กระทู้เห่อลูก : ทุกวันนี้ยังถามคนไทยว่า ที่บ้านมีช้างรึเปล่าเลยหรอเนี่ย

สวัสดีครับ วันนี้ กระทู้เห่อลูกมาอีกแล้ว โดยคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวกับลูกสาวจอมแสบ ที่รอนแรมไปเรียนต่อยังประเทศนอกแดนไกล ได้มีเรื่องราวจากหล่อนมาเล่าสู่กันฟังอีกแล้ว ใครที่สงสัยภูมิหลังว่าเ)็นมายังไง อ่านย้นได้จากความคิดเห็นแรกนะครับ

ทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยอะไรนะครับ ชนชั้นกลางทั่วไป ที่ลูกสาวสอบไปแลกเปลี่ยนได้ตอน ม.4 แล้วพอจะครบปี ตัดสินใจสอบและยื่นขอทุนโรงเรียน จึงได้เงินสมทบเรียนต่อจนจบมัธยมปลาย ถ้าจ่ายเต็มๆทั้งกินอยู่และค่าเรียน ก็คงไม่มีปัญญาแน่นอน แต่นี่ จ่ายเฉพาะการอยู่หอพัก จึงกัดฟันสู้ครับ

เอาล่ะ  เรื่องราวมาถึงเทอมสุดท้ายของเกรด 11 กันแล้ว (ม.5) เริ่มต้นกันด้วยกิจกรรมของเมืองที่ลูกสาวไปอยู่ อันนี้ไม่ใชของโรงเรียนครับ เป็นมหกรรมอาหารเอเชีย ที่จัดโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไร เกี่ยวกับเครือข่ายชาวเอเชียในสหรัฐฯ เป็นงานที่รวมเอา ร้านอาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารจากเอเชียมาไว้ในเอ็กซ์โปเดียวกัน ร้านอาหารก็ได้มาโปรโมทตัวเอง ผลิตภัณฑ์ต่างๆก็มาขายปลีก และมีขายส่งสำหรับธุรกิจด้วย  ใครอยากเปิดร้านอาหารเอเชีย มาเดินงานนี้ ได้ข้อมุลได้ของครบ ส่วนคนทั่วไป ซื้อบัตรเข้า 11$  มีของชิมในงานเต็มอิ่น ซื้อกลับบ้านได้ด้วย งานเดียว เหมือนได้เที่ยวทิพย์เอเชีย

แล้วมาเกี่ยวกับคุณนายลูกสาวตัวแสบได้ยังไง?




ลูกสาว ไปสนิทกับร้านอาหารไทยตั้งแต่ปีก่อน ที่ไปแลกเปลี่ยน ไปฝากท้องไว้กับเค้าเรื่อยๆ ไปออกแฟร์(งานวัด) ช่วยเค้า ใส่ชุดไทย ไปเดินโปรโมทเป็นนางนพมาศย์ไว้ ทีนี้พองานนี้เวียนมาจัดที่เมืองนี้ ร้านอาหารไทยในเมืองก็ได้รับหน้าที่ไปช่วยกันทำอาหารในงาน แล้วต้องมีตัวแทนหนึ่งนาง ใส่ชุดไทยไปงานพิธีเปิด ไปทำกิจกรรมในงาน เค้าเลยมาตามตัวไปจับแต่งตัว กะว่า คงเรียบร้อยเป็นกุลสตรีสยามได้

อีกทั้ง งานพิเศษที่ทำ ก็ทำกับมหาลัย ในสถาบันเอเชียศึกษาของมหาลัยในเมือง ที่ก็มีกิจกรรมร่วมกับงานนี้ด้วย มีส่งอาจารย์ นักศึกษา ไปร่วมหลายคน จึงประจวบเหมาะ ไม่ต้องไปหาคนไหนมาใส่ชุดไทย ไม่งั้นถ้าไม่เอาพี่ๆน้าๆ รุ่นเจ๊รุ่นป้าในเมือง ก็ต้องเสียเงินไปเชิญชวนมาจากเมืองอื่นให้เปลืองงบอันน้อยนิด ดีว่าชุดไทยที่ได้มาก็ได้มาจากเครือข่ายคนไทยนี่แหละ ส่งมาช่วยกัน จับแต่งออกมา ประชันกับสาวๆจากเอเชียอีกหลายประเทศ เอามาถ่ายรูป มาสัมภาษณ์  มาต้อนรับคนเข้าในงานให้ดูสวยงามอลังการ แปลกตาสมกับเป็นเอเชีย เผยแพร่วัฒนธรรมไปในตัว

