเรื่องที่แข็งแรง ทั้งเรื่องครอบครัว อำนาจ และการแก้แค้น ต้องบอกว่า “นี่คือตัวละครที่โดดเด่นที่สุดของภาค” แต่ปัญหาคือ หนังพยายามดัน Johnny Cage หนักมาก ซึ่งส่วนตัวมองว่า “ตัวละครนี้ยังไม่มีเสน่ห์พอจะเป็นตัวแบกหนัง” แม้แต่ในเกมก็ยังเป็นตัวละครที่คนเลือกเล่นไม่ได้เยอะมากเหมือนตัวอื่น เข้าใจได้ว่าการได้ Karl Urban ที่กำลังดังจาก The Boys มารับบท ช่วยเรื่องกระแสได้เยอะ แต่ในแง่ของตัวละคร Johnny Cage เวอร์ชันนี้ ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าจดจำมากนัก นอกจากความกวนกับมุกแซวเป็นระยะ
🔥 🐉🐉🐉
ฉากต่อสู้โหดสะใจเหมือนเล่นเกม ยังคงเป็นจุดเด่นที่สุด นี่คือสิ่งที่หนัง “ทำถูกที่สุด” กระดูกหัก เลือดสาด Fatality ความรุนแรงแบบไม่เซ็นเซอร์ แฟนเกมน่าจะสะใจพอสมควร ในด้านงาน CG ดีขึ้นชัดเจน หลายฉากใน Outworld รวมถึงพลังของตัวละครต่างๆ ดูอลังการขึ้นกว่าภาคแรกมาก โดยเฉพาะฉากพลังไฟ น้ำแข็ง และ arena ต่างๆ และหนังก็ยังไปเอาจุดแข็งที่สุดของภาคที่แล้วอย่าง Scorpion กับ Sub-Zero กลับมาขโมยซีน แม้หนังจะพยายามดันตัวละครใหม่ แต่ทุกครั้งที่ Scorpion หรือ Sub-Zero ออกมา หนังจะ “มีพลังขึ้นทันที” จนเหมือนกับว่า “หนังเหมือนรอให้สองคนนี้ออกมาช่วยแบก”
⚠️ 🐉🐉🐉
จุดด้อยหลักๆ เลยคือ เนื้อเรื่องยังหลวมเหมือนเดิม แม้จะพยายามสร้างเส้นเรื่องใหม่ แต่ภาพรวมยังรู้สึกว่า “เบา และกลวง” เหมือนหนังสนใจแค่พาคนไปสู้กัน แถมหนังยังจัดตัวละครมาเพิ่มเยอะ แต่กลับไม่น่าจดจำ ปัญหาเดิมของ Mortal Kombat ยังอยู่ครบ หลายตัวละครโผล่มาพูดไม่กี่ประโยคแล้วก็สู้...จบ โดยเฉพาะ Johnny Cage ที่ยังไม่ใช่ตัวแบกที่ดีพอ แม้ Karl Urban จะเล่นได้โอเค แต่ตัวละครยังไม่ดึงดูดพอ ไม่ได้มี charisma ระดับที่คนดูต้องร้องว้าว หรือไม่ได้มีอะไรที่ทำให้คนดูหลงรักตัวละครนี้ได้เลย ส่วน Liu Kang / Kung Lao สองคนนี้แทบจืดสนิท ถ้าไม่มีฉากสู้ที่ดวลกัน แทบไม่มี impact ต่อเรื่องเลย และตัวละครสุดท้ายอย่าง Cole Young ที่ภาคนี้ถูกลดบทจนแทบไม่มีตัวตน จากภาคแรกที่พยายามดันสุดชีวิต ภาคนี้เหมือนหนังยอมรับแล้วว่า “ดันยังไงคนดูก็ไม่อิน” งั้นจัดการมันเลยละกัน
🎯 🐉🐉🐉
Mortal Kombat 2 คือหนังที่ “สนุกเวลาคนต่อยกัน” และนั่นคือทั้งข้อดี…และข้อเสียของมัน เพราะเมื่อไรที่หยุดสู้ หนังจะเริ่มเผยให้เห็นทันทีว่า เนื้อเรื่องยังไม่แข็งแรง ตัวละครยังไม่ลึก และยังไม่มีแกนที่น่าจดจำจริงๆ สรุปตรงๆ สาย แฟนเกม ชอบฉากโหด เอามันส์ หนังจัด Fan Serve ให้เต็มที่ดูเพลินแน่นอน ส่วนสายที่อยากได้หนังเล่าเรื่องเข้มๆ อาจผิดหวังนะ 🩸🐉
ชอบอ่านรีวิวหนัง แวะมาพูดคุยกันได้นะครับ >>> https://www.facebook.com/DooNangGunMai
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้