สวัสดีจ้าา 🌴
วันนี้เราจะพาไปรีวิวทริป
เกาะช้างฝั่งซ้าย 3 วัน 2 คืน กับเพื่อนแก๊ง 6 ชีวิต
ทริปนี้ไม่ได้ตั้งใจไปแค่พักผ่อนหรือถ่ายรูปทะเลสวย ๆ แต่เราอยากไปดู
วิถีชีวิตของชุมชน แบบจริง ๆ ทั้งชาวสวน ชาวประมง ตลาดปลา งาน OTOP และมุมสงบ ๆ ของเกาะช้างที่หลายคนอาจไม่ค่อยได้เห็น
หลายคนอาจคุ้นกับเกาะช้างฝั่งขวาที่คึกคัก ร้านอาหารเยอะ ที่พักแน่น
แต่ฝั่งซ้ายคืออีกฟีลเลยค่ะ
เงียบกว่า เรียบง่ายกว่า และมีเสน่ห์แบบชุมชนมาก ๆ
ถ้าใครอยากเที่ยวเกาะช้างแบบไม่แมส กระทู้นี้น่าจะช่วยได้ 💙
🚐 Day 1 – เกือบตกรถตั้งแต่ต้น แต่ยังรอดมาได้ 555
พวกเราออกจาก
หมอชิต ด้วยรถมินิบัสรอบ
06.00 น.
เส้นทางกรุงเทพฯ–ตราด–ท่าเรืออ่าวธรรมชาติ
ค่ารถไปกลับ
800 บาท/คน
เปิดทริปมาก็ลุ้นเลย เพราะเพื่อน 3 คนไปผิดฝั่งหมอชิต เกือบขึ้นรถไม่ทัน สุดท้ายวิ่งมาทันแบบหวุดหวิด ไม่งั้นทริปนี้คงเริ่มด้วยน้ำตาแทนทะเล 555 😂
ถึงตราดช่วงสาย ๆ แล้วต่อรถสองแถวไปท่าเรือ ซึ่งรวมอยู่ในตั๋วมินิบัสแล้ว
ค่าเรือข้ามเกาะ
90 บาท/คน
โชคดีมาก ไปถึงแล้วเรือกำลังจะออกพอดี นั่งประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะช้างแล้ววว 🏝️
ลงจากเรือ พวกเราเช่ามอเตอร์ไซค์ 3 คัน สำหรับ 6 คน
ราคา
คันละ 350 บาท/วัน เช่า 2 วัน
มีมัดจำ
คันละ 2,000 บาท
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้แนะนำให้ถ่ายรูปรถรอบคันไว้ก่อนทุกครั้งนะคะ จะได้สบายใจทั้งเราและร้านเช่า
ระหว่างขี่ไปฝั่งซ้าย เริ่มรู้สึกเลยว่ามุมนี้มีเสน่ห์มาก สองข้างทางมีสวนทุเรียน บ้านชาวบ้าน ร้านเล็ก ๆ และบรรยากาศสงบกว่าอีกฝั่ง เหมือนได้เห็นเกาะช้างในฐานะ
“บ้านของคนในพื้นที่” จริง ๆ
คืนแรกพักที่
สลักเพชรรีสอร์ท
ห้องใหญ่สำหรับ 6 คน ราคา
2,900 บาท เฉลี่ยประมาณคนละ 500 บาท
ห้องสะอาด แอร์เย็น เจ้าของใจดี แถมมี welcome drink เป็นน้ำอัญชันมะนาว สดชื่นมากหลังขี่รถร้อน ๆ มา
มื้อแรกบนเกาะ เราไปกินร้านตามสั่งเล็ก ๆ แถววัดสลักเพชร เป็นร้านคุณตาคุณยาย อาหารอร่อย ให้เยอะ ได้ฟีลบ้าน ๆ มาก
จากนั้นไปคาเฟ่
Altitude 79 วิวสวยมาก เห็นทั้งภูเขา ต้นไม้ และทะเล ทางขึ้นชันนิดนึง แต่ขึ้นไปแล้วคุ้มจริง ๆ เมนูมะปี๊ดคือเปรี้ยวหวานสดชื่นมาก 🍊

ต่อมาไป ป่าชายเลนสลักเพชร (สะพานแดง)
คนเดินเข้าฟรี แต่เสียค่าจอดรถคันละ 20 บาท จ้าา
ชื่อสะพานแดงก็ตรงตัวเลย แดงจริง 555
สะพานเป็นไม้เก่า ต้องเดินระวังทุกก้าว แต่บรรยากาศดีมาก เป็นป่าโกงกาง มีปูแสม ปูก้ามดาบ ปลาตีน นก และรอยกับดักปลาของชาวบ้าน ระหว่างทางยังเจอขบวนพระเดินผ่าน เหมือนได้เติมบุญฟรีกลางสะพาน 🙏
ตรงนี้ทำให้เห็นเลยว่า
ธรรมชาติแถวนี้ยังผูกกับวิถีชีวิตคนพื้นที่อยู่จริง ๆ
มื้อเย็นกินที่รีสอร์ท มี
ซาชิมิปลาไทย สดมาก เนื้อแน่น หนึบ ไม่คาวเลย

หลังจากนั้นเช่าเบ็ดตกปลา–ตกหมึก คันละ
250 บาท มา 2 คัน
แต่ตกอยู่นานได้ปลาแค่ 1 ตัวจิ๋ว ส่วนหมึกคือ 0 ตัวถ้วน 555
เลยรู้เลยว่างานชาวประมงไม่ง่าย ต้องมีทั้งฝีมือ จังหวะ และดวง 🎣
ปิดท้ายด้วยคาราโอเกะ ตอนแรกพี่ที่พักให้ร้องคนละเพลง แต่สุดท้ายลากไป 10 เพลงกว่า พี่ก็ไม่มาเก็บไมค์ สงสัยเสียงดี…หรือพี่ถอดใจแล้ว 🤣
ก่อนนอนพวกเราไปถามพี่เจ้าของที่พักว่า ถ้าอยากเห็นวิถีชุมชนตอนเช้าควรไปไหน
พี่เขาแนะนำ
วัดป่าโรงถ่าน กับ
ท่าเทียบเรือ
พวกเราเลยตั้งใจว่า…พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าให้ได้!
