ท่านหญิงอาอิชะห์ ภรรยาท่านนบีมุฮัมมัด ถูกใส่ร้าย อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ ถูกประทานลงมายืนยันความบริสุทธิ์ของเธอ

เป็นเรื่องจริง บันทึกในหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 4141 และมุสลิม เลขที่ 2770

หะดีษ อธิบายความหมายของอัลกุรอาน
1. อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอันนูรฺ 24:11-20, 22 (อายะฮฺที่ 11-20 และอายะฮฺที่ 22)

รายงานหะดีษ จากอัซซุฮ์รี รายงานว่า : สะอี๊ด บินอัล มุชัยยับ, อุรวะฮฺ บินอัซซุเบร, อัลกอมะฮฺ บินวักกอศ และอุบัยดุลลอฮฺ บินอับดุลลอฮฺ บินอุตบ๊ะฮฺ บินมัสอู๊ด ได้บอกฉันว่า “ท่านหญิงอาอิชะฮฺภรรยาของท่านนบีได้กล่าวว่า “เมื่อคนกล่าวร้ายพูดสิ่งที่พวกเขาเคยพูด และอัลลอฮฺได้ทรงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางแล้ว ผู้คนได้บอกฉัน และบางคนในหมู่พวกเขารู้ดีกว่า และสิ่งที่พวกเขาพูดทั้งหมดนั้นถูกต้องเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของนาง

เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺตั้งใจที่จะออกเดินทาง ท่านจะใช้วิธีการเสี่ยงทายในการเลือกภรรยาเดินทางไปกับท่าน ในการออกเดินทางไปทำสงคราม ครั้งหนึ่งซึ่งท่านจะเดินทางไปด้วย ท่านได้เสี่ยงทายต่อหน้าพวกเรา และการเสี่ยงทายได้ตกมาที่ฉัน ดังนั้น ฉันจึงได้ออกไปกับท่านหลังจากที่คำสั่งเรื่องการสวมฮิญาบของผู้หญิงได้ถูกประทานมา ฉันถูกแบกขึ้นไปนั่งอยู่บนกูบบนหลังอูฐ และถูกยกลงมาเมื่อหยุดพักการเดินทาง

ในตอนเดินทางกลับจากการทำสงคราม เมื่อเข้าใกล้เมืองมะดีนะฮฺ เราได้แวะตั้งค่ายพัก และท่านนบีได้ประกาศว่าเราจะออกเดินทางต่อในตอนกลางคืน ดังนั้น ฉันจึงลุกขึ้นเมื่อพวกเขาประกาศว่าจะออกเดินทาง และฉันได้ออกไปจากค่ายพัก หลังจากทำธุระส่วนตัวแล้ว ฉันได้กลับมายังสัตว์พาหนะของฉัน ฉันได้สัมผัสหน้าอกและพบว่าสร้อยคอที่ทำจากลูกปัดจากเยเมนของฉันหายไป ดังนั้น ฉันจึงกลับไปหาสร้อยคอของฉัน ในขณะที่ฉันกำลังสาละวนอยู่กับการหาสร้อยคออยู่นั้น คนที่เคยแบกฉันขึ้นบนหลังอูฐได้มายกกูบของฉันขึ้นวางบนหลังอูฐที่ฉันเคยนั่ง เพราะพวกเขาคิดว่าฉันนั่งอยู่ในนั้น

ในตอนนั้น พวกผู้หญิงมักจะมีน้ำหนักตัวเบา เพราะพวกนางไม่อ้วน ทั้งนี้เพราะพวกนางกินอาหารกันน้อย ดังนั้น คนแบกจึงไม่รู้สึกถึงความเบาของกูบในขณะที่พวกเขายกมันขึ้นมา และในตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กสาวด้วย หลังจากนั้นพวกเขาได้บังคับอูฐให้ยืนขึ้นและออกเดินทาง ฉันพบสร้อยคอของฉันหลังจากที่กองทัพได้ออกเดินทางไปแล้ว เมื่อฉันมายังที่ตั้งค่ายพัก ฉันก็ไม่เห็นใครอยู่ที่นั่น ดังนั้น ฉันจึงไปยังที่ที่ฉันเคยอยู่โดยคิดว่าพวกเขาจะนึกถึงฉันและกลับมาหาฉัน

