รู้หรือไม่ว่า ไวตามิ้ลค์นั้น ไม่ได้ขายดีแค่ในประเทศไทย
แต่ยังเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม ในแถบแอฟริกาด้วย
โดยเฉพาะในประเทศกานา ประเทศที่มีประชากร 35 ล้านคน ซึ่งไวตามิ้ลค์กลายเป็นของสามัญในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว
แล้วนมถั่วเหลืองไทยแบรนด์นี้ ใช้กลยุทธ์อะไร
ถึงไปบุกตลาดในแอฟริกาได้สำเร็จ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1GPDwaAHYF/?mibextid=wwXIfr
ไวตามิ้ลค์ เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มของบริษัท กรีนสปอต จำกัด และเป็นนมถั่วเหลืองบรรจุขวดแก้วแบรนด์แรกของไทย
โดยกรีนสปอต เริ่มผลิตไวตามิ้ลค์มาวางขายเป็นครั้งแรกในปี 2501 หรือเมื่อ 68 ปีก่อน
แม้ในไทยนั้น เรามักจะคุ้นเคยกับนมถั่วเหลืองในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือเอาไว้ดื่มเบา ๆ รองท้อง
แต่ในแอฟริกา ไวตามิ้ลค์ถูกมองเป็นอาหารหลักที่ไว้ดื่มเพื่อให้อิ่มท้อง
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
เหตุผลคือเพราะประชากรส่วนใหญ่ในกานา รวมถึงอีกหลายประเทศในแอฟริกา เป็นวัยแรงงานที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนักตลอดทั้งวัน
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ จึงไม่ใช่เครื่องดื่มที่ไว้ดื่มเพียงเพื่อให้สดชื่นเท่านั้น
แต่เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง และทดแทนมื้ออาหารได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ดื่มแล้วพร้อมไปลุยงานต่อได้เลย
ไวตามิ้ลค์เองก็เข้าใจ Pain Point นี้ดี จึงได้ทำการตลาดในแอฟริกาในฐานะเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง (Energy Drink)
โดยถ้าใครเคยคลิกเข้าไปดูเพจ Vitamilk Ghana ที่ใช้สำหรับสื่อสารและทำการตลาดในประเทศกานา จะเห็นว่าหลายโพสต์นั้น จะเน้นไปที่การเติมพลังงาน หรือการเป็นอาหารมื้อหลัก
ซึ่งจะแตกต่างจากไวตามิ้ลค์ในไทย ที่เน้นความ Healthy หรือการเป็นอาหารเบา ๆ มากกว่า
นอกจากนี้ ไวตามิ้ลค์ยังได้มีการปรับหน้าตาของสินค้า ให้เข้ากับความต้องการของคนท้องถิ่นด้วย
ตัวอย่างเช่น ไวตามิ้ลค์สูตรงาดำและข้าวสีนิลที่บ้านเราเรียกว่า Vitamilk Double Black
แต่ผลิตภัณฑ์เดียวกันนี้จะใช้ชื่อว่า Vitamilk Energy แทน เมื่อถูกขายในแอฟริกา
โดยคำว่า Energy นี้ ก็เป็นการสื่ออย่างตรงประเด็นเลยว่าผลิตภัณฑ์นี้ ให้พลังงานสูง ซึ่งไปช่วยแก้ Pain Point หลักของคนแอฟริกาพอดี
แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แล้ว แต่ไวตามิ้ลค์คงมาถึงจุดนี้ไม่ได้เลย หากเข้าไม่ถึงมือของลูกค้าในพื้นที่
ยิ่งในประเทศแถบแอฟริกา ที่โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ยังไม่ได้ครอบคลุมเท่าที่ควร
ทำให้ถ้าไวตามิ้ลค์จะเข้าไปทำการตลาดเอง อาจต้องใช้ทั้งเงินและเวลามหาศาล
คนที่ดูแลการขาย และการกระจายสินค้าแบรนด์ไวตามิ้ลค์ในแอฟริกานั้น จึงไม่ใช่กลุ่มกรีนสปอตในไทย