🌅 Day 2 – ตื่นตี 5 ครึ่ง เพื่อไปตามหาวิถีชุมชนจริง ๆ
เช้าวันที่ 2 พวกเราตื่น
ตี 5 ครึ่ง เพื่อไปทำบุญตักบาตรที่
วัดป่าโรงถ่าน
ตอนแรกขี่ตามทางแล้วไม่เจอพระ เลยแวะถามหลวงพี่ในวัด ท่านบอกว่าพระเพิ่งออกบิณฑบาต ถ้ารอกลับวัดก็น่าจะ 7 โมง พวกเราเลยขี่ต่อไปตามทาง แล้วสุดท้ายก็เจอพระจริง ๆ เลยได้นิมนต์ท่านและตักบาตรกันริมทาง
บรรยากาศตอนเช้ามืด อากาศเย็น ๆ กับการได้ตักบาตรบนเกาะช้างฝั่งซ้ายมันสงบมาก
เหมือนได้เริ่มวันด้วยพลังใจดี ๆ และทำให้รู้สึกว่า ทริปนี้ไม่ใช่แค่การเที่ยว แต่เราได้เข้าใกล้วิถีชีวิตของคนที่นี่มากขึ้นด้วย ✨
หลังตักบาตรเสร็จ รีบไปท่าเทียบเรือ เพราะกลัวตลาดชาวประมงจะวาย
แต่พอไปถึง…เงียบมาก
ตอนแรกนึกว่ามาผิดที่ แต่พอเห็นเรือประมงจอดอยู่ก็รู้ว่าถูกแล้ว
แค่เรามาเร็วเกินไป 555
ชาวประมงบอกว่าจะเริ่มขายปลาประมาณ 7 โมง พวกเราเลยยืนรับลม ดูเรือ ดูนก และชมบรรยากาศเช้า ๆ ไปก่อน เป็นความเงียบที่ดีมาก เหมือนเกาะกำลังค่อย ๆ ตื่นไปพร้อมกับเรา
จากนั้นลองแวะ
บ้านรักกะลา แต่ยังไม่เปิดอีก
สรุปเช้านี้เราตื่นเร็วกว่าเกาะทั้งเกาะ 555
เพื่อนหลายคนกลับที่พักไปพัก เพราะต้องไปดำน้ำตอน 9 โมง แถมมีคนไม่สบายด้วย
แต่
โบนัสกับเค้ก ยังไหว เลยแวะ Viewpoint ข้างทาง ได้เจอคุณยายใจดีช่วยบอกทาง และได้คุยว่าคนที่นี่อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษกว่า 100 ปีแล้ว
ฟังแล้วรู้สึกว่า
เกาะช้างฝั่งซ้ายไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่มันคือบ้านของคนหลายรุ่นจริง ๆ
ต่อมาโบนัสกับเค้กกลับไปท่าเรืออีกครั้ง รอบนี้ตลาดเริ่มคึกคักแล้ว มีชาวประมงนำปลามาขาย ได้คุยกับ
พี่หน่อย ชาวประมงใจดี
พี่เขาเล่าว่าออกเรือหาปลากันตอนกลางคืน บางครั้งก็นอนบนเรือ แล้วเช้าค่อยกลับมาขายปลา เราได้ซื้อ
ปลาหิ้วตัวใหญ่ ราคาแค่ 100 บาท พี่เขาบอกว่าเป็นปลาน้ำเค็มสด ๆ กินดิบได้
แถมยังพาไปซื้อปลาหวานที่บ้าน ทอดให้ชิมก่อน และให้มะพร้าวมาอีก 2 ลูกฟรี ๆ
ใจดีมากกก 🥥

พอกลับที่พัก เราเอาปลาไปให้พี่ที่พักแล่ให้ ค่าแล่
100 บาท
แล้วได้กินเป็นซาชิมิแบบบ้าน ๆ เนื้อสด หนึบ ไม่คาวเลย
ยิ่งรู้ว่าปลาตัวนี้เพิ่งมาจากเรือประมงตอนเช้า ยิ่งรู้สึกว่ามื้อนี้พิเศษ
เหมือนได้กินทั้งรสชาติและเรื่องราวของชุมชนไปพร้อมกัน 🐟
เวลา 9 โมง พวกเราออกเรือไปดำน้ำ
แพ็กเกจที่เลือกคือ
ทริป 3 เกาะ + ถ่ายรูปใต้น้ำ ครึ่งวัน ราคา 5,000 บาท
ส่วนเต็มวันถึง 16.00 น. ราคา 6,000 บาท
