สวัสดีค่ะ ตอนนี้ เราเป็นหมอเฉพาะทางแล้ว ตั้งแต่เป็นหมอจบใหม่ หมอใช้ทุน หมอเรียนต่อ หมอเฉพาะทาง (อาจารย์แพทย์) ก็ทำงานในรพ.รัฐมา 7 ที่แล้วค่ะ (ถ้านับที่ฝึกงานด้วยก็คงเป็นสิบบวกๆ รพ. แล้ว 55) ไม่เคยทำงานที่รพ.เอกชนมาก่อน และปัจจุบันตำแหน่งคือนายแพทย์ชำนาญการ
(ทั้งนี้ก็เป็นตำแหน่งทั่วๆ ไปที่พออายุราชการถึงก็ได้มาเหมือนกับหมอๆ ท่านอื่น มิได้วิเศษวิโสอะไรค่ะ จำนวนรพ. ที่เคยทำงานของหมออายุราชการเท่านี้ก็จะประมาณนี้แหละค่ะ ตามระบบปกติของเรา)
ขออนุญาตเกริ่นก่อนค่ะ…
ว่าด้วยดราม่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เรารู้สึกว่ามันเป็นโครงการที่ดีมากๆ เป็นหลักประกันสุขภาพจริงๆ ที่เวลาเจ็บป่วยแม้เล็กน้อย หรือจนถึงใกล้ตาย มันเหมือนเป็นประกันว่าเราจะไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วยเพียงครั้งเดียว
(เราโตมาในยุคที่มี 30 บาทแล้ว ไม่รู้สภาพจริงก่อนมี 30 บาทว่าคนลำบากกับการหาเงินเพื่อเข้ามารักษาที่รพ. แค่ไหน จริงๆ ก่อนหน้า 30 บาทเราเกิดทันอยู่ แต่ก็เด็กจนเกินไปที่จะรับรู้ปัญหาค่ะ)
น่าจะเป็นประเทศที่มีระบบสุขภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้มั้งคะ การเข้าถึงรพ. ในประเทศอื่น (โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว) มีราคาที่สูงมาก ทำให้คนไข้บางกลุ่มเข้าถึงไม่ได้เลย หรือบางประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราก็คุณภาพการรักษาไม่ได้ดีขนาดนั้น แล้วของเราราคาถูกมากๆ จริงๆ สวนทางกับคุณภาพมาตรฐานที่มันระดับโลกเลย (อวยสุด)
การรักษาจากรพ. รัฐเท่าที่เห็นมาก็ทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นกับคนไข้จริงๆ ทั้งการส่งตรวจเลือด ตรวจเพิ่มเติมต่างๆ แล้วยาในการรักษาก็ทำตามมาตรฐานกันเป็นส่วนมาก ให้นอนรพ. เฉพาะที่จำเป็น (แค่นี้ก็เสริมเตียงกันจนเตียงล้นมานอกหอผู้ป่วย มาหน้าลิฟต์กันแล้วนะคะ) เข้าถึงได้ 24 ชม.
ยิ่งคนไข้ฉุกเฉินจริงๆ แม้มาตอนเวลานอนของบุคลากร ทุกคน (รวมเรา) ก็พร้อมวิ่งเข้าหา ตื่นเลยค่ะทีนี้ หลายๆ เคสก็ใช้เวลาเป็นชม. ในการดูแล ถ้าฉุกเฉินจริงๆ ก็ไม่เคยบ่นคนไข้ พร้อมช่วยเสมอ อาจจะบ่นเหนื่อยบ้าง (ระบายกับเพื่อนร่วมงาน) แต่เช้าวันถัดไป เราก็ทำงานกันต่อ บางทีไม่ได้นอนกันก็มี (เหนื่อยมากๆ ทั้งกายใจ)
ถึงแม้ว่าคนไข้จะต้องรอคิวจะนานแค่ไหน ก็ได้ตรวจกับหมอแน่นอน (ถ้ารอได้ บางคนก็ไม่ยอมรอแล้ว 55) แม้หมอจะไม่ได้นอนมาตั้งแต่เมื่อคืนก็ยังทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่ตลอด บางทีหิวก็ไม่ได้กินข้าว ปวดฉี่ก็ยังต้องกลั้นไว้พักนึงก่อน (เคยเป็น 55 แย่มากค่ะ)
หากเป็นประเทศอื่นๆ ก็อาจจะต้องรอคิวหลายเดือน รอจนหาย หรือเรียกรถฉุกเฉินทีนึงก็อาจจะหมดตัวได้ แต่ของเรา แค่โทร 1669 ก็มีเวรรถฉุกเฉินมารับพร้อมบุคลากรเฉพาะทาง พร้อมโทรหาแพทย์ฉุกเฉินเพื่อจัดการภาวะเจ็บป่วยนั้นทันที 24 ชม.