ขณะที่ฉันกำลังนั่งพักอยู่ ฉันรู้สึกง่วงและ งีบหลับไป

ศ็อฟวาน บินอัลมุอัฏฏ็อล อัสสะลุมี (อัซซักวานีย์) เป็นผู้เดินตามหลังกองทัพ เมื่อเขามาถึงสถานที่ที่ฉันพักในตอนเช้า เขาเห็นคนนอนหลับอยู่ และจำได้ว่าเป็นฉัน เพราะเขาเคยเห็นฉันมาก่อนที่จะมีคำสั่งเรื่องการปกปิดร่างกาย เมื่อฉันตื่นขึ้นมา เขากล่าวคำ อิสติรฺญาอ์ (นั่นคือ อินนาลิลลาฮฺ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน) ทันที เมื่อเขาจำฉันได้ ฉันปิดหน้าของฉันทันที สาบานด้วยอัลลอฮฺว่าเราไม่ได้พูดกันแม้แต่คำเดียว และฉันไม่ได้ยินคำพูดใดนอกไปจากคำอิสติรฺญาอ์

เขาลงมาจากหลังอูฐของเขาและบังคับให้อูฐคุกเข่าลง โดยเขาเหยียบขาหน้าของมันไว้ ดังนั้น ฉันจึงขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน หลังจากนั้น เขาก็นำอูฐออกเดินไปจนกระทั่งเราตามทันกองทัพในตอนกลางวันที่อากาศร้อนจัดในขณะที่พวกเขาหยุดพัก เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้บางคนได้นำความหายนะมาสู่ตัวเอง และคนที่นำคำกล่าวร้ายออกไปเผยแพร่ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตก็คือ อับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ บินสะลูล

หลังจากเรากลับมาถึงมะดีนะฮฺ ฉันได้ป่วยเป็นเวลาแรมเดือน ช่วงเวลานั้นเองที่ผู้คนได้นำเอาคำใส่ร้ายของผู้กล่าวร้ายต่อฉันไปเผยแพร่ โดยที่ฉันไม่รู้เรื่องเลย แต่ฉันรู้สึกว่าในขณะที่ฉันป่วยอยู่นั้น ฉันไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากท่านรอซูลุลลอฮฺเหมือนอย่างที่ฉันเคยได้รับในยามที่ฉันป่วย เพราะในตอนนี้ ท่านรอซูลุลลอฮฺ เพียงแต่เข้ามาหาฉัน และกล่าวทักทายว่า “เป็นไงบ้างผู้หญิงคนนั้น?” และก็ออกไป นั่นเองที่ทำให้ฉันสงสัย แต่ฉันก็ยังไม่รู้เรื่องความชั่วร้าย (การนินทาว่าร้าย)

จนกระทั่งฉันได้ออกไปข้างนอก หลังจากฟื้นไข้ ฉันกับอุมมุมิสเฏาะฮฺได้ออกไปที่มะนาศิอ์ ซึ่งเป็นห้องสุขาที่เราไม่เคยออกไปถ่ายทุกข์กันยกเว้นในตอนกลางคืน นั่นเป็นช่วงเวลา ก่อนที่เรามีห้องส้วมใกล้บ้านของเรา และการมีห้องเล็กๆ ใกล้บ้านของเราก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกัน เหมือนกับชาวอาหรับก่อนหน้านี้ที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย เพราะเราไม่ชอบที่จะมีห้องส้วมใกล้บ้านของเรา

ดังนั้น ฉันจึงได้ออกไปกับอุมมุมิสเฏาะฮฺ ผู้เป็นลูกสาวของอบูรุฮัม บินอัลมุฏฏอลิบ บิน อับดุมะนาฟ ที่แม่ของเขาเป็นลูกสาวของศ็อคร์ บินอามิรุ และเป็นน้าสาวของอบูบักรฺ อัศศิดดีก และลูกชายของเขาคือมิสเฏาะฮฺ บินอุษาษะฮ์ บิน อับบาด บินอัลมุฏฏอลิบ ฉันกับอุมมุมิสเฏาะฮฺได้ กลับมาบ้านหลังจากทำธุระส่วนตัวกันแล้ว เมื่ออุมมุมิสเฎาะฮฺเดินสะดุดเพราะเหยียบผ้าคลุมของตัวเอง นางได้กล่าวว่า “ให้ตายสิมิสเฏาะฮฺ” ฉันได้กล่าวว่า “เธอพูดอะไรซิ ไม่ดีเลย เธอนับถือคนที่เข้าร่วมในสงครามบะดัรฺไหม?” เธอตอบว่า “โอ ฮันตาฮ์ เธอไม่ได้ยินสิ่งที่เขา (มิสเฏาะฮฺ) พูดหรือ?” ฉันกล่าวว่า “เขาพูดว่าอะไร?” ดังนั้น เธอจึงได้บอกฉันถึงเรื่องการใส่ร้ายของพวกที่ กล่าวร้าย ด้วยเหตุนี้ อาการป่วยของฉันจึงทรุดหนัก

เมื่อฉันมาถึงบ้าน ท่านรอซูลุลลอฮฺได้มาหาฉัน หลังจากที่ท่านทักทายฉันแล้ว ท่านได้กล่าวว่า “ผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?” ฉันจึงพูดกับท่านว่า “ท่านจะอนุญาตให้ฉันไปหาพ่อแม่ของฉันไหม?” เพราะฉันต้องการให้แน่ใจ เกี่ยวกับเรื่องเสียงร่ำลือถึงฉันจากพ่อแม่ของฉันเอง เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺอนุญาต ฉันจึงได้ไปหาพ่อแม่ของฉันและถามแม่ของฉันว่า “แม่คะ ผู้คนกล่าวถึงฉันอย่างไร?” แม่กล่าวว่า “โอ้ ลูก อย่า กังวลเลย เพราะยากนักที่ผู้หญิงมีเสน่ห์เป็นที่รักของสามีที่มีภรรยาหลายคนจะรอดพ้นจากการถูกจับผิด” ฉันกล่าวว่า “ซุบฮานัลลอฮฺ ผู้คนคิดกันอย่างนี้จริงๆ หรือนี่?” คืนนั้น ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะฉันนอนร้องไห้จนถึงรุ่งอรุณ แม้จะเช้าแล้ว ฉันก็ยังคงร้องไห้อยู่

เมื่อยังไม่มีการประทานอายะฮฺลงมา ท่านรอซูลุลลอฮฺได้เรียกอะลี บินอบูฏอลิบ และอุซามะฮฺ บินเซด มาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องการหย่าฉัน อุซามะฮฺ บินเซด พูดในสิ่งที่เขารู้ถึงความบริสุทธิ์ของฉันด้วยความเคารพ อุซามะฮฺกล่าวว่า “ท่านรอซูลุลลอฮฺ นางเป็นภรรยาของท่านและเราไม่รู้สิ่งใด นอกไปจากความดีของนาง” ส่วนอะลี บินอบู ฏอลิบ กล่าวว่า “ท่านรอซูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺไม่ได้ทำให้ท่านยุ่งยากลำบาก นอกจากนางแล้วก็ยังมีผู้หญิงอีกมากมาย แต่ลองถามเด็กรับใช้ของนางดู นางจะบอกความจริงแก่ท่าน”

ดังนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงเรียกบะรอเราะฮฺ (คนรับใช้ของท่านหญิงอาอิชะฮฺ) มาถามว่า “บะรอเราะฮฺ เธอเคยเห็นอะไรที่ทำให้เธอสงสัยบ้างไหม?” บะรอเราะฮฺตอบท่านว่า “ขอสาบานด้วยพระองค์ผู้ทรงส่งท่านมาพร้อมกับสัจธรรม ฉันไม่เห็นอะไรในตัวเธอที่ฉันจะปิดบัง นอกไปจากเธอเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่นอนทิ้งแป้งของครอบครัวเธอไว้เพื่อให้แพะมากิน”

ในวันนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ขึ้นไปบนแท่นเทศนา และตำหนิอับดุลลอฮฺ บินอุบัยย์ บินสะลูล ต่อหน้าบรรดาสาวกของท่าน ท่านกล่าวว่า “พวกท่านมุสลิมทั้งหลาย ใครจะช่วยให้ฉันพ้นไปจากคนที่ทำให้ฉันเจ็บปวดด้วยคำพูดที่เลวทรามเกี่ยวกับครอบครัวของฉัน ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่รู้อะไรนอกไปจากความดีในครอบครัวของฉัน และพวกเขาตำหนิคนผู้หนึ่งซึ่งฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยนอกไปจากความดี และเขาไม่เคยเข้ามาในบ้านของฉันนอกไปจากจะเข้ามากับฉัน”

ซะอุด์ บินมุอาซ อัลอันซอรี ได้ลุกขึ้นพูดว่า “ท่านรอซูลุลลอฮฺ ฉันจะทำให้ท่านพ้นไปจากเขา ถ้าเขามาจากเผ่าอัลเอาส์ ฉันจะตัดหัวเขา แต่ถ้าเขามาจากพี่น้องของเรา คือเผ่าอัลคอสรอจญ์ ดังนั้น ขอให้ท่านสั่งเรามา และเราจะทำตามคำสั่งของท่าน”

ซะอุด์ บินอุบาดะะฮฺ หัวหน้าเผ่าอัลคอสรอจญ์ เป็นคนดี แต่ความรักเผ่าของเขาได้กระตุ้นเขาให้พูดกับซะอุด์ บินมุอาซว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ท่านโกหกแล้ว ท่านไม่มีทางฆ่าเขาได้ ถ้าเขาเป็นคนของท่าน ท่านจะไม่ต้องการให้เขาถูกฆ่า”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อุซัยด์ บินฮุดัยร์ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของซะอุด์ บินมุอาซ ได้ลุกขึ้นพูดกับ ซะอุด์ บินอุบาด๊ะฮฺว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ท่านโกหก เราจะฆ่าเขาแน่และท่านคือผู้ตลบตะแลงคนหนึ่งที่เถียงแทนพวกตลบตะแลง”

เมื่อเป็นเช่นนี้ เผ่าเอ๊าส์และเผ่าคอสรอจญ์ ก็เกิดอาการเดือดขึ้นมาจนทั้งสองเผ่าแทบจะต่อสู้กันในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮฺยังอยู่บนแท่นเทศนา แต่ท่านได้ขอให้พวกเขาเงียบจนกระทั่งพวกเขาทั้งสองฝ่ายต่างเงียบ นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ส่วนฉันยังคงร้องไห้น้ำตาไหลไม่หยุดและนอนไม่หลับ ในตอนเช้า พ่อแม่ของฉันได้อยู่กับฉัน ฉันร้องไห้มาสองคืนกับหนึ่งวันแล้ว น้ำตาไหลไม่หยุดและนอนไม่หลับจนกระทั่งฉันคิดว่าตับของฉันจะระเบิดออกมาเพราะการร้องไห้ ดังนั้น ในขณะที่พ่อแม่ของฉันกำลังอยู่กับฉันและฉันกำลังร้องไห้ หญิงชาวอันศอรฺคนหนึ่งได้ขออนุญาตเข้ามาพบฉัน เมื่อฉันอนุญาตให้เธอเข้ามา เธอได้นั่งลงและร้องไห้กับฉัน ขณะที่เรากำลัง อยู่ในสภาพนี้ ท่านรอซูลุลลอฮฺได้เข้ามาทักทายเราและนั่งลง ท่านไม่เคยนั่งกับฉันเลยนับตั้งแต่วันที่มีการแพร่การกล่าวร้าย ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านไป ไม่มีการประทานสิ่งใดจากอัลลอฮฺมายังท่านเกี่ยวกับเรื่องของฉัน

ท่านรอซูลุลลอฮฺได้อ่านตะชะฮุดและกล่าว ว่า “อัมมา บะอฺดุ อาอิชะฮฺ ฉันได้รับการบอกเล่าเช่นนั้นเช่นนี้เกี่ยวกับเธอ ถ้าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ช้า อัลลอฮฺจะทรงเปิดเผยความบริสุทธิ์ของเธอ แต่ถ้าเธอทำผิด จงสำนึกผิด และขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ เพราะเมื่อบ่าวสารภาพผิดและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะทรงรับการสำนึกผิดของเขา” เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺพูดจบ น้ำตาของฉันก็หยุดไหลทันทีโดยไม่มีเหลือสักหยด ฉันได้พูดกับพ่อของฉันว่า “พ่อตอบท่านรอซูลุลลอฮฺแทนฉันด้วยเถิดเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านได้พูดไป” พ่อของฉันกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ พ่อไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับท่านรอซูลุลลอฮฺ” ดังนั้น พ่อจึงพูดกับแม่ของฉันว่า “แม่ตอบท่านรอซูลุลลอฮฺ แทนฉันหน่อยเถิดเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านพูด” แม่ของฉันกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ แม่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับท่านรอซูลุลลอฮฺ”

ในตอนนั้น แม้ฉันจะเป็นเด็กสาวและมีความรู้เรื่องกุรอานเพียงน้อยนิด แต่ฉันได้กล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ไม่ต้องสงสัยเลย ฉันรู้ว่าท่านได้ยินเรื่องคำพูดกล่าวร้ายนี้บ่อยครั้ง จนท่านคิดว่ามันเป็นความจริง ตอนนี้ ถ้าฉันบอกท่านว่าฉันบริสุทธิ์ ท่านจะไม่เชื่อฉัน และถ้าฉันสารภาพ และอัลลอฮฺทรงรู้ว่าฉันบริสุทธิ์ ท่านจะเชื่อฉันอย่างแน่นอน ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่พบข้อเปรียบเทียบใดๆ สำหรับฉันกับท่านนอกไปจากข้อเปรียบเทียบของพ่อยูซุฟเมื่อเขากล่าวว่า “ดังนั้น (สำหรับฉัน) ความอดทนเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด และอัลลอฮฺ เท่านั้นที่การช่วยเหลือของพระองค์จะทรงทำให้พ้นจากสิ่งที่ท่านกล่าวมา” หลังจากนั้น ฉันได้หันไปยังอีกด้านหนึ่งและนอนลงบนที่นอนของฉัน

อัลลอฮฺทรงรู้ว่าฉันบริสุทธิ์ และหวังว่าพระองค์จะเปิดเผยความบริสุทธิ์ของฉัน แต่ ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่คิดว่าอัลลอฮฺจะประทานวะฮีย์เกี่ยวกับเรื่องของฉัน วะฮีย์ที่จะถูกอ่านตลอดไป เพราะฉันถือว่าฉันมีค่าเล็กน้อยเกินไปที่จะถูกกล่าวถึงเรื่องของฉัน สาบานต่ออัลลอฮฺได้ แต่ฉันหวังว่าท่านรอซูลุลลอฮฺอาจจะฝันเห็นสิ่งที่อัลลอฮฺจะทรงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฉัน

แต่ก่อนที่ท่านรอซูลุลลอฮฺจะลุกไป และก่อนที่คนในบ้านจะลุกจากไป อายะฮฺกุรอานได้ถูกประทานลงมายังท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านอยู่ในสภาพเดียวกับที่ท่านเคยเป็นเมื่อตอนได้รับวะฮีย์ เหงื่อของท่านหยดจากร่างกายของท่านเหมือนไข่มุก ถึงแม้ว่ามันจะเป็นวันที่อากาศหนาว นั่นเป็นเพราะพระดำรัสอันหนักอึ้งที่ถูกประทานลงมายังท่าน

เมื่อสภาพการรับวะฮีย์ของท่านรอซูลุลลอฮฺสิ้นสุดลง ท่านได้ลุกขึ้นยิ้ม และคำพูดแรกที่ท่านพูดก็คือ “โอ้ อาอิชะฮฺ อัลลอฮฺได้ทรงประกาศแล้วว่าเธอบริสุทธิ์” ดังนั้น แม่ของฉันจึงบอกฉันว่า “ลุกขึ้นและไปหาท่านรอซูลุลลอฮฺสิ” ฉันตอบว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันจะไม่ไปหาท่าน และฉันไม่ขอสรรเสริญผู้ใดนอกไปจากอัลลอฮฺ”

- - -
หะดีษยังไม่จบ มีต่อด้านล่าง >

วัลลอฮุอะอฺลัม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่