สุดท้ายเลือกครึ่งวัน เพราะช่วงบ่ายต้องย้ายที่พัก
เกาะแรกคือ
เกาะหวาย ลงไปชมวิวและถ่ายรูปริมหาด น้ำทะเลสวยมาก
ต่อมาไป
เกาะเหลายานอก พี่บนเรือพาแวะตกปลา เพราะเมื่อคืนเห็นพวกเราตกไม่ค่อยได้ รอบนี้ปังมาก มิกตกได้ปลาเก๋า เตยตกได้คนแรกและได้ 2 ตัว และโบนัส อาร์ม พุฒิ ตกได้คนละตัว ส่วนเค้กรับหน้าที่ให้กำลังใจ 555
ตรงนี้ทำให้เห็นเลยว่า การตกปลาต้องรู้จุด รู้พื้นที่ และต้องอาศัยประสบการณ์คนเรือจริง ๆ
ต่อมาไปดำน้ำที่
เกาะเหลายาใน เจอหอยมือเสือขนาดใหญ่ ปลาหมึกตามโขดหิน เม่นทะเลเยอะมากจนต้องคอยลอยขาไว้ไม่ให้ไปเหยียบ ปะการังกับดอกไม้ทะเลก็สวยมาก โลกใต้น้ำทำให้รู้สึกว่าทะเลมีชีวิตมากกว่าที่เราเห็นจากบนฝั่งจริง ๆ

เกาะสุดท้ายคือ
เกาะคลุ้ม จุดนี้ปลาเยอะมาก พอโยนขนมปังลงไป น้องปลาว่ายมาล้อมรอบตัวเลย เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของทะเล
ก่อนกลับพี่บนเรือยังปอกแตงโมกับสับปะรดให้กิน สดชื่นมากหลังเล่นน้ำจนเหนื่อย
เป็นทริปครึ่งวันที่สนุกและอบอุ่นมาก เพราะพี่ ๆ ดูแลดีสุด ๆ 🐠
หลังกลับจากดำน้ำ พวกเราอาบน้ำ เก็บของ แล้วย้ายที่พัก ระหว่างทางแวะ
บ้านรักกะลา ที่นี่เป็นสินค้า OTOP ของชุมชน ใช้กะลามะพร้าวมาต่อยอดเป็นของฝาก เช่น โคมไฟ พวงกุญแจ ตุ๊กตา ที่นวดเท้า และของตกแต่งต่าง ๆ
เราได้คุยกับ
พี่ก้อย ประธานกลุ่มวิสาหกิจบ้านรักกะลา พี่เขาเล่าว่างานทุกชิ้นทำด้วยความตั้งใจ มีการประกอบให้แข็งแรงและตรวจเช็กก่อนส่งลูกค้า ทำให้รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านของฝาก แต่เป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชนจากทรัพยากรที่มีอยู่จริง ๆ

คืนที่สองพัก
กุญชระบุรีรีสอร์ท ฝั่งซ้ายเหมือนเดิม ที่พักติดชายหาด บรรยากาศไม้ ๆ ธรรมชาติดี
ห้อง Royal Suite Villa ราคา 3,800 บาท ถ้ารวมอาหารเช้า 4,200 บาท
และ Top View Deluxe Villa ราคา 1,300 บาท ถ้ารวมอาหารเช้า 1,500 บาท
พวกเราเลือกแบบรวมอาหารเช้า เฉลี่ยเพิ่มคนละประมาณ 100 บาท
ช่วงเย็นขี่รถไปฝั่งขวาเพื่อหาอะไรกินและแวะ
จุดชมวิวหาดทรายขาว
ทางค่อนข้างชันและโค้งเยอะ ต้องขับระวังมาก
วิวตอนเย็นสวย แต่ความพีคคือมีลิงมาแย่งของกินของเพื่อน 555
ใครแวะจุดชมวิว เก็บของกินดี ๆ นะ น้องไวมาก 🐒
จบ Day 2 แบบเหนื่อยแต่คุ้มสุด ๆ
🌊 Day 3 – วันสุดท้าย แวะศาลเจ้าแม่ทับทิมก่อนกลับ
เช้าวันสุดท้ายกินอาหารเช้าที่ที่พักช่วง 08.00–09.00 น.