ในฐานะบุคลากรก็บอกตรงๆ ว่าเหนื่อย ถ้าไม่มี 30 บาทก็คงสบายกว่านี้มาก แต่เราก็มองว่ามันสมควรต้องมีอยู่ดี มันเป็นประโยชน์กับคนส่วนมากที่สุด (แต่ระบบก็ต้องได้รับการแก้ไขนะคะ บุคลากรทำงานกันหนักมากๆ รวมถึงการที่สมองไหล คนอยู่ในระบบไม่ได้ก็ต้องแก้จริงจังกันแล้วไหม!)
ประเทศที่เขาเสียภาษีกันเยอะๆ เค้ายังไม่ได้ระบบบริการสุขภาพที่ดีขนาดนี้เลยนะคะ (อ่ะ ทุกคนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กันหมด แต่จากสถิติมีคนแค่ 10 ล้านคนที่ยื่นภาษี จากแรงงานราวๆ 40 ล้านคน และได้จ่ายภาษีแค่ 4 ล้านคนเท่านั้น ส่วนบุคลากรจ่ายเต็มเม็ดเต็มหน่วยกันทุกบาททุกสตางค์)
แน่นอนว่าเราดูแลคนไข้กันดีขนาดนี้ อายุขัยคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นสิบปีหลังมีโครงการ 30 บาท เด็กแรกเกิดตายน้อยลงเยอะมาก ผู้สูงอายุก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากเด็กที่เกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังดีขึ้น เป็นปีที่มีเด็กเกิดเป็นล้านคน ติดต่อกันหลายสิบปี เริ่มกลายมาเป็นผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นปีละเป็นล้านคนเฉกเช่นเดียวกัน และเราจะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็นล้านคนไปอีกหลายสิบปีค่ะ (อายุยืนกันมากๆ ด้วย)
ส่วนเด็กเกิดปีละ 4 แสนเอง และต่ำลงเรื่อยๆ สร้างสถิติใหม่ตลอด ติดอันดับโลกอีกเรื่องเด็กเกิดน้อย แรงงานในอนาคตไม่พอ จัดเก็บภาษีได้น้อยลง แต่ก็ต้องดูแลผู้สูงอายุกลุ่มคนที่สร้างชาติให้เราด้วย แล้วในอนาคตใครจะอุดหนุนระบบที่ดีมากๆ อย่าง 30 บาทให้เรา? โครงการนี้จะอยู่ไปได้อีกกี่ปี?
รพ. ติดลบกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ เพราะฝั่งรัฐบาล ก็ตัดเงินนู่นนี่อยู่ตลอด (ปัญหาเรื่องการจัดสรรรายได้ของรัฐบาลก็ส่วนนึงนะคะ ที่เค้าชอบเอาเงินเราไปทำอะไรแปลกๆ) พอค่าใช้จ่ายมากขึ้น รายรับน้อยลง ห้ามเก็บเงินคนไข้เพิ่ม หลายครั้งรพ. ก็เลยลดรายจ่ายโดยตัดเงินบุคลากร (ที่ทำงานหนักกันหนักอยู่แล้ว คือรพ. รัฐ เงินรายได้มันไม่ได้เยอะอยู่แล้วค่ะ ไม่สมเหตุสมผลอยู่เดิม)
สถานการณ์จริงๆ ในรพ. ตอนนี้ก็คือพยายามลดค่าใช้จ่ายอยู่ ยังไม่ได้ตัดงบบุคลากร มีนโยบายเรื่องยาแทน ซึ่งก็ประหยัดไปได้ถึงเดือนละหลักสิบล้านเลยค่ะ นโยบายประมาณว่าลดจำนวนการจ่ายยาตามอาการเพื่อไม่ให้เก็บสะสมยาเยอะจนเหลือทิ้งมากจนเกินไป
(และนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับยาอีก เพราะรายจ่ายรพ. ใช้ไปกับเรื่องยาเยอะมากๆ เลยค่ะ แต่ดูโดยรวมมันไม่ได้ลดมาตรฐานการรักษานะคะ อย่าเพิ่งกังวลไป แค่ตัดอะไรที่ไม่จำเป็นออกไปเฉยๆ)