แต่เป็นบริษัทของประเทศกานาที่มีชื่อว่า Union Beverages Limited ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่ในท้องถิ่น
การมีพาร์ตเนอร์ที่มีทั้งเครือข่ายขนส่ง และรู้จักผู้บริโภคในท้องถิ่นเป็นอย่างดีนั้น นอกจากจะช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นแล้ว
ยังช่วยให้ไวตามิ้ลค์ สามารถหันไปโฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์ และออกสินค้าใหม่ ๆ ได้มากขึ้นแทนด้วย
เมื่อไวตามิ้ลค์ออกรสชาติใหม่ ก็สามารถที่จะส่งไปขายในร้านค้าต่าง ๆ ทั่วแอฟริกาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตในเมือง หรือร้านขายของชำในชนบท
จนไวตามิ้ลค์ สามารถครองตลาดและครองใจผู้บริโภคชาวกานา ได้ในที่สุด
เรื่องราวของไวตามิ้ลค์ในแอฟริกา ทำให้เห็นว่า แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่เมื่อต้องนำไปขายในต่างที่ต่างถิ่น ซึ่งความต้องการของผู้คน ไม่เหมือนกับในบ้านเกิด
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเข้าใจความต้องการของลูกค้า
รวมถึงความสามารถในการพลิกแพลงตัวตนของแบรนด์
เพื่อให้ตอบโจทย์คนในแต่ละพื้นที่ ได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การมีช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังมือลูกค้า ก็สำคัญไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะการทำธุรกิจในต่างแดน การมีพาร์ตเนอร์ที่รู้จักคนในท้องถิ่นและมีเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุม จะช่วยให้ธุรกิจ มีเวลาหันมาโฟกัสที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น
เหมือนอย่างไวตามิ้ลค์ ที่พลิกภาพลักษณ์จากการเป็นอาหารรองท้องในบ้านเรา กลายเป็นอาหารมื้อหลักยอดฮิตในต่างแดน..
—---------------------------
ไวตามิ้ลค์ แบรนด์นมถั่วเหลืองไทย ที่ได้รับความนิยม ในแอฟริกา /โดย ลงทุนแมน
แต่ยังเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม ในแถบแอฟริกาด้วย
โดยเฉพาะในประเทศกานา ประเทศที่มีประชากร 35 ล้านคน ซึ่งไวตามิ้ลค์กลายเป็นของสามัญในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว
แล้วนมถั่วเหลืองไทยแบรนด์นี้ ใช้กลยุทธ์อะไร
ถึงไปบุกตลาดในแอฟริกาได้สำเร็จ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/1GPDwaAHYF/?mibextid=wwXIfr
ไวตามิ้ลค์ เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มของบริษัท กรีนสปอต จำกัด และเป็นนมถั่วเหลืองบรรจุขวดแก้วแบรนด์แรกของไทย
โดยกรีนสปอต เริ่มผลิตไวตามิ้ลค์มาวางขายเป็นครั้งแรกในปี 2501 หรือเมื่อ 68 ปีก่อน
แม้ในไทยนั้น เรามักจะคุ้นเคยกับนมถั่วเหลืองในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือเอาไว้ดื่มเบา ๆ รองท้อง
แต่ในแอฟริกา ไวตามิ้ลค์ถูกมองเป็นอาหารหลักที่ไว้ดื่มเพื่อให้อิ่มท้อง
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?