มีข้าวต้ม สลัด ไส้กรอกและอื่นๆ วิวตอนเช้าสวยเพราะมองเห็นทะเลและหาดทราย
ถ้าถามว่าควรเพิ่มอาหารเช้าไหม ส่วนตัวคิดว่าแล้วแต่คน
ถ้าอยากสะดวกและกินพร้อมวิวสวยก็โอเค
แต่ถ้าเน้นคุ้มค่า อาจออกไปหากินข้างนอกก็ได้
ประมาณ 10 โมง พวกเราเช็กเอาต์เพื่อไปคืนรถและขึ้นเรือกลับ ก่อนถึงจุดนัดพบ พวกเราได้แวะ
ศาลเจ้าแม่ทับทิม
ศาลเป็นศาลเล็ก ๆ ริมทะเล บรรยากาศสงบและเก่าแก่
ค่าธูป 20 บาท ค่าน้ำมันตะเกียง 30 บาท
สิ่งที่น่าสนใจคือได้คุยกับผู้ดูแลศาล เขาเล่าว่า ในอดีตมีพ่อค้าชาวจีนเดินเรือสำเภามาค้าขายกับสยาม และผ่านน่านน้ำบริเวณนี้ พื้นที่แถวนั้นชื่อ
หมู่บ้านด่านใหม่ เพราะเคยเป็นด่านเก็บภาษีเรือ
ศาลนี้ก่อตั้งโดยชาวจีนที่อพยพมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง โดยเชื่อว่า
เจ้าแม่ทับทิม หรือ อาม่าหม่าโจ้ว เป็นเทพแห่งมหาสมุทร ช่วยคุ้มครองคนเดินเรือให้ปลอดภัยจากมรสุมและค้าขายดี

ฟังแล้วรู้สึกว่าเกาะช้างไม่ได้มีแค่ทะเล แต่ยังมีเรื่องราวของความเชื่อ การค้า และประวัติศาสตร์ชุมชนซ่อนอยู่ด้วย
หลังจากนั้นไปคืนรถ รับเงินมัดจำคืน แล้วขึ้นเรือรอบ 11.30 น. กลับท่าเรืออ่าวธรรมชาติ ต่อรถสองแถวไปจุดขึ้นมินิบัส ถึงประมาณ 12.30 น.
แต่แป๊วนิดนึง เพราะคิดว่ารถออก 13.30 น.
สรุปพี่บอกว่ารถมินิบัสมาตอน 14.30 น. ส่วน 13.30 น. คือเวลารถสองแถวออก 555
โชคดีมีคาเฟ่ข้าง ๆ ให้นั่งตากแอร์รอ ระหว่างนั้นโบนัสกับเค้กยังขยันเดินตลาดต่อ และเจอทุเรียนพูละ 20 บาท แต่คุณป้าลดให้เหลือ 10 บาท เป็นเซอร์ไพรส์สุดท้ายก่อนกลับ
เวลา 14.30 น. ขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางแวะจุดพักรถประมาณ 10 นาที แล้วเดินทางต่อจนถึงกรุงเทพฯ ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
เป็นอันจบทริป
เกาะช้างเลี้ยวซ้าย 3 วัน 2 คืน อย่างเป็นทางการ
💸
สรุปค่าเสียหายต่อคนโดยประมาณ
รถมินิบัสไป–กลับ 800 บาท
เรือไป–กลับ 180 บาท
เช่ามอเตอร์ไซค์ 350 บาท
ที่พักคืนแรก ประมาณ 500 บาท
ที่พักคืนสองรวมอาหารเช้า ประมาณ 950 บาท
ทริปดำน้ำครึ่งวัน ประมาณ 834 บาท
รวมค่าใช้จ่ายหลักประมาณ
3,600 บาท/คน
ถ้ารวมอาหาร คาเฟ่ น้ำมัน ของฝาก 7-11 และค่าใช้จ่ายจุกจิก
แนะนำเตรียมงบประมาณ
4,000–5,000 บาท/คน จะเที่ยวได้สบายกว่า
💙 ความรู้สึกหลังจบทริป
ทริปนี้เหนื่อยมาก แต่คุ้มมาก
เพราะเราไม่ได้แค่ไปเที่ยวทะเล แต่ได้เห็นชีวิตจริงของคนบนเกาะ
ทั้งชาวประมงที่ออกเรือกลางคืน ตลาดปลาตอนเช้า อาหารทะเลสด ๆ งานกะลามะพร้าวของชุมชน ศาลเจ้าเก่าแก่ และความใจดีของคนท้องถิ่น
สำหรับเรา เสน่ห์ของ
เกาะช้างฝั่งซ้าย ไม่ได้อยู่แค่วิวสวย
แต่อยู่ที่ความเรียบง่าย ผู้คน และเรื่องราวระหว่างทาง
ถ้าใครอยากมาเกาะช้างในมุมที่ไม่แมส ไม่วุ่นวาย และได้สัมผัสวิถีชาวบ้านจริง ๆ
แนะนำให้ลองมา
“เลี้ยวซ้าย” ดูสักครั้ง
แล้วอาจจะตกหลุมรักเหมือนพวกเราก็ได้ 💙🌴
✅เดี๋ยวรูปบรรยากาศแต่ละจุดเราจะแปะต่อไว้ในคอมเมนต์นะคะ
เพราะถ้าใส่ทั้งหมดในโพสต์เดียว ตัวอักษรเต็มก่อนแน่นอน 555 😂🌴
[CR] เกาะช้างเลี้ยวซ้าย 3 วัน 2 คืน 🌴 ไม่ได้มีดีแค่ทะเล แต่มีวิถีชาวประมง ของกินสด ๆ และคนท้องถิ่นที่โคตรน่ารัก
วันนี้เราจะพาไปรีวิวทริป เกาะช้างฝั่งซ้าย 3 วัน 2 คืน กับเพื่อนแก๊ง 6 ชีวิต
