สวัสดีเพื่อนสมาชิกครับ วันนี้จะมาแชร์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของ "Cycle" ของแบตเตอรี่

หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า "Cycle" มานานแล้ว แบตเตอรี่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มือถือ Notebook หรือของใหญ่แบบรถยนต์ EV จะมี Cycle ในการใช้งาน ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ 500 Cycle สมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นก็จะมีจำนวน Cycle มากขึ้นเป็นประมาณ 800 ถึง 1,000 หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย ส่วนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่อย่างในรถยนต์ EV ก็จะมี Cycle ใกล้เคียงหลักหมื่นเลยครับเพราะเป็นแบตเตอรี่แบบ Lithium Iron Phosphate (LFP)
คำว่า "Cycle" หมายความถึงจำนวนรอบการใช้ ที่จะทำให้แบตชุดนั้นมีค่าความจุ (Capacity) เหลือต่ำกว่า 80% เมื่อเทียบกับของใหม่ อย่างเช่น แบตเตอรี่มือถือขนาด 5,500 mAh และมีสเปคที่ 1,200 Cycle ถ้าเราใช้แบตเตอรีก้อนนั้นครบ 1,200 Cycle ความจุ (Capacity) ของแบตเตอรี่ก้อนนั้นจะลดลงต่ำกว่า 80% จากโรงงาน ก็คือ capacity แบตจะลดลงเหลือต่ำกว่า 4,400 mAh
จำนวนของ Cycle จากโรงงานนี้จะคิดที่การใช้งานแบตเตอรี่
ในระดับ 0 - 100% DoD (Depth of Discharge) ครับ กล่าวคือบริษัทผู้ผลิตจะมีมาตรฐานการกำหนดอายุแบตด้วยการทดสอบแบบนี้ ....
🛑 ชาร์จให้เต็ม 100%
🛑 จ่าย Load จนเหลือ 0%
🛑 ทดสอบแบบนี้ที่อุณหภูมิ 25 ℃
และประเด็นที่สำคัญมากก็คือ ถ้าเราพยายามรักษาประจุของแบตเตอรี่ระหว่าง 20 - 80% ก็คือทั้งใช้ / ชาร์จไว้ในช่วงประมาณ 20 - 30% และในช่วงปลาย 70 - 80% (อย่าปล่อยให้หมดใกล้ 0% และอย่าชาร์จให้เต็ม 100%)
จำนวนของ Cycle จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ที่ว่ามากนี้อาจจะเพิ่มได้ถึง 3 เท่าจากเดิมครับ
อย่างเช่น สมมุติแบตเตอรี่ชุดนึงมีสเปคจากโรงงานคือ 1,000 Cycle แต่ถ้าเราพยายามทั้งใช้และชาร์จให้มันอยู่ในช่วงประมาณ 30 ถึง 70%
จำนวน Cycle ของมันจะเพิ่มจาก 1,000 ไปได้เป็น 2,000 - 3,000 Cycle ได้เลย !
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า การพยายามรักษาประจุอยู่ในช่วง 30 - 70% นั้น เป็นการเลี่ยงช่วง "เครียด" ของแบตเตอรี่ได้อย่างดีที่สุด สภาพทางเคมีของแบตเตอรี่จะทำงานได้อย่างสบาย ๆ โดยไม่มีความเครียดขณะที่มีประจุจำนวนระหว่างนี้ ดังนั้นจำนวน Cycle จึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลครับ
ส่วนการนับ Cycle ของแบตเตอรี่ที่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบก็คือ
มิใช่ว่าการชาร์จและการใช้ในหนึ่งวัน = 1 Cycle แต่มันจะต้องนับตั้งแต่การ "ใช้" 0 - 100% ของประจุของมันครับ อย่างเช่น ....