สรุปแล้ว 30 บาทจะล่มไหม? ก็ดูมีทรงอยู่นะคะ ในสภาก็เริ่มมีการพูดเรื่องนี้ อะไรที่รัฐเคยจ่ายให้ เค้าก็เริ่มให้รพ. จ่ายเองมากขึ้นแล้วค่ะ ทั้งฝั่งรัฐบาลกับรพ. ก็ต้องบริหารให้รายได้มันมากกว่ารายจ่ายเนาะ มันก็เป็นงานเขา
(แต่ก็น่าคิดว่า รัฐใช้จ่ายไปสมเหตุหรือไม่ ทั้งกับเรื่องที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น นโยบาย 30 บาท เหตุผลหลักๆ คือไม่อยากให้คนไข้ล้มละลายเวลาเจ็บป่วยฉุกเฉิน มะเร็งที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก อาจจะฟรีเฉพาะในคนไข้กลุ่มไหนเป็นพิเศษไหม
ตอนนี้ฟรีหมด จิปาถะอะไรก็ฟรี การส่งตรวจที่ไม่จำเป็นเพื่อให้คนไข้สบายใจก็มีอยู่เยอะมากๆ ค่ะ ซึ่งก็เป็นรายจ่ายของรพ. ซึ่งเท่าที่สังเกตุก็ทำให้คนไข้หลายคน (not all) ไม่เห็นค่าของระบบสุขภาพจริง ไม่เห็นค่าในการดูแลตนเองจริง และยาก็เหลือทิ้งเยอะมากๆ เกือบทุกบ้านจริงๆ)
อีกอย่างนึง คือรัฐอาจจะกลัวเสียคะแนนฝั่งรัฐบาลหรือไม่ จึงไม่เก็บเงิน 30 บาทเพิ่ม เช่น เก็บเป็น 100 บาทตามเงินเฟ้อ เคยมีวิจัยจากนศ. ที่เค้าเก็บข้อมูลกันค่ะ พบว่าฝั่งคนไข้ยินดีจะจ่ายเพิ่ม แม้เป็นกลุ่มคนรายได้น้อยมากๆ ก็ยินดีจ่าย 100 บาทยังไหวอยู่ เพื่อให้รพ. มีรายรับแล้วดำเนินการต่อไปได้ (แต่ถ้ามากกว่านี้ก็อาจจะไม่ไหวเหมือนกัน)
เอาจริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าระบบนี้จะล่มไม่ล่ม…
(เราไม่ได้อยากให้ล่มเลยค่ะ มันดีมากๆ ยังไงญาติโกโหติกาของเรา ไม่ได้เป็นราชการกันทุกคน ครอบครัวของใครก็หนีไม่พ้นระบบ 30 บาทอย่างแน่นอน เราก็ยังอยากให้ทุกคนได้รับหลักประกันนี้
และเราก็อยากให้รัฐดูแลคนไทยให้ดีขึ้นด้วย ทั้งขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึง ถนนหนทางที่ดี ที่ไม่ใช่ซ่อมถนนที่ดีอยู่แล้วเพื่อกินงบเฉยๆ
คนไข้จะได้ไม่ต้องเอาเงินที่ไม่ค่อยมี หากันมาอย่างยากลำบากเพื่อเหมารถมารพ. ครั้งละหลายร้อย ถึงหลักพัน ซึ่งบางทีเค้าก็ขาดโอกาสไป แล้วก็เป็นเงินที่คนไข้กินข้าวได้ทั้งครอบครัวหลายมื้อ หลายครั้งมันคือเงินทั้งชีวิตของทั้งครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำเลยนะคะ
เราก็อยากให้รพ. รัฐมีสถานที่ดีๆ สวยๆ มีแอร์ ใช้งานได้ง่าย น่ามอง บุคลากรใจเย็น แนวๆ รพ. เอกชนด้วยค่ะ ซึ่งถ้าจัดสรรงบดีจริงก็คงทำได้ เพราะประเทศเราก็ไม่ได้จน เพียงเพราะจัดสรรงบแปลกประหลาด
และประเทศเราไม่ได้ขาดหมอ (รวมทั้งพยาบาล และบุคลากรอื่นๆ ในรพ.) ถ้าจ้างงานกันสมเหตุสมผล จ่ายค่าแรงเหมาะสม บุคลากรก็จะจำนวนพอดีกับคนไข้ บุคลากรไม่ทำงานหนักเกิน คนไข้ก็ไม่ต้องรอนานเกิน
ถ้าเศรษฐกิจทั้งประเทศดี คนก็จะมีเงินดูแลตนเองให้สุขภาพดี เลือกกินได้ มีเวลาออกกำลังกาย เข้าถึงความรู้ได้เป็น หรือถ้ามีเหตุต้องเจ็บป่วย ก็มีเงินมาเดินทางมาหาหมอได้ และมีสิทธิเลือกว่าจะไปรพ. รัฐ หรือเอกชน คลินิก หรือหมอชาวบ้านตามที่แต่ละคนศรัทธา มิใช่จำยอมต้องมาออกันหนาแน่นที่รพ. รัฐ)