ทริปนี้ไม่ได้ตั้งใจไปแค่พักผ่อนหรือถ่ายรูปทะเลสวย ๆ แต่เราอยากไปดู วิถีชีวิตของชุมชน แบบจริง ๆ ทั้งชาวสวน ชาวประมง ตลาดปลา งาน OTOP และมุมสงบ ๆ ของเกาะช้างที่หลายคนอาจไม่ค่อยได้เห็น
หลายคนอาจคุ้นกับเกาะช้างฝั่งขวาที่คึกคัก ร้านอาหารเยอะ ที่พักแน่น
แต่ฝั่งซ้ายคืออีกฟีลเลยค่ะ
เงียบกว่า เรียบง่ายกว่า และมีเสน่ห์แบบชุมชนมาก ๆ
ถ้าใครอยากเที่ยวเกาะช้างแบบไม่แมส กระทู้นี้น่าจะช่วยได้ 💙
🚐 Day 1 – เกือบตกรถตั้งแต่ต้น แต่ยังรอดมาได้ 555
พวกเราออกจาก หมอชิต ด้วยรถมินิบัสรอบ 06.00 น.
เส้นทางกรุงเทพฯ–ตราด–ท่าเรืออ่าวธรรมชาติ
ค่ารถไปกลับ 800 บาท/คน
เปิดทริปมาก็ลุ้นเลย เพราะเพื่อน 3 คนไปผิดฝั่งหมอชิต เกือบขึ้นรถไม่ทัน สุดท้ายวิ่งมาทันแบบหวุดหวิด ไม่งั้นทริปนี้คงเริ่มด้วยน้ำตาแทนทะเล 555 😂
ถึงตราดช่วงสาย ๆ แล้วต่อรถสองแถวไปท่าเรือ ซึ่งรวมอยู่ในตั๋วมินิบัสแล้ว
ค่าเรือข้ามเกาะ 90 บาท/คน
โชคดีมาก ไปถึงแล้วเรือกำลังจะออกพอดี นั่งประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะช้างแล้ววว 🏝️
ลงจากเรือ พวกเราเช่ามอเตอร์ไซค์ 3 คัน สำหรับ 6 คน
ราคา คันละ 350 บาท/วัน เช่า 2 วัน
มีมัดจำ คันละ 2,000 บาท
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ระหว่างขี่ไปฝั่งซ้าย เริ่มรู้สึกเลยว่ามุมนี้มีเสน่ห์มาก สองข้างทางมีสวนทุเรียน บ้านชาวบ้าน ร้านเล็ก ๆ และบรรยากาศสงบกว่าอีกฝั่ง เหมือนได้เห็นเกาะช้างในฐานะ “บ้านของคนในพื้นที่” จริง ๆ
คืนแรกพักที่ สลักเพชรรีสอร์ท
ห้องใหญ่สำหรับ 6 คน ราคา 2,900 บาท เฉลี่ยประมาณคนละ 500 บาท
ห้องสะอาด แอร์เย็น เจ้าของใจดี แถมมี welcome drink เป็นน้ำอัญชันมะนาว สดชื่นมากหลังขี่รถร้อน ๆ มา
มื้อแรกบนเกาะ เราไปกินร้านตามสั่งเล็ก ๆ แถววัดสลักเพชร เป็นร้านคุณตาคุณยาย อาหารอร่อย ให้เยอะ ได้ฟีลบ้าน ๆ มาก
จากนั้นไปคาเฟ่ Altitude 79 วิวสวยมาก เห็นทั้งภูเขา ต้นไม้ และทะเล ทางขึ้นชันนิดนึง แต่ขึ้นไปแล้วคุ้มจริง ๆ เมนูมะปี๊ดคือเปรี้ยวหวานสดชื่นมาก 🍊
ต่อมาไป ป่าชายเลนสลักเพชร (สะพานแดง)
คนเดินเข้าฟรี แต่เสียค่าจอดรถคันละ 20 บาท จ้าา
ชื่อสะพานแดงก็ตรงตัวเลย แดงจริง 555
สะพานเป็นไม้เก่า ต้องเดินระวังทุกก้าว แต่บรรยากาศดีมาก เป็นป่าโกงกาง มีปูแสม ปูก้ามดาบ ปลาตีน นก และรอยกับดักปลาของชาวบ้าน ระหว่างทางยังเจอขบวนพระเดินผ่าน เหมือนได้เติมบุญฟรีกลางสะพาน 🙏
ตรงนี้ทำให้เห็นเลยว่า ธรรมชาติแถวนี้ยังผูกกับวิถีชีวิตคนพื้นที่อยู่จริง ๆ
มื้อเย็นกินที่รีสอร์ท มี ซาชิมิปลาไทย สดมาก เนื้อแน่น หนึบ ไม่คาวเลย
หลังจากนั้นเช่าเบ็ดตกปลา–ตกหมึก คันละ 250 บาท มา 2 คัน
แต่ตกอยู่นานได้ปลาแค่ 1 ตัวจิ๋ว ส่วนหมึกคือ 0 ตัวถ้วน 555
เลยรู้เลยว่างานชาวประมงไม่ง่าย ต้องมีทั้งฝีมือ จังหวะ และดวง 🎣
ปิดท้ายด้วยคาราโอเกะ ตอนแรกพี่ที่พักให้ร้องคนละเพลง แต่สุดท้ายลากไป 10 เพลงกว่า พี่ก็ไม่มาเก็บไมค์ สงสัยเสียงดี…หรือพี่ถอดใจแล้ว 🤣
ก่อนนอนพวกเราไปถามพี่เจ้าของที่พักว่า ถ้าอยากเห็นวิถีชุมชนตอนเช้าควรไปไหน
พี่เขาแนะนำ วัดป่าโรงถ่าน กับ ท่าเทียบเรือ
พวกเราเลยตั้งใจว่า…พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าให้ได้!
