spasmodic dysphonia (ภาวะออกเสียงลำบาก) สามารถรักษาฟื้นฟูได้

spasmodic dysphonia เป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้พูดลำบากและเกิดการเกร็งของเส้นเสียง ทางการแพทย์ไม่สามารถอธิบายสาเหตุของโรคนี้ได้ การรักษาจึงรักษาไปตามอาการโดยวิธีหลักที่ใช้คือการฉีด botox ที่กล้ามเนื้อควบคุมเส้นเสียงเพื่อลดการเกร็ง นอกจากนั้นยังมีการผ่าตัดและ speech therapy แต่คนส่วนใหญ่พบว่า speech therapy ไม่ช่วยในโรคนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับ spasmodic dysphonia ในประเทศไทยมีน้อยมากและหมอแทบไม่ได้อธิบายให้คนไข้เข้าใจเกี่ยวกับโรคเลย สิ่งที่คนไข้ต้องทำคือมาฉีด botox ไปเรื่อยๆตามนัด แล้วต้องฉีดถึงเมื่อไหร่ ฉีดไปตลอดชีวิตหรือเปล่า?

ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่จึงคิดว่า spasmodic dysphonia ไม่สามารถรักษาฟื้นฟูได้ แต่ความจริงในต่างประเทศ spasmodic dysphonia สามารถรักษาฟื้นฟูได้มานานแล้วเพียงแต่ไม่ใช่ลักษณะของ speech therapy แต่เป็นลักษณะของ neuro-rehabilitation ทางระบบการควบคุมเสียง (ลักษณะเหมือนการทำกายภาพบำบัดทางระบบประสาท) ซึ่งจะมีความจำเพาะต่อโรคมากกว่า speech therapy แบบทั่วไป

ในต่างประเทศมีผู้คิดค้นวิธีฟื้นฟู spasmodic dysphonia ที่ได้ผลหลายคนเพียงแต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตัวอย่างการฟื้นฟู spasmodic dysphonia ที่ประสบความสำเร็จเช่น

1. Gary Catona
Gary Catona เป็น voice coach ของดาราฮอลลีวูด เขาพัฒนาเทคนิค voice building system เพื่อฝึกฝนการใช้เสียง เขาช่วยผู้เป็น adductor spasmodic dysphonia (ADSD) ให้สามารถฟื้นฟูเสียงกลับมาได้โดยอธิบายว่า spasmodic dysphonia ไม่ได้เกิดจากระบบประสาทเพียงอย่างเดียวแต่เกี่ยวข้องกับการประสานงานที่ไม่ดีของลมหายใจ การออกเสียง และการวางตำแหน่งเสียง
 
เขาเน้นย้ำถึงการรักษาระดับตำแหน่งของกล่องเสียงให้คงที่และอยู่ในระดับกลางถึงต่ำขณะออกเสียง กล่องเสียงต้องผ่อนคลายลดระดับต่ำลงเล็กน้อยและปราศจาก tension หากกล่องเสียงอยู่สูงเส้นเสียงจะถูกบีบอัดมากเกินไปการไหลเวียนของอากาศจะถูกจำกัด เสียงจะแหบ ตึง และต้องใช้ความพยายามมากขึ้น การฝึกวางตำแหน่งเสียงที่ถูกต้องทำได้โดยการควบคุมเสียงไปทางด้านหน้าของใบหน้า เน้นเสียงไปที่ริมฝีปาก ฟัน และสันจมูก



2. Alma Vajas
Alma Vajas เป็นนักร้องและ voice coach ที่ประยุกต์ใช้เทคนิคการร้องเพลงมาใช้ในการฟื้นฟูผู้ป่วย spasmodic dysphonia เธอได้นำแนวคิดของ Raymond Smolover มาใช้ซึ่งเน้นการพัฒนาเสียงแบบองค์รวม โดยมุ่งเน้นที่การปรับสมดุลระบบกลไกของเสียงมากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะส่วนที่มีปัญหา เธอช่วยผู้ป่วยแก้ไขรูปแบบการออกเสียงที่ผิดปกติซึ่งมักเกิดจากร่างกายพยายาม "ชดเชย" tension ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิด tension มากขึ้น วิธีการนี้ทำได้โดยการฝึกระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานร่วมกันอีกครั้ง (motor learning) เธอใช้ลักษณะเฉพาะตัวของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การระบุช่วงเสียงหรือโทนเสียงที่ tension ลดลงจากนั้นจึงค่อยปรับไปสู่การพูดปกติ



Ken McDonald เป็นผู้หนึ่งที่เคยฝึกฟื้นฟูเสียงกับ Alma Vajas และเขียนหนังสือเล่าถึงประสบการณ์ของเขาในการฟื้นฟู spasmodic dysphonia




3. Connie Pike
Connie Pike เป็น Speech-Language Pathologist ซึ่งตัวเธอเองก็เคยเป็น spasmodic dysphonia เธอได้พัฒนาวิธีการฟื้นฟูจากประสบการณ์ของตนเอง และเป็นผู้เขียนหนังสือ " Free to Speak: Overcoming Spasmodic Dysphonia" เธอได้ช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็น spasmodic dysphonia ให้ฟื้นฟูโดยใช้วิธีการฟื้นฟูแบบองค์รวม
 