เหตุผลคือเพราะประชากรส่วนใหญ่ในกานา รวมถึงอีกหลายประเทศในแอฟริกา เป็นวัยแรงงานที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนักตลอดทั้งวัน
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ จึงไม่ใช่เครื่องดื่มที่ไว้ดื่มเพียงเพื่อให้สดชื่นเท่านั้น
แต่เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง และทดแทนมื้ออาหารได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ดื่มแล้วพร้อมไปลุยงานต่อได้เลย
ไวตามิ้ลค์เองก็เข้าใจ Pain Point นี้ดี จึงได้ทำการตลาดในแอฟริกาในฐานะเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูง (Energy Drink)
โดยถ้าใครเคยคลิกเข้าไปดูเพจ Vitamilk Ghana ที่ใช้สำหรับสื่อสารและทำการตลาดในประเทศกานา จะเห็นว่าหลายโพสต์นั้น จะเน้นไปที่การเติมพลังงาน หรือการเป็นอาหารมื้อหลัก
ซึ่งจะแตกต่างจากไวตามิ้ลค์ในไทย ที่เน้นความ Healthy หรือการเป็นอาหารเบา ๆ มากกว่า
นอกจากนี้ ไวตามิ้ลค์ยังได้มีการปรับหน้าตาของสินค้า ให้เข้ากับความต้องการของคนท้องถิ่นด้วย
ตัวอย่างเช่น ไวตามิ้ลค์สูตรงาดำและข้าวสีนิลที่บ้านเราเรียกว่า Vitamilk Double Black
แต่ผลิตภัณฑ์เดียวกันนี้จะใช้ชื่อว่า Vitamilk Energy แทน เมื่อถูกขายในแอฟริกา
โดยคำว่า Energy นี้ ก็เป็นการสื่ออย่างตรงประเด็นเลยว่าผลิตภัณฑ์นี้ ให้พลังงานสูง ซึ่งไปช่วยแก้ Pain Point หลักของคนแอฟริกาพอดี
แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แล้ว แต่ไวตามิ้ลค์คงมาถึงจุดนี้ไม่ได้เลย หากเข้าไม่ถึงมือของลูกค้าในพื้นที่
ยิ่งในประเทศแถบแอฟริกา ที่โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ยังไม่ได้ครอบคลุมเท่าที่ควร
ทำให้ถ้าไวตามิ้ลค์จะเข้าไปทำการตลาดเอง อาจต้องใช้ทั้งเงินและเวลามหาศาล
คนที่ดูแลการขาย และการกระจายสินค้าแบรนด์ไวตามิ้ลค์ในแอฟริกานั้น จึงไม่ใช่กลุ่มกรีนสปอตในไทย
แต่เป็นบริษัทของประเทศกานาที่มีชื่อว่า Union Beverages Limited ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่ในท้องถิ่น
การมีพาร์ตเนอร์ที่มีทั้งเครือข่ายขนส่ง และรู้จักผู้บริโภคในท้องถิ่นเป็นอย่างดีนั้น นอกจากจะช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นแล้ว
ยังช่วยให้ไวตามิ้ลค์ สามารถหันไปโฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์ และออกสินค้าใหม่ ๆ ได้มากขึ้นแทนด้วย
เมื่อไวตามิ้ลค์ออกรสชาติใหม่ ก็สามารถที่จะส่งไปขายในร้านค้าต่าง ๆ ทั่วแอฟริกาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตในเมือง หรือร้านขายของชำในชนบท
จนไวตามิ้ลค์ สามารถครองตลาดและครองใจผู้บริโภคชาวกานา ได้ในที่สุด
เรื่องราวของไวตามิ้ลค์ในแอฟริกา ทำให้เห็นว่า แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่เมื่อต้องนำไปขายในต่างที่ต่างถิ่น ซึ่งความต้องการของผู้คน ไม่เหมือนกับในบ้านเกิด
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเข้าใจความต้องการของลูกค้า
รวมถึงความสามารถในการพลิกแพลงตัวตนของแบรนด์
เพื่อให้ตอบโจทย์คนในแต่ละพื้นที่ ได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การมีช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังมือลูกค้า ก็สำคัญไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะการทำธุรกิจในต่างแดน การมีพาร์ตเนอร์ที่รู้จักคนในท้องถิ่นและมีเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุม จะช่วยให้ธุรกิจ มีเวลาหันมาโฟกัสที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น
เหมือนอย่างไวตามิ้ลค์ ที่พลิกภาพลักษณ์จากการเป็นอาหารรองท้องในบ้านเรา กลายเป็นอาหารมื้อหลักยอดฮิตในต่างแดน..
—---------------------------