🌅 Day 2 – ตื่นตี 5 ครึ่ง เพื่อไปตามหาวิถีชุมชนจริง ๆ
เช้าวันที่ 2 พวกเราตื่น ตี 5 ครึ่ง เพื่อไปทำบุญตักบาตรที่ วัดป่าโรงถ่าน
ตอนแรกขี่ตามทางแล้วไม่เจอพระ เลยแวะถามหลวงพี่ในวัด ท่านบอกว่าพระเพิ่งออกบิณฑบาต ถ้ารอกลับวัดก็น่าจะ 7 โมง พวกเราเลยขี่ต่อไปตามทาง แล้วสุดท้ายก็เจอพระจริง ๆ เลยได้นิมนต์ท่านและตักบาตรกันริมทาง
บรรยากาศตอนเช้ามืด อากาศเย็น ๆ กับการได้ตักบาตรบนเกาะช้างฝั่งซ้ายมันสงบมาก
เหมือนได้เริ่มวันด้วยพลังใจดี ๆ และทำให้รู้สึกว่า ทริปนี้ไม่ใช่แค่การเที่ยว แต่เราได้เข้าใกล้วิถีชีวิตของคนที่นี่มากขึ้นด้วย ✨
หลังตักบาตรเสร็จ รีบไปท่าเทียบเรือ เพราะกลัวตลาดชาวประมงจะวาย
แต่พอไปถึง…เงียบมาก
ตอนแรกนึกว่ามาผิดที่ แต่พอเห็นเรือประมงจอดอยู่ก็รู้ว่าถูกแล้ว
แค่เรามาเร็วเกินไป 555
ชาวประมงบอกว่าจะเริ่มขายปลาประมาณ 7 โมง พวกเราเลยยืนรับลม ดูเรือ ดูนก และชมบรรยากาศเช้า ๆ ไปก่อน เป็นความเงียบที่ดีมาก เหมือนเกาะกำลังค่อย ๆ ตื่นไปพร้อมกับเรา
จากนั้นลองแวะ บ้านรักกะลา แต่ยังไม่เปิดอีก
สรุปเช้านี้เราตื่นเร็วกว่าเกาะทั้งเกาะ 555
เพื่อนหลายคนกลับที่พักไปพัก เพราะต้องไปดำน้ำตอน 9 โมง แถมมีคนไม่สบายด้วย
แต่ โบนัสกับเค้ก ยังไหว เลยแวะ Viewpoint ข้างทาง ได้เจอคุณยายใจดีช่วยบอกทาง และได้คุยว่าคนที่นี่อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษกว่า 100 ปีแล้ว
ฟังแล้วรู้สึกว่า เกาะช้างฝั่งซ้ายไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่มันคือบ้านของคนหลายรุ่นจริง ๆ
ต่อมาโบนัสกับเค้กกลับไปท่าเรืออีกครั้ง รอบนี้ตลาดเริ่มคึกคักแล้ว มีชาวประมงนำปลามาขาย ได้คุยกับ พี่หน่อย ชาวประมงใจดี
พี่เขาเล่าว่าออกเรือหาปลากันตอนกลางคืน บางครั้งก็นอนบนเรือ แล้วเช้าค่อยกลับมาขายปลา เราได้ซื้อ ปลาหิ้วตัวใหญ่ ราคาแค่ 100 บาท พี่เขาบอกว่าเป็นปลาน้ำเค็มสด ๆ กินดิบได้
แถมยังพาไปซื้อปลาหวานที่บ้าน ทอดให้ชิมก่อน และให้มะพร้าวมาอีก 2 ลูกฟรี ๆ
ใจดีมากกก 🥥
พอกลับที่พัก เราเอาปลาไปให้พี่ที่พักแล่ให้ ค่าแล่ 100 บาท
แล้วได้กินเป็นซาชิมิแบบบ้าน ๆ เนื้อสด หนึบ ไม่คาวเลย
ยิ่งรู้ว่าปลาตัวนี้เพิ่งมาจากเรือประมงตอนเช้า ยิ่งรู้สึกว่ามื้อนี้พิเศษ
เหมือนได้กินทั้งรสชาติและเรื่องราวของชุมชนไปพร้อมกัน 🐟
เวลา 9 โมง พวกเราออกเรือไปดำน้ำ
แพ็กเกจที่เลือกคือ ทริป 3 เกาะ + ถ่ายรูปใต้น้ำ ครึ่งวัน ราคา 5,000 บาท
ส่วนเต็มวันถึง 16.00 น. ราคา 6,000 บาท
