“สมชัย” ซัดแรง! ประชามติทำซากอะไร รัฐบาลปล่อยตกร่างแก้รธน.
https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/274934
.

.
“สมชัย” ซัดแรง! ประชามติทำซากอะไร รัฐบาลแสดงท่าทีปล่อยตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป สุดท้ายต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
.
จากกรณี ครม.ไม่มีการยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ค้างการพิจารณาวาระสองของรัฐสภาชุดที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาต่อ ซึ่งทำให้กระบวนการในการแห้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่นั้น
.
ล่าสุดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กว่าถึงกรณีดังกล่าวว่า “ประชามติ ทำซากอะไร” พร้อมบอกว่า
.
ตอน ครม. อนุทิน 1 มีมติให้ทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ตอนนั้นเหลือเวลาเพียง 58 วัน ต่ำกว่ากรอบตาม กม. ที่กำหนดว่า การทำประชามติต้องมีระยะเวลาไม่เร็วกว่า 60 วัน นับแต่วันที่ ครม. มีมติ
.
มือกฎหมายผมขาวของรัฐบาล ก็พลิกกฎหมายออกมายืนยันว่า ทำได้หาก ครม. เห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นทางงบประมาณหรือเป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
.
การทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 จึงเกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล ด้วยงบจัดการรวม 8,900 ล้านบาท (อ้างจากมติ ครม.ที่อนุมัติ เมื่อ 23 ธ.ค. 2568) แพงกว่า การเลือกตั้งอย่างเดียวเมื่อปี 2566 ถึง 3,000 ล้านบาท แถม ลงทะเบียนนอกเขตหลังหยุดปีใหม่แค่ 3 วัน ทำเอกสารแจก 16 ล้านเล่มแต่พิมพ์ผิดในสาระสำคัญ วันเลือกต้องแสดงบัตร หย่อนบัตรสองรอบ ไม่แสดงผลคะแนนรายเขต รายจังหวัด รู้แค่ผลรวมว่า คน 21.6 ล้านคน เห็นชอบกับการจัดทำใหม่ทั้งฉบับ
.
กระบวนการจัดทำใหม่ทั้งฉบับที่ทำได้เร็ว คือ การนำเอาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระ 2-3 ของรัฐสภา มาพิจารณาต่อ ซึ่ง ครม. ต้องเป็นฝ่ายหยิบยกเสนอต่อรัฐสภาใหม่ ภายใน 60 วันนับแต่การประชุมครั้งแรกของรัฐสภาชุดใหม่
.
13 พ.ค. 2569 คือ วันครบ 60 วัน ซึ่งรัฐบาลแสดงท่าทีแล้วว่า จะปล่อยให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ทำมาเป็นปีตกไป แล้วค่อยไปนับหนึ่งใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี
.
ไม่ต้องถามว่า ประชามติทำซากอะไร เพราะมีคำตอบในตัวแล้วว่า ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุ ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป
.
.
.
ศิริกัญญา ลุกซัดเดือด รบ.กู้เงิน 4 แสนล้าน ออกพรก.ยัดไส้แผนพลังงาน ภราดรโร่แจง แทนนายกฯ https://www.matichon.co.th/politics/news_5707534
.
ศิริกัญญา’ ซัด รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ส่อขัด รธน. 172 ยัดไส้ตีเช็คเปล่าอ้างแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน อัด เทหมดหน้าตัดทุ่มคนละครึ่ง เตือน อย่าเอาเงินเยียวยาปชช.เป็นตัวประกัน ด้าน ‘ภราดร’ ย้ำจำเป็นต้องกู้รับมือพิษสงคราม-ค่าครองชีพพุ่ง เดินหน้าอัดมาตรการช่วยปชช. พร้อม เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดพึ่งพาฟอสซิล ย้ำออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นาย
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ น.ส.
ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถาม นาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. แต่นาย
อนุทิน มอบหมายให้ นาย
ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
.
น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันเรายังคงไม่เห็นเนื้อหาในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงที่รองนายกฯ ออกมาแถลงว่าเงินจำนวน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงแค่มี 11 มาตรา ตนคิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าที่จะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้น จึงต้องมีการถามในรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือแผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องของวงเงินและนำไปใช้ทำอะไร ปรากฎว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท หลังจากที่เราจะมีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และวงเงินเยียวยามีแค่ 2 แสนล้านบาท แต่ 4 เดือนแรกจะใช้ไป 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊ปแจกหมดหน้าตักปั๊ป และยังบอกอีกว่าหลักการของ พ.ร.ก.นี้คือ 5T โดย T แรกคือ Target คือมุ่งเป้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
.