แนวทางการรักษาของเธอครอบคลุมหลายมิติไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อกล่องเสียงเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงการควบคุมการหายใจ, การสร้างเสียง, การผ่อนคลายร่างกาย, ปัจจัยทางจิตวิทยา/ความเครียด, และพฤติกรรมการใช้เสียงในชีวิตจริง เธอเชื่อว่าภาวะเสียงแหบเกร็งเกิดจาก "รูปแบบเสียงที่ไม่ถูกต้อง" ร่วมกับระบบประสาทมากกว่าที่จะเป็นเพียงความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างเดียว



  

4. Dr. Joaquin Farias
Dr. Joaquin Farias เป็นนักประสาทวิทยา นักวิจัย และนักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวสำหรับโรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (dystonia) เขาเป็นโรค focal dystonia และพัฒนาการรักษาจนฟื้นฟูตัวเองกลับมาเป็นปกติ วิธีการของเขาซึ่งเรียกว่า Farias Technique เป็นการใช้แบบฝึกหัดที่เน้นการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยฝึกสมองใหม่ (brain relearning) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลด้านการเคลื่อนไหวและการรับรู้ หัวใจสำคัญของแนวทางการรักษาของเขาคือการเรียนรู้และทำให้การเคลื่อนไหวที่ถูกกดทับกลับสู่ภาวะปกติผ่านแบบฝึกหัดเฉพาะ แนวทางของเขาได้รับการอธิบายว่าเป็นการใช้แบบฝึกหัดที่เน้นการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยปรับสมดุลสิ่งที่เขาเรียกว่าระบบประสาทที่ทำงานหนักเกินไปในผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อบิดเกร็ง
 
เขาได้พัฒนาวิธีการรักษาสำหรับภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งผิดปกติหลายประเภท รวมถึง spasmodic dysphonia เขา มองว่า spasmodic dysphonia ไม่ใช่แค่ปัญหาของกล่องเสียง แต่เป็นความผิดปกติของวงจรสมองที่ควบคุมเสียง ดังนั้นแนวทางการรักษาของเขาจึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะเส้นเสียงแต่เป็นการฝึกฝนระบบประสาท,การเคลื่อนไหว, และการรับรู้ทั้งหมด เขาอธิบายว่าเสียงที่กระตุก/ขาดๆหายๆ นั้นเกิดจากโปรแกรมการเคลื่อนไหวในสมองที่ทำงานผิดปกติ สมอง “เรียนรู้ที่จะใช้เสียงอย่างไม่ถูกต้องซ้ำๆ” ดังนั้นจึงจำเป็นต้อง “ฝึกฝน” ระบบเสียงใหม่โดยระบบประสาทจะฟื้นฟูผ่านการฝึก neuroplasticity training





5 Dr. Morton Cooper
Dr. Morton Cooper เป็น speech pathologist ผู้ที่อ้างว่ารักษาผู้ป่วย spasmodic dysphonia ได้หายขาดมานานกว่า 35 ปี เขาได้พัฒนาวิธีการรักษาที่เรียกว่า Direct Voice Rehabilitation หรือ DVR ซึ่งเน้นที่ “การฝึกเสียงใหม่” เช่น การปรับระดับเสียง, การหายใจ และการวางตำแหน่งเสียง วิธีการรักษาของเขาจะช่วยเปลี่ยนลักษณะการพูดโดยแก้ไขการใช้เสียงจากลำคอให้สามารถควบคุมเสียงสู่ใบหน้า ดังนั้นสิ่งที่เขาทำคือการแก้ไขรูปแบบการพูดที่ผิดปกติและทำให้กลไกการสร้างเสียงทำงานได้อย่างถูกต้อง



หนีงสืออีบุ๊คของเขาที่ให้โหลดฟรี
https://www.voice-doctor.com/wp-content/uploads/2018/11/Curing-Hopeless-Voices.pdf













Dr. Morton Cooper ได้แสดงคลิปผู้เป็น spasmodic dysphonia  ที่เขารักษาฟื้นฟูได้จำนวนมาก ผู้ป่วยบางคนที่เคยฝึกกับเขาได้ทำช่องยูทูปแนะนำการฝึกฟื้นฟูเสียงและบางคนก็เขียนหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับประสบการณ์การฟื้นฟูเสียงที่เขาเคยฝึกกับ Dr. Morton Cooper อีกด้วยเช่น Edward L. Moore



6. Drew Hanson
Drew Hanson เป็นดีเจเขาเป็น spasmodic dysphonia ซึ่งเคยรักษาด้วยการฉีด botox การฉีด botox ในช่วงวันแรกๆทำให้เขาไม่มีเสียงและทำให้คนรอบข้างรู้ว่าเขามีปัญหาเรื่องเสียง เขาจึงตั้งเป้าหมายจะฟื้นฟู spasmodic dysphonia เพื่อให้ไม่ต้องใช้ botox อีก เขาพยายามฝึกฝนการใช้เสียงด้วยตัวเองจนฟื้นฟูจาก spasmodic dysphonia ได้และไม่ต้องใช้ botox อีกต่อไป ปัจจุบันเขาทำช่อง spasmodic dysphonia exercise ในหลายๆแพลตฟอร์มเพื่อสอน exercise ฟื้นฟูเสียงใน spasmodic dysphonia

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่