สุดท้ายเลือกครึ่งวัน เพราะช่วงบ่ายต้องย้ายที่พัก
เกาะแรกคือ เกาะหวาย ลงไปชมวิวและถ่ายรูปริมหาด น้ำทะเลสวยมาก
ต่อมาไป เกาะเหลายานอก พี่บนเรือพาแวะตกปลา เพราะเมื่อคืนเห็นพวกเราตกไม่ค่อยได้ รอบนี้ปังมาก มิกตกได้ปลาเก๋า เตยตกได้คนแรกและได้ 2 ตัว และโบนัส อาร์ม พุฒิ ตกได้คนละตัว ส่วนเค้กรับหน้าที่ให้กำลังใจ 555
ตรงนี้ทำให้เห็นเลยว่า การตกปลาต้องรู้จุด รู้พื้นที่ และต้องอาศัยประสบการณ์คนเรือจริง ๆ
ต่อมาไปดำน้ำที่ เกาะเหลายาใน เจอหอยมือเสือขนาดใหญ่ ปลาหมึกตามโขดหิน เม่นทะเลเยอะมากจนต้องคอยลอยขาไว้ไม่ให้ไปเหยียบ ปะการังกับดอกไม้ทะเลก็สวยมาก โลกใต้น้ำทำให้รู้สึกว่าทะเลมีชีวิตมากกว่าที่เราเห็นจากบนฝั่งจริง ๆ
เกาะสุดท้ายคือ เกาะคลุ้ม จุดนี้ปลาเยอะมาก พอโยนขนมปังลงไป น้องปลาว่ายมาล้อมรอบตัวเลย เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งของทะเล
ก่อนกลับพี่บนเรือยังปอกแตงโมกับสับปะรดให้กิน สดชื่นมากหลังเล่นน้ำจนเหนื่อย
เป็นทริปครึ่งวันที่สนุกและอบอุ่นมาก เพราะพี่ ๆ ดูแลดีสุด ๆ 🐠
หลังกลับจากดำน้ำ พวกเราอาบน้ำ เก็บของ แล้วย้ายที่พัก ระหว่างทางแวะ บ้านรักกะลา ที่นี่เป็นสินค้า OTOP ของชุมชน ใช้กะลามะพร้าวมาต่อยอดเป็นของฝาก เช่น โคมไฟ พวงกุญแจ ตุ๊กตา ที่นวดเท้า และของตกแต่งต่าง ๆ
เราได้คุยกับ พี่ก้อย ประธานกลุ่มวิสาหกิจบ้านรักกะลา พี่เขาเล่าว่างานทุกชิ้นทำด้วยความตั้งใจ มีการประกอบให้แข็งแรงและตรวจเช็กก่อนส่งลูกค้า ทำให้รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านของฝาก แต่เป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชนจากทรัพยากรที่มีอยู่จริง ๆ
คืนที่สองพัก กุญชระบุรีรีสอร์ท ฝั่งซ้ายเหมือนเดิม ที่พักติดชายหาด บรรยากาศไม้ ๆ ธรรมชาติดี
ห้อง Royal Suite Villa ราคา 3,800 บาท ถ้ารวมอาหารเช้า 4,200 บาท
และ Top View Deluxe Villa ราคา 1,300 บาท ถ้ารวมอาหารเช้า 1,500 บาท
พวกเราเลือกแบบรวมอาหารเช้า เฉลี่ยเพิ่มคนละประมาณ 100 บาท
ช่วงเย็นขี่รถไปฝั่งขวาเพื่อหาอะไรกินและแวะ จุดชมวิวหาดทรายขาว
ทางค่อนข้างชันและโค้งเยอะ ต้องขับระวังมาก
วิวตอนเย็นสวย แต่ความพีคคือมีลิงมาแย่งของกินของเพื่อน 555
ใครแวะจุดชมวิว เก็บของกินดี ๆ นะ น้องไวมาก 🐒
จบ Day 2 แบบเหนื่อยแต่คุ้มสุด ๆ
🌊 Day 3 – วันสุดท้าย แวะศาลเจ้าแม่ทับทิมก่อนกลับ
เช้าวันสุดท้ายกินอาหารเช้าที่ที่พักช่วง 08.00–09.00 น.