ลูกสาวบอกว่า คนที่มาก็คือคนประเทศนั้นๆแหละ แต่เป็นพวกที่เกิดหรือมาโตที่อเมริกากันทั้งนั้น จะเป็นชาติไหนก็ตาม  มี เค้าเพียงคนเดียว ที่เป็นเด็กมาเรียน บางคนก็เคยเป็นนักศึกษาแต่ก็ทำงานจนตั้งรกรากอยู่ที่โน่นแล้ว สมัยนี้ คงยากที่จะทำแบบนั้น (นอกจากได้สามีอเมริกัน ซึ่งก็ดูจะยุ่งยากกว่าเมื่อก่อนเยอะกว่าจะได้สิทธิ์)




ไฮไลท์ของเรือ่งที่ลูกสาวเล่า ก็คือ ชื่อกระทู้นี้แหละครับ ในงาน มีกิจกรรมให้ตัวแทนแต่ละประเทศ ขึ้นเวทีไปนั่งคุยบนเวที สลับๆกัน 15-20 นาที เพื่อโปรโมทบูธและแนะนำประเทศ คำถามที่พิธีกรถามนางไทยแลนด์บนเวที ก็เป็นคำถามพื้นๆ ไทยแลนด์อยู่ไหน อาหารไทยเด่นอะไร แต่มีคำถามนึงที่ผมฟังเองยังตกใจว่า ยุคนี้ สมัยนี้ ยังถามกันอีกหรือ? ใครเขียนสคริปท์งานเนี่ย??

"ไทยแลนด์ โด่งดังเรื่องช้าง คุณขี่ช้างที่บ้านมั้ย?"

ลูกสาวผมบอกว่า อึ้งไปนิดนึงนะ เพราะเป็นคำถามที่เพื่อนมาถามเล่นๆตอนมาแลกเปลี่ยน ถามเชิงเล่น เหมือนจะบุลลี่นิดๆ ไม่นึกว่าบนเวทีเค้าจะถามคำถามนี้ แต่ก็ตอบว่า "เคยขี่ช้าง ซึ่งคุณก็สามารถไปลองขี่ช้างได้ที่ไทยแลนด์นะ นักท่องเที่ยวชื่นชอบมาก ช้างตัวใหญ่และใจดี แต่ ช้าง อยู่เฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยว เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เราใช้ช้างในการทำสงครามและเป็นแรงงานที่แสนแลาด ทุกวันนี้ ไทยแลนด์ก็ใช้รถยนต์ รถบัส และระบบขนส่งมวลชนทันสมัยแทนการขี่สัตว์ไปไหนมาไหนแล้ว" พร้อมทั้งโยนคำถามกลับไปหาพิธีกรว่า "ชั้นคิดว่า คุณก็ไม่ได้ขี่ม้ามางานนี้ไใช่มั้ยล่ะ?"

ส่วนตัวทั้งผมและลูกสาว คิดเหมือนกันว่า ฝรั่งโดยเฉพาะพวกมะกัน ที่มีการศึกษา และเจตนาที่ดี จะไม่มีความคิดแบบว่า ไทยแลนด์ ขี่ช้างไปทำงาน ขี่ควายไปเรียน เห็นภาพคนถอดเสื้ออดอยากทำนาแร้นแค้น แล้วนะ โลกมันน่าจะเชื่อมหากันได้ คนที่ยังเห็นภาพเหล่านั้น ถ้าไม่ใช่พวกฝรั่งโลกแคบ ก็พวกที่ในหัว รู้สึกดูถูก สงสาร ประเทศอื่นๆ และมองว่า สหรัฐฯ เจริญ ก้าวหน้ากว่าชาวบ้านไกลมากๆ ทั้งๆที่ เมืองที่ลูกสาวอยู่ ระบบรางจัดได้ว่าห่วยมากเมื่อเทียบกับกรุงเทพมหานคร