จึงขอถามว่าคนละครึ่ง 30 ล้านคนนั้น เป็นการมุ่งเป้าแบบใด กลุ่มเป้าหมายไหน เราไม่ได้ติดใจการเติมเงินเข้าสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แถมการลงทะเบียนยังเป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่เดือดร้อนแล้วจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ คนที่การช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเหมือนการเยียวยาแบบสุ่มคนที่ได้รับการช่วยเหลืออาจจะไม่เดือดร้อน คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ จึงอยากถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่
.
น.ส
.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตนทราบดีถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แต่ในหลักการ 5T ของพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวนี้มีการระบุไว้ด้วยว่าจะยังรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่อีกนิดเดียวก็แทบจะเรียกว่าเยียวยาถ้วนหน้าแล้ว เหลืออีกแค่ประมาณ 7 ล้าน แต่ยิ่งภาวะถังแตกเราต้องยิ่งใช้เงินอย่างระมัดระวัง และหาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือมีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นเช่นนี้ ถังแตกเช่นนี้ ก็ยังจะกู้สุดแรงเกิด ลดจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท แต่ยังถือว่าเยอะอยู่ดี และยังมีเจตนาที่จะยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาอยู่พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ด้วย จึงขอถามว่าหากไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่โครงการนี้ยังไม่มีแผนว่าจะนำมาใช้แต่อย่างไร หากจะบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานเร่งด่วนภายใน 1 ปี ต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 นั้น จะสามารถเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซ็นต์จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน หากรออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตนคิดว่าไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนไปเลย สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม
.
“
หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็นพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็นพ.ร.บ.ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ต้องถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาในพ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญมาตรา 172” น.ส.
ศิริกัญญา กล่าว
.
ด้าน นาย
ภราดร ชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน ในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก ซึ่งนายเอกนิติ ได้แถลงหลายครั้ง ทั้งสงครามที่ส่งผลกระทบไปที่วิกฤตพลังงานน้ำมัน ต่อไปที่ต้นทุนราคาสินค้า และเป็นภาระให้กับพี่น้องประชาชนในการไปซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง จึงจำเป็นที่จะต้องออกพ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท มีคำถามว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.เร่งด่วน อีก 4 แสนล้านบาท นั่นคือในส่วนเงินงบประมาณปกติในปี 69 ส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้ทางรัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า รวมถึงการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ เริ่มแรกรัฐบาลคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณ สำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้งบประมาณ 2-3 ไตรมาส เราคาดว่าจะได้งบประมาณถึง 8-9 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่าสุดท้ายทางสำนักงบประมาณไปสำรวจดูก็คาดว่าจะเหลือที่สามารถโอนงบประมาณได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางที่เหลือเหลืออยู่ 2 หมื่นล้านบาท จะมีเงินในกระเป๋าเพียงแค่ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถจะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน จึงเป็นเหตุผลหลักในการจำเป็นที่ต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
.
นาย
ภราดร กล่าวต่อว่า ท่านถามว่า รัฐบาลได้แบ่งออกเป็น 2 ก้อนสำหรับ 4 แสนล้านบาทคือก้อนละ 2 แสนล้านบาท ในส่วนแรกเป็นในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะสงคราม ตนเชื่อว่าท่านไม่ติดใจ แต่ท่านได้ถามว่า 2 โครงการหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ 2 แสนล้านบาทแรก คือโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส 60:40 ซึ่งนายเอกนิติ ได้วางแนวทางไว้ว่าอาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วย 4 เดือน เท่ากับหนึ่งคนจะใช้เงินประมาณ 4,000 บาท แล้วจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ์ และในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยปัจจุบันมีผู้ถือบัตรนี้ประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งช่วยสนับสนุนเอาเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 1,000 บาท เช่นเดียวกัน เมื่อรวมกันทั้งหมดใช้เงินประมาณ 172,800 ล้านบาท ท่านถามว่าทำไมถึงเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมกันก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ มีการประเมินสถานการณ์สงครามว่าจะมีการยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ซึ่งก็ได้ประเมินว่าอาจจะอยู่ในช่วงยืดเยื้อระดับกลาง อาจจะไม่จบเร็วในเร็วๆนี้
.