ทั้งนี้เราก็ควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ ส่วนตัวเราแม้เป็นราชการ ก็รู้สึกว่าไม่อาจฝากชีวิตไว้กับระบบเพียงระบบเดียวได้ เพราะแย่ที่สุด รัฐก็อาจจะล่มสลายก็ได้ หากเป็นลักษณะนี้กันต่อไป ดังประเทศหลายประเทศที่มีประวัติเคยรุ่งเรืองแต่ก็กลับมาล่มสลายเพราะการบริหารอะไรบางอย่าง และจากหลายๆ ปัจจัย ระบบบำนาญของเราอาจจะล่มก็ได้ค่ะ รัฐอาจขาดดุลมากๆ จนไม่มีเงินจ่ายบำนาญให้เราไปจนตายก็ได้
เราพยายามพัฒนาตนเองอยู่ตลอด ฝึกฝนหลายๆ ทักษะเพิ่ม (เผื่อต้องย้ายประเทศ เผื่อทำงานเอกชน เผื่อทำอะไรเป็นของตนเองบ้าง เพื่อมีรายได้หลายทาง) ดูแลสุขภาพตนเอง ฝึกทำอาหารกินเอง ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการซื้อเสื้อผ้า/ของไม่จำเป็น กระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ไปอยู่หลายๆ ที่ เพราะสุดท้ายแล้ว เราต้องรับผิดชอบตนเอง 100% อยู่ดีค่ะ (แม้จะบ่นระบบบ้าง 55)
แล้วในส่วนของคนไข้หล่ะ ทำอะไรได้บ้าง ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนี้?
1. ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี หากยังพอทำอะไรได้ ขอให้ทำไปก่อนเลย อย่ารอหมออย่างเดียว เช่นเรื่องกิน อาหารในราคาเท่ากัน เราพอรู้แหละว่าอะไรใส่เข้าปากเราแล้วมันดีกว่า ให้เลือกสิ่งที่ดีกว่าให้ตนเองค่ะ เบาน้ำหวาน/ชา/กาแฟ/เครื่องดื่มชูกำลังได้ไหม น้ำเปล่าใส่น้ำแข็งก็เย็นชื่นใจดีเหมือนกัน (อาจไม่สู้น้ำตาล แต่ระยะยาวย่อมดีกว่ากินน้ำตาลเกินทุกวัน ติดกันเป็นสิบๆ ปีแน่ๆ) เพราะการทำเรื่องที่ยากมันไม่ง่ายเสมอ (555 เล่นคำทำไมก่อน) แต่มันดีไง และตราบใดที่เรามีทางเลือก ก็จงเลือกทางที่เราจะไม่เสียใจภายหลังค่ะ (เราต้องเลือกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ทุกวัน จนสุดท้ายมันอาจเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของเราก็ได้ค่ะ เช่น เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้จนต้องฟอกไต คือคนไข้ที่ต้องฟอกไตในไทย เหตุอันดับหนึ่งคือเบาหวานเนี่ยแหละค่ะ)
2. เรื่องออกกำลังกาย วันนี้เราออกกำลังกายเพิ่มได้ไหม ถ้าเป็นกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ เราอาจจะไม่ค่อยได้ขยับร่างกายนะ อาจเพิ่มโยคะคอบ่าไหล่เพื่อไม่ให้ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ค่ารักษาบานปลาย (กายภาพ) หากต้องไปหาหมอก็เสียเวลาด้วย หรือพักสายตาทุก 30 นาทีได้ไหม ไม่ให้เครียดจนเกินไป สูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยทำงานต่อ หรือพักโดยการเดินไปเดินมา (มิใช่นั่งกดโทรศัพท์ในท่าที่ยิ่งทำให้เราปวดคอ และเครียดมากขึ้นได้เพราะไปอ่านข่าวดราม่าที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย) หรือใช้บันไดแทนลิฟต์ในบางคราไหม หรือเราออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อเพิ่มบ้างยัง (คนส่วนมากมักละเลย มักชอบเดิน วิ่ง แต่ไม่ยกน้ำหนัก จริงๆ ท่าทางการยกน้ำหนักมันก็เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงพยุงทุกส่วนของร่างกายไม่ให้บาดเจ็บจนต้องเข้ารพ. ลดการหกล้มในผู้สูงอายุได้ดีมากๆ) มีการออกกำลังกายอีกหลากหลายรูปแบบ เลือกที่ใกล้บ้านคุณ สามารถทำได้สม่ำเสมอ โยคะ พิลาทีส กีฬาต่างๆ เดินมากขึ้นในบ้าน รอบบ้าน สวนสาธาระใกล้บ้าน ยกน้ำหนักในบ้านตามคลิป ชี่กง ไทเก็ก แอโรบิค (สวนลุม?55) รำกระบี่กระบอง ชมรมผู้สูงอายุ คลาสต่างๆ มีทั้งฟรี/เสียเงิน อย่าข้ออ้างเยอะเวลาต้องให้สิ่งดีๆ กับตัวเองค่ะ หาสิ่งที่ดีสำหรับในบริบทของตนเองกันค่า
(ต่อใน comment)
30 บาทจะล่มไหม? เราทำอะไรได้บ้าง? จาก ความเห็นส่วนตัวของหมอที่เคยทำงานรพ.รัฐมา 7 แห่ง
(ทั้งนี้ก็เป็นตำแหน่งทั่วๆ ไปที่พออายุราชการถึงก็ได้มาเหมือนกับหมอๆ ท่านอื่น มิได้วิเศษวิโสอะไรค่ะ จำนวนรพ. ที่เคยทำงานของหมออายุราชการเท่านี้ก็จะประมาณนี้แหละค่ะ ตามระบบปกติของเรา)
ขออนุญาตเกริ่นก่อนค่ะ…
ว่าด้วยดราม่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เรารู้สึกว่ามันเป็นโครงการที่ดีมากๆ เป็นหลักประกันสุขภาพจริงๆ ที่เวลาเจ็บป่วยแม้เล็กน้อย หรือจนถึงใกล้ตาย มันเหมือนเป็นประกันว่าเราจะไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วยเพียงครั้งเดียว
(เราโตมาในยุคที่มี 30 บาทแล้ว ไม่รู้สภาพจริงก่อนมี 30 บาทว่าคนลำบากกับการหาเงินเพื่อเข้ามารักษาที่รพ. แค่ไหน จริงๆ ก่อนหน้า 30 บาทเราเกิดทันอยู่ แต่ก็เด็กจนเกินไปที่จะรับรู้ปัญหาค่ะ)
น่าจะเป็นประเทศที่มีระบบสุขภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้มั้งคะ การเข้าถึงรพ. ในประเทศอื่น (โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มพัฒนาแล้ว) มีราคาที่สูงมาก ทำให้คนไข้บางกลุ่มเข้าถึงไม่ได้เลย หรือบางประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราก็คุณภาพการรักษาไม่ได้ดีขนาดนั้น แล้วของเราราคาถูกมากๆ จริงๆ สวนทางกับคุณภาพมาตรฐานที่มันระดับโลกเลย (อวยสุด)
การรักษาจากรพ. รัฐเท่าที่เห็นมาก็ทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นกับคนไข้จริงๆ ทั้งการส่งตรวจเลือด ตรวจเพิ่มเติมต่างๆ แล้วยาในการรักษาก็ทำตามมาตรฐานกันเป็นส่วนมาก ให้นอนรพ. เฉพาะที่จำเป็น (แค่นี้ก็เสริมเตียงกันจนเตียงล้นมานอกหอผู้ป่วย มาหน้าลิฟต์กันแล้วนะคะ) เข้าถึงได้ 24 ชม.