แต่ก็นั่นแหละครับ เป็นหน้าที่ของการทำตัวเป็น"ฑูตวัฒนธรรม"

แม้ว่างานนี้จะเน้นที่ การช่วยเหลือ ให้ความสำคัญกับชาวเอเชียที่อยู่ในประเทศเขา ให้รักษา นำเสนอและมีตัวตน เจริญไปกับบ้านเมืองเขา ช่วยธุรกิจและการใช้ชีวิตร่วมกันแบบสงบสุข ไม่ได้เน้นการเผยแพร่วัฒนธรรมจากแดนไกลเหมือนงานที่เน้น เอาคน เอาการแสดง จากต่างประเทศแท้ๆมาโชว์ก็ตาม
แต่ด้วยความรู้สึกที่เพิ่งออกจากบ้านเราไปไม่นาน ก็อยากจะ อธิบายให้ฝรั่งได้รู้ว่า ประเทศไทย ไม่ได้ล้าหลัง มีแต่บาร์อะโกโก้ ทุ่งนา กระท่อมชายป่า ขี่ควายขี่ช้าง นะ เรามีะรรมชาติสวยๆ และเรามีเมืองหลวง มีคนเก่ง มีห้างสรรสพสินค้า  ชั้นก็ดูอาเวนเจอร์พร้อมๆกับที่พวกเธอได้ดูนั่นแหละ

แต่สิ่งที่ลูกสาวเล่าให้ภูมิใจได้คือ อาหารไทย จัดว่า "ป็อปปูลาร์" กว่าชาติอื่นๆอย่างชัดเจน เป็นหนึ่งในอาหารที่ดูหรูหรา มีราคา คนจ่ายเงินซื้อบัตรเข้างาน ความคาดหวังของเค้า ต้องได้กินอาหารไทยจากราคาบัตรนี้ด้วย และมาซื้อกลับบ้านในราคาถูกกว่าไปกินที่ร้าน
เทียบกับหลายๆประเทศ ที่ บูธและร้านเหงาๆ เพราะ เป็นอาหารเฉพาะกลุ่มของเค้า ราคาก็เน้นที่ไม่แพง หรือบางประเทศ ถูกมองภาพลักษณ์เป็นอาหารถูกๆเลยด้วยซ้ำไป



สถานภาพของชุมชนคนไทย ก็แตกต่างจากเพื่อนๆชาวเอเชียอื่นๆ โดยเฉพาะในอาเซี่ยน ลูกสาวได้เจอกับชุมชนเพื่อนบ้าน สปป.ลาว กัมพูชา เวียตนาม ซึ่งส่วนมากเ)็น รุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 แล้ว รุ่นแรก อพยบหนีภัยสงครามกันมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ขอลี้ภัยมา ส่วนมากรุ่นบุกเบิกทำงานแรงงานเป็นส่วนใหญ่จริงๆ น้อยมาก จะมาในกลุ่มมีการศึกษาและทำงานที่ไม่ใช่แรงงาน ส่วนรุ่นลูกรุ่นหลาน  ก็แทบไม่เหลือความเป็นคนดั้งเดิมของประเทศตัวเองเลย ก็เป็นเด็กอเมริกันทั่วไป ยังพูดภาษาเดิมได้บ้าง แสดงออกวัฒนธรรมได้บ้าง  แต่ก็เหมือนเป็นการแสดง การรักษาไว้ในรูปแบบอนุรักษ์มากกว่า

สำหรับคนไทย อย่างน้อยๆที่ลูกสาวเจอ เป็นคนไทย การศึกษาดี แม้จะแต่งงานย้ายมาอยู่กับสามีฝรั่ง แต่ก็ มีการศึกษาที่ดี ยังกลมเกลียดเหนียวแน่นกันอย่างมาก รุ่นลูกรุ่นหลาน ยังพูดไทยกันได้แม้จะไม่ชัด แต่ก็มาช่วยงานในบูธกันได้
ส่วนลูกสาวนั้น เหมือนเป็นสินค้านำเข้า อิมพอร์ตมาเพื่องานนี้  แล้วอาๆ ป้าๆ ก็ดูจะชื่นชอบ ที่ยังนั่งพับเพียบได้ ไหว้เป็น เดินผ่านผู้ใหญ่ยังก้มตัวค้อมหลัง คลานเข่าได้  