นาย
ภราดร กล่าวอีกว่า ด้วยฉากทัศน์แบบนี้จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้เพราะเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม และหากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงทีสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะข้าวยากหมากแพง ในขณะที่ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จึงวางมาตรการที่จะมาดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้ และที่ท่านถามถึง 5T โดย Target กลุ่มเป้าหมายว่าจะตรงหรือไม่ ก็ต้องถามตรงๆว่า ในประเทศนี้มีใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ส่วนหนึ่ง 13.2 ล้านคน คือกลุ่มผู้เปราะบางเราจัดสรรให้ส่วนหนึ่งคือ 5 หมื่นกว่าล้านบาท ส่วนอีกส่วน 30 ล้านสิทธิ์ ขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งที่แล้วที่มีการลงทะเบียนตอนรัฐบาลอนุทิน 1 ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งมาลงทะเบียนจริงๆแค่ 19 ล้านคน จึงเพิ่มตัวเลขจาก 20 ล้านคนให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมทั้งหมดที่จะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาก้อนนี้ทั้งสิ้น 43.2 ล้านคน จึงเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
JJNY : “สมชัย”ซัดแรง! ประชามติทำซากอะไร│ศิริกัญญา ลุกซัดเดือด ออกพรก.ยัดไส้│ชี้แลนด์บริดจ์ต้องศึกษา│อิหร่านปัดโจมตีเรือ
.
.
.
ศิริกัญญา ลุกซัดเดือด รบ.กู้เงิน 4 แสนล้าน ออกพรก.ยัดไส้แผนพลังงาน ภราดรโร่แจง แทนนายกฯ https://www.matichon.co.th/politics/news_5707534
.
ศิริกัญญา’ ซัด รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ส่อขัด รธน. 172 ยัดไส้ตีเช็คเปล่าอ้างแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน อัด เทหมดหน้าตัดทุ่มคนละครึ่ง เตือน อย่าเอาเงินเยียวยาปชช.เป็นตัวประกัน ด้าน ‘ภราดร’ ย้ำจำเป็นต้องกู้รับมือพิษสงคราม-ค่าครองชีพพุ่ง เดินหน้าอัดมาตรการช่วยปชช. พร้อม เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดพึ่งพาฟอสซิล ย้ำออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. แต่นายอนุทิน มอบหมายให้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันเรายังคงไม่เห็นเนื้อหาในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงที่รองนายกฯ ออกมาแถลงว่าเงินจำนวน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงแค่มี 11 มาตรา ตนคิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าที่จะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้น จึงต้องมีการถามในรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือแผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องของวงเงินและนำไปใช้ทำอะไร ปรากฎว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท หลังจากที่เราจะมีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และวงเงินเยียวยามีแค่ 2 แสนล้านบาท แต่ 4 เดือนแรกจะใช้ไป 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊ปแจกหมดหน้าตักปั๊ป และยังบอกอีกว่าหลักการของ พ.ร.ก.นี้คือ 5T โดย T แรกคือ Target คือมุ่งเป้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
.
จึงขอถามว่าคนละครึ่ง 30 ล้านคนนั้น เป็นการมุ่งเป้าแบบใด กลุ่มเป้าหมายไหน เราไม่ได้ติดใจการเติมเงินเข้าสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แถมการลงทะเบียนยังเป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่เดือดร้อนแล้วจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ คนที่การช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเหมือนการเยียวยาแบบสุ่มคนที่ได้รับการช่วยเหลืออาจจะไม่เดือดร้อน คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ จึงอยากถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตนทราบดีถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แต่ในหลักการ 5T ของพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวนี้มีการระบุไว้ด้วยว่าจะยังรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่อีกนิดเดียวก็แทบจะเรียกว่าเยียวยาถ้วนหน้าแล้ว เหลืออีกแค่ประมาณ 7 ล้าน แต่ยิ่งภาวะถังแตกเราต้องยิ่งใช้เงินอย่างระมัดระวัง และหาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือมีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นเช่นนี้ ถังแตกเช่นนี้ ก็ยังจะกู้สุดแรงเกิด ลดจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท แต่ยังถือว่าเยอะอยู่ดี และยังมีเจตนาที่จะยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาอยู่พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ด้วย จึงขอถามว่าหากไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่โครงการนี้ยังไม่มีแผนว่าจะนำมาใช้แต่อย่างไร หากจะบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานเร่งด่วนภายใน 1 ปี ต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 นั้น จะสามารถเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซ็นต์จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน หากรออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตนคิดว่าไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนไปเลย สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม
.
“หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็นพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็นพ.ร.บ.ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ต้องถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาในพ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญมาตรา 172” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
.
ด้าน นายภราดร ชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน ในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก ซึ่งนายเอกนิติ ได้แถลงหลายครั้ง ทั้งสงครามที่ส่งผลกระทบไปที่วิกฤตพลังงานน้ำมัน ต่อไปที่ต้นทุนราคาสินค้า และเป็นภาระให้กับพี่น้องประชาชนในการไปซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง จึงจำเป็นที่จะต้องออกพ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท มีคำถามว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.เร่งด่วน อีก 4 แสนล้านบาท นั่นคือในส่วนเงินงบประมาณปกติในปี 69 ส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้ทางรัฐบาลเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า รวมถึงการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณ เริ่มแรกรัฐบาลคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณ สำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้งบประมาณ 2-3 ไตรมาส เราคาดว่าจะได้งบประมาณถึง 8-9 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่าสุดท้ายทางสำนักงบประมาณไปสำรวจดูก็คาดว่าจะเหลือที่สามารถโอนงบประมาณได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางที่เหลือเหลืออยู่ 2 หมื่นล้านบาท จะมีเงินในกระเป๋าเพียงแค่ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถจะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน จึงเป็นเหตุผลหลักในการจำเป็นที่ต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
.
นายภราดร กล่าวต่อว่า ท่านถามว่า รัฐบาลได้แบ่งออกเป็น 2 ก้อนสำหรับ 4 แสนล้านบาทคือก้อนละ 2 แสนล้านบาท ในส่วนแรกเป็นในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะสงคราม ตนเชื่อว่าท่านไม่ติดใจ แต่ท่านได้ถามว่า 2 โครงการหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ 2 แสนล้านบาทแรก คือโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส 60:40 ซึ่งนายเอกนิติ ได้วางแนวทางไว้ว่าอาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วย 4 เดือน เท่ากับหนึ่งคนจะใช้เงินประมาณ 4,000 บาท แล้วจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ์ และในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยปัจจุบันมีผู้ถือบัตรนี้ประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งช่วยสนับสนุนเอาเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 1,000 บาท เช่นเดียวกัน เมื่อรวมกันทั้งหมดใช้เงินประมาณ 172,800 ล้านบาท ท่านถามว่าทำไมถึงเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่ได้มีการประชุมกันก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ มีการประเมินสถานการณ์สงครามว่าจะมีการยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ซึ่งก็ได้ประเมินว่าอาจจะอยู่ในช่วงยืดเยื้อระดับกลาง อาจจะไม่จบเร็วในเร็วๆนี้
.
นายภราดร กล่าวอีกว่า ด้วยฉากทัศน์แบบนี้จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้เพราะเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากสภาวะสงคราม และหากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงทีสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะข้าวยากหมากแพง ในขณะที่ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จึงวางมาตรการที่จะมาดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้ และที่ท่านถามถึง 5T โดย Target กลุ่มเป้าหมายว่าจะตรงหรือไม่ ก็ต้องถามตรงๆว่า ในประเทศนี้มีใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ส่วนหนึ่ง 13.2 ล้านคน คือกลุ่มผู้เปราะบางเราจัดสรรให้ส่วนหนึ่งคือ 5 หมื่นกว่าล้านบาท ส่วนอีกส่วน 30 ล้านสิทธิ์ ขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งที่แล้วที่มีการลงทะเบียนตอนรัฐบาลอนุทิน 1 ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งมาลงทะเบียนจริงๆแค่ 19 ล้านคน จึงเพิ่มตัวเลขจาก 20 ล้านคนให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมทั้งหมดที่จะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาก้อนนี้ทั้งสิ้น 43.2 ล้านคน จึงเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร