
: รีวิว "The Holdovers" หนังฟีลกู้ดที่อาจจะทำให้คุณน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมจะมาเล่าถึงหนังที่ผมเพิ่งดูจบไปสดๆ ร้อนๆ ชื่อว่า "The Holdovers" ครับ เป็นหนังที่ผมเห็นคะแนนจาก TMDB อยู่ที่ 7.7/10 แล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เลยตัดสินใจกดเข้าไปดู ปรากฏว่าไม่ผิดหวังเลยครับ เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจดีมากๆ ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย แต่ก็มีความละเมียดละไม กินใจคนดูได้ดีจริงๆ ครับ
เรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ก็คือ เราจะได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่นิสัยค่อนข้างจะหงุดหงิด เป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไหร่ครับ เขาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมในแถบ New England แล้วบังเอิญว่าช่วงคริสต์มาสอีฟ มีนักเรียนบางส่วนที่ไม่มีที่ไป ต้องติดแหง็กอยู่ที่โรงเรียน อาจารย์ท่านนี้ก็เลยต้องรับหน้าที่ดูแลเด็กๆ เหล่านั้นครับ ซึ่งในระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ เขาก็ได้เริ่มสนิทสนมกับนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กที่ฉลาดแต่ก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อย แล้วก็ยังมีแม่ครัวประจำโรงเรียนอีกคนหนึ่ง ที่เพิ่งจะสูญเสียลูกชายไปในสงครามเวียดนามอีกด้วยครับ
พอได้ยินเรื่องย่อประมาณนี้ อาจจะรู้สึกว่ามันก็เป็นพล็อตที่ดูธรรมดาทั่วไปใช่ไหมครับ? แต่สิ่งที่ทำให้ "The Holdovers" โดดเด่นขึ้นมาจริงๆ คือวิธีการเล่าเรื่องและตัวละครครับ ผู้กำกับเขาค่อยๆ พาเราเข้าไปทำความรู้จักกับตัวละครแต่ละตัวอย่างใจเย็น ไม่ได้เร่งรีบอะไรเลยครับ เราจะได้เห็นมุมมองของอาจารย์คนนี้ ที่ดูเหมือนจะแข็งกระด้าง แต่จริงๆ แล้วข้างในอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างอาจารย์ นักเรียน และแม่ครัว ซึ่งแต่ละคนก็ต่างก็มีความเจ็บปวด มีปมในใจของตัวเอง
ตัวละครหลักที่ชื่อว่า Paul Hunham แสดงโดย Paul Giamatti เนี่ย เป็นอะไรที่น่าจดจำมากๆ ครับ เขาแสดงเป็นอาจารย์ที่ดูน่ารำคาญ เป็นคนจู้จี้ จุกจิก ชอบบ่น ชอบตำหนิ แต่พอเราได้ดูไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มมองเห็นความเปราะบาง ความเหงา และความผิดหวังในชีวิตของเขาครับ ท่าทางที่เขาแสดงออกมา การพูดจา หรือแม้กระทั่งแผลเป็นที่ตาของเขาเนี่ย มันทำให้ตัวละครมีมิติมากๆ เลยครับ ผมว่า Paul Giamatti นี่สุดยอดจริงๆ ในการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ออกมา
ส่วนนักเรียนที่ชื่อว่า Angus Tully ที่รับบทโดย Dominic Sessa เนี่ย ก็เป็นอีกตัวละครที่น่าสนใจมากๆ ครับ เด็กคนนี้ดูเหมือนจะกวนๆ เกเร แต่จริงๆ แล้วเขาก็มีปัญหาครอบครัว มีความกดดันที่ต้องแบกรับ การที่เขาต้องมาติดอยู่ที่โรงเรียนช่วงคริสต์มาส ก็ยิ่งทำให้เราเห็นถึงความโดดเดี่ยวของเขาครับ การแสดงของ Dominic Sessa ในบทบาทนี้ถือว่าน่าประทับใจมากๆ สำหรับนักแสดงหน้าใหม่ครับ เขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของวัยรุ่นที่กำลังสับสน และกำลังค้นหาตัวเองออกมาได้ดี
แล้วก็ยังมีแม่ครัวของโรงเรียน Barbara Weathers ที่แสดงโดย Da'Vine Joy Randolph ซึ่งเป็นตัวละครที่ผมชอบมากๆ เลยครับ เธอเป็นคนที่มีความเข้มแข็ง แต่ก็มีความเศร้าอยู่ในใจลึกๆ จากการสูญเสียลูกชายไป การแสดงของเธอเนี่ย มันดูเป็นธรรมชาติมากๆ ครับ เราจะสัมผัสได้ถึงความรัก ความห่วงใย ที่เธอมีให้กับนักเรียน และความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญ การมีอยู่ของเธอในเรื่องเนี่ย มันเหมือนเป็นแสงสว่างเล็กๆ ที่คอยประคับประคองตัวละครอื่นๆ ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
บรรยากาศของหนังเรื่องนี้เนี่ย มันชวนให้นึกถึงหนังเก่าๆ ในยุค 70s ครับ ทั้งภาพ แสง สี เสียง ดนตรีประกอบ มันมีความคลาสสิกมากๆ มีความอบอุ่นแบบวินเทจๆ การที่เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว มีหิมะตก มันก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์ความเหงา และความรู้สึกของการอยู่ร่วมกันในที่ที่ห่างไกลผู้คนครับ ฉากในโรงเรียนเก่าๆ บรรยากาศห้องเรียน ห้องอาหาร มันให้ความรู้สึกที่ขลังมากๆ เลยครับ
สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่มันพูดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ครับ ถึงแม้ว่าตัวละครจะดูแตกต่างกันสุดขั้ว แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันครับ มันเป็นเรื่องราวของการเยียวยา การค้นหาความหมายของคำว่าครอบครัวในรูปแบบที่คาดไม่ถึง การที่คนแปลกหน้าสองสามคน ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แล้วกลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้เติมเต็มช่องว่างในใจของกันและกันได้
หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากแอ็คชั่นหวือหวา ไม่ได้มีพล็อตที่ซับซ้อนพลิกผัน แต่มันมีเสน่ห์อยู่ที่บทสนทนาที่คมคาย การแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ และการเล่าเรื่องที่ชวนให้เราได้คิดตามครับ มันเป็นหนังที่ทำให้เราได้หยุดคิดถึงชีวิตของเราเอง ถึงความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ หรือแม้กระทั่งถึงคนที่เราเคยเจอในชีวิต แล้วทำให้เรารู้สึกดีขึ้นหลังจากดูจบ
ผมว่า "The Holdovers" เป็นหนังที่เหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาหนังที่ดูแล้วรู้สึกดีๆ ครับ เป็นหนังที่อาจจะทำให้คุณยิ้ม หัวเราะ แล้วก็อาจจะมีน้ำตาซึมออกมาบ้างโดยไม่รู้ตัวครับ มันเป็นหนังที่อบอุ่นหัวใจ และมีความหมายมากๆ ครับ ถ้าใครยังไม่ได้ดู ผมแนะนำเลยครับ ลองหามาดูกันนะครับ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังแน่นอนครับผม
รีวิว "The Holdovers" หนังฟีลกู้ดที่อาจจะทำให้คุณน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
: รีวิว "The Holdovers" หนังฟีลกู้ดที่อาจจะทำให้คุณน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมจะมาเล่าถึงหนังที่ผมเพิ่งดูจบไปสดๆ ร้อนๆ ชื่อว่า "The Holdovers" ครับ เป็นหนังที่ผมเห็นคะแนนจาก TMDB อยู่ที่ 7.7/10 แล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เลยตัดสินใจกดเข้าไปดู ปรากฏว่าไม่ผิดหวังเลยครับ เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจดีมากๆ ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย แต่ก็มีความละเมียดละไม กินใจคนดูได้ดีจริงๆ ครับ
เรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ก็คือ เราจะได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่นิสัยค่อนข้างจะหงุดหงิด เป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไหร่ครับ เขาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเตรียมในแถบ New England แล้วบังเอิญว่าช่วงคริสต์มาสอีฟ มีนักเรียนบางส่วนที่ไม่มีที่ไป ต้องติดแหง็กอยู่ที่โรงเรียน อาจารย์ท่านนี้ก็เลยต้องรับหน้าที่ดูแลเด็กๆ เหล่านั้นครับ ซึ่งในระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ เขาก็ได้เริ่มสนิทสนมกับนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กที่ฉลาดแต่ก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อย แล้วก็ยังมีแม่ครัวประจำโรงเรียนอีกคนหนึ่ง ที่เพิ่งจะสูญเสียลูกชายไปในสงครามเวียดนามอีกด้วยครับ
พอได้ยินเรื่องย่อประมาณนี้ อาจจะรู้สึกว่ามันก็เป็นพล็อตที่ดูธรรมดาทั่วไปใช่ไหมครับ? แต่สิ่งที่ทำให้ "The Holdovers" โดดเด่นขึ้นมาจริงๆ คือวิธีการเล่าเรื่องและตัวละครครับ ผู้กำกับเขาค่อยๆ พาเราเข้าไปทำความรู้จักกับตัวละครแต่ละตัวอย่างใจเย็น ไม่ได้เร่งรีบอะไรเลยครับ เราจะได้เห็นมุมมองของอาจารย์คนนี้ ที่ดูเหมือนจะแข็งกระด้าง แต่จริงๆ แล้วข้างในอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างอาจารย์ นักเรียน และแม่ครัว ซึ่งแต่ละคนก็ต่างก็มีความเจ็บปวด มีปมในใจของตัวเอง
ตัวละครหลักที่ชื่อว่า Paul Hunham แสดงโดย Paul Giamatti เนี่ย เป็นอะไรที่น่าจดจำมากๆ ครับ เขาแสดงเป็นอาจารย์ที่ดูน่ารำคาญ เป็นคนจู้จี้ จุกจิก ชอบบ่น ชอบตำหนิ แต่พอเราได้ดูไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มมองเห็นความเปราะบาง ความเหงา และความผิดหวังในชีวิตของเขาครับ ท่าทางที่เขาแสดงออกมา การพูดจา หรือแม้กระทั่งแผลเป็นที่ตาของเขาเนี่ย มันทำให้ตัวละครมีมิติมากๆ เลยครับ ผมว่า Paul Giamatti นี่สุดยอดจริงๆ ในการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ออกมา
ส่วนนักเรียนที่ชื่อว่า Angus Tully ที่รับบทโดย Dominic Sessa เนี่ย ก็เป็นอีกตัวละครที่น่าสนใจมากๆ ครับ เด็กคนนี้ดูเหมือนจะกวนๆ เกเร แต่จริงๆ แล้วเขาก็มีปัญหาครอบครัว มีความกดดันที่ต้องแบกรับ การที่เขาต้องมาติดอยู่ที่โรงเรียนช่วงคริสต์มาส ก็ยิ่งทำให้เราเห็นถึงความโดดเดี่ยวของเขาครับ การแสดงของ Dominic Sessa ในบทบาทนี้ถือว่าน่าประทับใจมากๆ สำหรับนักแสดงหน้าใหม่ครับ เขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของวัยรุ่นที่กำลังสับสน และกำลังค้นหาตัวเองออกมาได้ดี
แล้วก็ยังมีแม่ครัวของโรงเรียน Barbara Weathers ที่แสดงโดย Da'Vine Joy Randolph ซึ่งเป็นตัวละครที่ผมชอบมากๆ เลยครับ เธอเป็นคนที่มีความเข้มแข็ง แต่ก็มีความเศร้าอยู่ในใจลึกๆ จากการสูญเสียลูกชายไป การแสดงของเธอเนี่ย มันดูเป็นธรรมชาติมากๆ ครับ เราจะสัมผัสได้ถึงความรัก ความห่วงใย ที่เธอมีให้กับนักเรียน และความเจ็บปวดที่เธอต้องเผชิญ การมีอยู่ของเธอในเรื่องเนี่ย มันเหมือนเป็นแสงสว่างเล็กๆ ที่คอยประคับประคองตัวละครอื่นๆ ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
บรรยากาศของหนังเรื่องนี้เนี่ย มันชวนให้นึกถึงหนังเก่าๆ ในยุค 70s ครับ ทั้งภาพ แสง สี เสียง ดนตรีประกอบ มันมีความคลาสสิกมากๆ มีความอบอุ่นแบบวินเทจๆ การที่เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว มีหิมะตก มันก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์ความเหงา และความรู้สึกของการอยู่ร่วมกันในที่ที่ห่างไกลผู้คนครับ ฉากในโรงเรียนเก่าๆ บรรยากาศห้องเรียน ห้องอาหาร มันให้ความรู้สึกที่ขลังมากๆ เลยครับ
สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่มันพูดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ครับ ถึงแม้ว่าตัวละครจะดูแตกต่างกันสุดขั้ว แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันครับ มันเป็นเรื่องราวของการเยียวยา การค้นหาความหมายของคำว่าครอบครัวในรูปแบบที่คาดไม่ถึง การที่คนแปลกหน้าสองสามคน ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แล้วกลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้เติมเต็มช่องว่างในใจของกันและกันได้
หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากแอ็คชั่นหวือหวา ไม่ได้มีพล็อตที่ซับซ้อนพลิกผัน แต่มันมีเสน่ห์อยู่ที่บทสนทนาที่คมคาย การแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ และการเล่าเรื่องที่ชวนให้เราได้คิดตามครับ มันเป็นหนังที่ทำให้เราได้หยุดคิดถึงชีวิตของเราเอง ถึงความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ หรือแม้กระทั่งถึงคนที่เราเคยเจอในชีวิต แล้วทำให้เรารู้สึกดีขึ้นหลังจากดูจบ
ผมว่า "The Holdovers" เป็นหนังที่เหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาหนังที่ดูแล้วรู้สึกดีๆ ครับ เป็นหนังที่อาจจะทำให้คุณยิ้ม หัวเราะ แล้วก็อาจจะมีน้ำตาซึมออกมาบ้างโดยไม่รู้ตัวครับ มันเป็นหนังที่อบอุ่นหัวใจ และมีความหมายมากๆ ครับ ถ้าใครยังไม่ได้ดู ผมแนะนำเลยครับ ลองหามาดูกันนะครับ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังแน่นอนครับผม