แต่ สิ่งที่ลูกสาวฟินที่สุด คือ การกิน
เพราะ ผมกับลูกสาวเป็นคนชอบกินอาหารแปลกๆครับ อาหารอินเดีย อาหารอาหรับ อาหารเมดิเตอเรเนียน กินได้หมด ชอบด้วย งานนี้ นางไปตลกรับประทาน เอาของไทยไปแลกมากินพุงกางเลย บอกว่าฟินมากๆ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว ถ้ามีอีกก็ยินดีอาสาช่วยเต็มที่ ถ้ามีจัดที่เมืองไหนแล้วไม่มีใครไปใส่ชุดไทย ขอให้เรียกได้ พร้อมไป ขอแค่ ไม่ต้องจ่ายเงินแล้วได้กินแหลกแบบนี้ก็พอ

ทิ้งท้าย ผมถามลูกสาวว่า ยังมีคนถามมั้ย ไทยแลนด์ กับ ไทแวน เนี่ย เพราะสมัยก่อน ที่พ่อไปเรียนน่ะ มีแต่คนจำผิดว่า เรามาจาก ไต้หวัน แล้วนึกกันไม่ออกด้วยนะว่า ไทยแลนด์คือตรงไหน นึกออกแต่ไต้หวัน

ลุกสาวบอกว่า ยังมี แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่มางาน เพราะส่วนใหญ่เค้าเจาะจงพุ่งมา และรู้จักอาหารไทย รู้จักไทยแลนด์ดี  คนในงานที่มาจากเอเชียกันเอง ก็รู้จักไทยแลนด์ดีว่าอยู่แถวไหน ประมาณไหน คนที่ไม่รู้คือพวกที่ไม่สนใจเอเชียอยู่แล้ว แล้วเห็นทุกคนหน้าเหมือนกัน คือเอเชีย ก็เหมารวมกันว่า เป็นจีน ไต้หวัน ไปหมด อย่างที่บูลลี่กันว่า "หนีห่าว" ในงานนี้ ไม่มีเลย ซ้ำยังน่ารักด้วยว่า มีคนที่มาแล้วพูด "สวัสดี" ภาษาไทย กับ "ขอบคุณ" ภาษาไทยได้ด้วยซ้ำไป หลายคน เคยไปเที่ยวไทย รัก ชอบ อาหารไทย
ยิ่งชุดไทยที่ใส่ เป็นแบบทรงเครื่องแนวย้อนยุคอยุธยาไม่ใช่ชุดนางรำใส่สไบ ดูสวยงามเปิดไหล่อลังการคนละแบบกับชาติอื่น ลูกสาวบอกว่า ฝรั่งขอถ่ายรูปด้วยเยอะมากๆ




ลูกสาวเล่าว่า ถ้าไม่ได้มาอยู่เมืองนอก ไม่ได้มาทำกิจกรรมแบบนี้ ก็ไม่อิน ไม่ภูมิใจกับความเป็นคนไทยขนาดนี้หรอก ส่งรูปให้เพื่อนที่โรงเรียนในไทยดู โพสต์ลงไอจี คนก็เฉยๆ  คนชอบซีรีย์จีน ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น เกาหลี แต่ ที่นี่ ใส่ชุดไทย ไหว้แบบไทย พูดภาษาไทย อาหารไทย ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย และ ได้รับการต้อนรับ ยอมรับ  มีโอกาสโดดเด่นกว่าอีกหลายๆประเทศด้วยซ้ำ

อ้อๆๆ มีทิ้งท้ายนิดนึงครับ ลูกสาวเล่าว่า พี่ที่เป็นคนกัมพูชา มาบอกว่า ชุดที่ใส่ ของกัมพูชานะรู้มั้ย ไม่ใช่ของไทย
ลูกสาว มองบน แล้วไม่คุยด้วยเลย

หมายเหตุ* ภาพดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่