มีข้าวต้ม สลัด ไส้กรอกและอื่นๆ วิวตอนเช้าสวยเพราะมองเห็นทะเลและหาดทราย
ถ้าถามว่าควรเพิ่มอาหารเช้าไหม ส่วนตัวคิดว่าแล้วแต่คน
ถ้าอยากสะดวกและกินพร้อมวิวสวยก็โอเค
แต่ถ้าเน้นคุ้มค่า อาจออกไปหากินข้างนอกก็ได้
ประมาณ 10 โมง พวกเราเช็กเอาต์เพื่อไปคืนรถและขึ้นเรือกลับ ก่อนถึงจุดนัดพบ พวกเราได้แวะ ศาลเจ้าแม่ทับทิม
ศาลเป็นศาลเล็ก ๆ ริมทะเล บรรยากาศสงบและเก่าแก่
ค่าธูป 20 บาท ค่าน้ำมันตะเกียง 30 บาท
สิ่งที่น่าสนใจคือได้คุยกับผู้ดูแลศาล เขาเล่าว่า ในอดีตมีพ่อค้าชาวจีนเดินเรือสำเภามาค้าขายกับสยาม และผ่านน่านน้ำบริเวณนี้ พื้นที่แถวนั้นชื่อ หมู่บ้านด่านใหม่ เพราะเคยเป็นด่านเก็บภาษีเรือ
ศาลนี้ก่อตั้งโดยชาวจีนที่อพยพมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง โดยเชื่อว่า เจ้าแม่ทับทิม หรือ อาม่าหม่าโจ้ว เป็นเทพแห่งมหาสมุทร ช่วยคุ้มครองคนเดินเรือให้ปลอดภัยจากมรสุมและค้าขายดี
ฟังแล้วรู้สึกว่าเกาะช้างไม่ได้มีแค่ทะเล แต่ยังมีเรื่องราวของความเชื่อ การค้า และประวัติศาสตร์ชุมชนซ่อนอยู่ด้วย
หลังจากนั้นไปคืนรถ รับเงินมัดจำคืน แล้วขึ้นเรือรอบ 11.30 น. กลับท่าเรืออ่าวธรรมชาติ ต่อรถสองแถวไปจุดขึ้นมินิบัส ถึงประมาณ 12.30 น.
แต่แป๊วนิดนึง เพราะคิดว่ารถออก 13.30 น.
สรุปพี่บอกว่ารถมินิบัสมาตอน 14.30 น. ส่วน 13.30 น. คือเวลารถสองแถวออก 555
โชคดีมีคาเฟ่ข้าง ๆ ให้นั่งตากแอร์รอ ระหว่างนั้นโบนัสกับเค้กยังขยันเดินตลาดต่อ และเจอทุเรียนพูละ 20 บาท แต่คุณป้าลดให้เหลือ 10 บาท เป็นเซอร์ไพรส์สุดท้ายก่อนกลับ
เวลา 14.30 น. ขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางแวะจุดพักรถประมาณ 10 นาที แล้วเดินทางต่อจนถึงกรุงเทพฯ ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
เป็นอันจบทริป เกาะช้างเลี้ยวซ้าย 3 วัน 2 คืน อย่างเป็นทางการ
💸 สรุปค่าเสียหายต่อคนโดยประมาณ
รถมินิบัสไป–กลับ 800 บาท
เรือไป–กลับ 180 บาท
เช่ามอเตอร์ไซค์ 350 บาท
ที่พักคืนแรก ประมาณ 500 บาท
ที่พักคืนสองรวมอาหารเช้า ประมาณ 950 บาท
ทริปดำน้ำครึ่งวัน ประมาณ 834 บาท
รวมค่าใช้จ่ายหลักประมาณ 3,600 บาท/คน
ถ้ารวมอาหาร คาเฟ่ น้ำมัน ของฝาก 7-11 และค่าใช้จ่ายจุกจิก
แนะนำเตรียมงบประมาณ 4,000–5,000 บาท/คน จะเที่ยวได้สบายกว่า
💙 ความรู้สึกหลังจบทริป
ทริปนี้เหนื่อยมาก แต่คุ้มมาก
เพราะเราไม่ได้แค่ไปเที่ยวทะเล แต่ได้เห็นชีวิตจริงของคนบนเกาะ
ทั้งชาวประมงที่ออกเรือกลางคืน ตลาดปลาตอนเช้า อาหารทะเลสด ๆ งานกะลามะพร้าวของชุมชน ศาลเจ้าเก่าแก่ และความใจดีของคนท้องถิ่น
สำหรับเรา เสน่ห์ของ เกาะช้างฝั่งซ้าย ไม่ได้อยู่แค่วิวสวย
แต่อยู่ที่ความเรียบง่าย ผู้คน และเรื่องราวระหว่างทาง
ถ้าใครอยากมาเกาะช้างในมุมที่ไม่แมส ไม่วุ่นวาย และได้สัมผัสวิถีชาวบ้านจริง ๆ
แนะนำให้ลองมา “เลี้ยวซ้าย” ดูสักครั้ง
แล้วอาจจะตกหลุมรักเหมือนพวกเราก็ได้ 💙🌴
✅เดี๋ยวรูปบรรยากาศแต่ละจุดเราจะแปะต่อไว้ในคอมเมนต์นะคะ
เพราะถ้าใส่ทั้งหมดในโพสต์เดียว ตัวอักษรเต็มก่อนแน่นอน 555 😂🌴
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้