ยิ่งคนไข้ฉุกเฉินจริงๆ แม้มาตอนเวลานอนของบุคลากร ทุกคน (รวมเรา) ก็พร้อมวิ่งเข้าหา ตื่นเลยค่ะทีนี้ หลายๆ เคสก็ใช้เวลาเป็นชม. ในการดูแล ถ้าฉุกเฉินจริงๆ ก็ไม่เคยบ่นคนไข้ พร้อมช่วยเสมอ อาจจะบ่นเหนื่อยบ้าง (ระบายกับเพื่อนร่วมงาน) แต่เช้าวันถัดไป เราก็ทำงานกันต่อ บางทีไม่ได้นอนกันก็มี (เหนื่อยมากๆ ทั้งกายใจ)
ถึงแม้ว่าคนไข้จะต้องรอคิวจะนานแค่ไหน ก็ได้ตรวจกับหมอแน่นอน (ถ้ารอได้ บางคนก็ไม่ยอมรอแล้ว 55) แม้หมอจะไม่ได้นอนมาตั้งแต่เมื่อคืนก็ยังทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่ตลอด บางทีหิวก็ไม่ได้กินข้าว ปวดฉี่ก็ยังต้องกลั้นไว้พักนึงก่อน (เคยเป็น 55 แย่มากค่ะ)
หากเป็นประเทศอื่นๆ ก็อาจจะต้องรอคิวหลายเดือน รอจนหาย หรือเรียกรถฉุกเฉินทีนึงก็อาจจะหมดตัวได้ แต่ของเรา แค่โทร 1669 ก็มีเวรรถฉุกเฉินมารับพร้อมบุคลากรเฉพาะทาง พร้อมโทรหาแพทย์ฉุกเฉินเพื่อจัดการภาวะเจ็บป่วยนั้นทันที 24 ชม.
ในฐานะบุคลากรก็บอกตรงๆ ว่าเหนื่อย ถ้าไม่มี 30 บาทก็คงสบายกว่านี้มาก แต่เราก็มองว่ามันสมควรต้องมีอยู่ดี มันเป็นประโยชน์กับคนส่วนมากที่สุด (แต่ระบบก็ต้องได้รับการแก้ไขนะคะ บุคลากรทำงานกันหนักมากๆ รวมถึงการที่สมองไหล คนอยู่ในระบบไม่ได้ก็ต้องแก้จริงจังกันแล้วไหม!)
ประเทศที่เขาเสียภาษีกันเยอะๆ เค้ายังไม่ได้ระบบบริการสุขภาพที่ดีขนาดนี้เลยนะคะ (อ่ะ ทุกคนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กันหมด แต่จากสถิติมีคนแค่ 10 ล้านคนที่ยื่นภาษี จากแรงงานราวๆ 40 ล้านคน และได้จ่ายภาษีแค่ 4 ล้านคนเท่านั้น ส่วนบุคลากรจ่ายเต็มเม็ดเต็มหน่วยกันทุกบาททุกสตางค์)
แน่นอนว่าเราดูแลคนไข้กันดีขนาดนี้ อายุขัยคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นสิบปีหลังมีโครงการ 30 บาท เด็กแรกเกิดตายน้อยลงเยอะมาก ผู้สูงอายุก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากเด็กที่เกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังดีขึ้น เป็นปีที่มีเด็กเกิดเป็นล้านคน ติดต่อกันหลายสิบปี เริ่มกลายมาเป็นผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นปีละเป็นล้านคนเฉกเช่นเดียวกัน และเราจะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็นล้านคนไปอีกหลายสิบปีค่ะ (อายุยืนกันมากๆ ด้วย)
ส่วนเด็กเกิดปีละ 4 แสนเอง และต่ำลงเรื่อยๆ สร้างสถิติใหม่ตลอด ติดอันดับโลกอีกเรื่องเด็กเกิดน้อย แรงงานในอนาคตไม่พอ จัดเก็บภาษีได้น้อยลง แต่ก็ต้องดูแลผู้สูงอายุกลุ่มคนที่สร้างชาติให้เราด้วย แล้วในอนาคตใครจะอุดหนุนระบบที่ดีมากๆ อย่าง 30 บาทให้เรา? โครงการนี้จะอยู่ไปได้อีกกี่ปี?