🛑 คืนอาทิตย์ชาร์จเต็ม 100%
🛑 วันจันทร์ใช้จนเหลือ 70%
🛑 วันอังคารใช้จนเหลือ 40%
🛑 วันพุธใช้จนเหลือ 3%
จันทร์ - พุธ 3 วันนี้เราใช้ไป 1 Cycle ของแบตชุดนี้
จำนวนไ Cycle ของวันจันทร์-อังคาร-พุธที่บอก 1 Cycle นี้
ไม่เกี่ยวเลยว่าเราจะชาร์จเท่าไหร่ การนับ Cycle ดูที่การ "ใช้" เท่านั้น ว่าใช้สะสมกันเต็ม 100% เมื่อไหร่ นั่นคือ 1 Cycle ครับ
และจากตัวอย่างวันจันทร์-อังคาร-พุธที่เราใช้ครบ 1 Cycle นี้ หากแบตเตอรี่ก้อนนั้นมีสเปคจากโรงงาน 1,200 Cycle ดังนั้น "จำนวนวัน" ที่เราสามารถใช้ได้โดยที่สุขภาพแบตเตอรี่ยังดีอยู่ก็คือ 1,200 × 3 = 3,600 วัน (ประมาณ 9.8 ปี)
และแบตก้อนเดียวกัน 1,200 Cycle ถ้าเราพยายามใช้ให้ได้ระหว่าง 20 - 80% จำนวน Cycle ก็จะมากขึ้นอีก
เนื้อหาแปลและเรียบเรียงจาก
-
https://www.accure.net/blogs/blog-battery-aging
-
https://chargie.org/what-is-battery-cycle-count/
ความเข้าใจเรื่อง "Cycle" ของแบตเตอรี่
หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า "Cycle" มานานแล้ว แบตเตอรี่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มือถือ Notebook หรือของใหญ่แบบรถยนต์ EV จะมี Cycle ในการใช้งาน ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ 500 Cycle สมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นก็จะมีจำนวน Cycle มากขึ้นเป็นประมาณ 800 ถึง 1,000 หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย ส่วนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่อย่างในรถยนต์ EV ก็จะมี Cycle ใกล้เคียงหลักหมื่นเลยครับเพราะเป็นแบตเตอรี่แบบ Lithium Iron Phosphate (LFP)
คำว่า "Cycle" หมายความถึงจำนวนรอบการใช้ ที่จะทำให้แบตชุดนั้นมีค่าความจุ (Capacity) เหลือต่ำกว่า 80% เมื่อเทียบกับของใหม่ อย่างเช่น แบตเตอรี่มือถือขนาด 5,500 mAh และมีสเปคที่ 1,200 Cycle ถ้าเราใช้แบตเตอรีก้อนนั้นครบ 1,200 Cycle ความจุ (Capacity) ของแบตเตอรี่ก้อนนั้นจะลดลงต่ำกว่า 80% จากโรงงาน ก็คือ capacity แบตจะลดลงเหลือต่ำกว่า 4,400 mAh
จำนวนของ Cycle จากโรงงานนี้จะคิดที่การใช้งานแบตเตอรี่ในระดับ 0 - 100% DoD (Depth of Discharge) ครับ กล่าวคือบริษัทผู้ผลิตจะมีมาตรฐานการกำหนดอายุแบตด้วยการทดสอบแบบนี้ ....
🛑 ชาร์จให้เต็ม 100%
🛑 จ่าย Load จนเหลือ 0%
🛑 ทดสอบแบบนี้ที่อุณหภูมิ 25 ℃
และประเด็นที่สำคัญมากก็คือ ถ้าเราพยายามรักษาประจุของแบตเตอรี่ระหว่าง 20 - 80% ก็คือทั้งใช้ / ชาร์จไว้ในช่วงประมาณ 20 - 30% และในช่วงปลาย 70 - 80% (อย่าปล่อยให้หมดใกล้ 0% และอย่าชาร์จให้เต็ม 100%) จำนวนของ Cycle จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ที่ว่ามากนี้อาจจะเพิ่มได้ถึง 3 เท่าจากเดิมครับ
อย่างเช่น สมมุติแบตเตอรี่ชุดนึงมีสเปคจากโรงงานคือ 1,000 Cycle แต่ถ้าเราพยายามทั้งใช้และชาร์จให้มันอยู่ในช่วงประมาณ 30 ถึง 70% จำนวน Cycle ของมันจะเพิ่มจาก 1,000 ไปได้เป็น 2,000 - 3,000 Cycle ได้เลย !
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า การพยายามรักษาประจุอยู่ในช่วง 30 - 70% นั้น เป็นการเลี่ยงช่วง "เครียด" ของแบตเตอรี่ได้อย่างดีที่สุด สภาพทางเคมีของแบตเตอรี่จะทำงานได้อย่างสบาย ๆ โดยไม่มีความเครียดขณะที่มีประจุจำนวนระหว่างนี้ ดังนั้นจำนวน Cycle จึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลครับ
ส่วนการนับ Cycle ของแบตเตอรี่ที่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบก็คือ มิใช่ว่าการชาร์จและการใช้ในหนึ่งวัน = 1 Cycle แต่มันจะต้องนับตั้งแต่การ "ใช้" 0 - 100% ของประจุของมันครับ อย่างเช่น ....
🛑 คืนอาทิตย์ชาร์จเต็ม 100%
🛑 วันจันทร์ใช้จนเหลือ 70%
🛑 วันอังคารใช้จนเหลือ 40%
🛑 วันพุธใช้จนเหลือ 3%
จันทร์ - พุธ 3 วันนี้เราใช้ไป 1 Cycle ของแบตชุดนี้
จำนวนไ Cycle ของวันจันทร์-อังคาร-พุธที่บอก 1 Cycle นี้ ไม่เกี่ยวเลยว่าเราจะชาร์จเท่าไหร่ การนับ Cycle ดูที่การ "ใช้" เท่านั้น ว่าใช้สะสมกันเต็ม 100% เมื่อไหร่ นั่นคือ 1 Cycle ครับ
และจากตัวอย่างวันจันทร์-อังคาร-พุธที่เราใช้ครบ 1 Cycle นี้ หากแบตเตอรี่ก้อนนั้นมีสเปคจากโรงงาน 1,200 Cycle ดังนั้น "จำนวนวัน" ที่เราสามารถใช้ได้โดยที่สุขภาพแบตเตอรี่ยังดีอยู่ก็คือ 1,200 × 3 = 3,600 วัน (ประมาณ 9.8 ปี)
และแบตก้อนเดียวกัน 1,200 Cycle ถ้าเราพยายามใช้ให้ได้ระหว่าง 20 - 80% จำนวน Cycle ก็จะมากขึ้นอีก
เนื้อหาแปลและเรียบเรียงจาก
- https://www.accure.net/blogs/blog-battery-aging
- https://chargie.org/what-is-battery-cycle-count/