รพ. ติดลบกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ เพราะฝั่งรัฐบาล ก็ตัดเงินนู่นนี่อยู่ตลอด (ปัญหาเรื่องการจัดสรรรายได้ของรัฐบาลก็ส่วนนึงนะคะ ที่เค้าชอบเอาเงินเราไปทำอะไรแปลกๆ) พอค่าใช้จ่ายมากขึ้น รายรับน้อยลง ห้ามเก็บเงินคนไข้เพิ่ม หลายครั้งรพ. ก็เลยลดรายจ่ายโดยตัดเงินบุคลากร (ที่ทำงานหนักกันหนักอยู่แล้ว คือรพ. รัฐ เงินรายได้มันไม่ได้เยอะอยู่แล้วค่ะ ไม่สมเหตุสมผลอยู่เดิม)
สถานการณ์จริงๆ ในรพ. ตอนนี้ก็คือพยายามลดค่าใช้จ่ายอยู่ ยังไม่ได้ตัดงบบุคลากร มีนโยบายเรื่องยาแทน ซึ่งก็ประหยัดไปได้ถึงเดือนละหลักสิบล้านเลยค่ะ นโยบายประมาณว่าลดจำนวนการจ่ายยาตามอาการเพื่อไม่ให้เก็บสะสมยาเยอะจนเหลือทิ้งมากจนเกินไป
(และนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับยาอีก เพราะรายจ่ายรพ. ใช้ไปกับเรื่องยาเยอะมากๆ เลยค่ะ แต่ดูโดยรวมมันไม่ได้ลดมาตรฐานการรักษานะคะ อย่าเพิ่งกังวลไป แค่ตัดอะไรที่ไม่จำเป็นออกไปเฉยๆ)
สรุปแล้ว 30 บาทจะล่มไหม? ก็ดูมีทรงอยู่นะคะ ในสภาก็เริ่มมีการพูดเรื่องนี้ อะไรที่รัฐเคยจ่ายให้ เค้าก็เริ่มให้รพ. จ่ายเองมากขึ้นแล้วค่ะ ทั้งฝั่งรัฐบาลกับรพ. ก็ต้องบริหารให้รายได้มันมากกว่ารายจ่ายเนาะ มันก็เป็นงานเขา
(แต่ก็น่าคิดว่า รัฐใช้จ่ายไปสมเหตุหรือไม่ ทั้งกับเรื่องที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น นโยบาย 30 บาท เหตุผลหลักๆ คือไม่อยากให้คนไข้ล้มละลายเวลาเจ็บป่วยฉุกเฉิน มะเร็งที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก อาจจะฟรีเฉพาะในคนไข้กลุ่มไหนเป็นพิเศษไหม
ตอนนี้ฟรีหมด จิปาถะอะไรก็ฟรี การส่งตรวจที่ไม่จำเป็นเพื่อให้คนไข้สบายใจก็มีอยู่เยอะมากๆ ค่ะ ซึ่งก็เป็นรายจ่ายของรพ. ซึ่งเท่าที่สังเกตุก็ทำให้คนไข้หลายคน (not all) ไม่เห็นค่าของระบบสุขภาพจริง ไม่เห็นค่าในการดูแลตนเองจริง และยาก็เหลือทิ้งเยอะมากๆ เกือบทุกบ้านจริงๆ)
อีกอย่างนึง คือรัฐอาจจะกลัวเสียคะแนนฝั่งรัฐบาลหรือไม่ จึงไม่เก็บเงิน 30 บาทเพิ่ม เช่น เก็บเป็น 100 บาทตามเงินเฟ้อ เคยมีวิจัยจากนศ. ที่เค้าเก็บข้อมูลกันค่ะ พบว่าฝั่งคนไข้ยินดีจะจ่ายเพิ่ม แม้เป็นกลุ่มคนรายได้น้อยมากๆ ก็ยินดีจ่าย 100 บาทยังไหวอยู่ เพื่อให้รพ. มีรายรับแล้วดำเนินการต่อไปได้ (แต่ถ้ามากกว่านี้ก็อาจจะไม่ไหวเหมือนกัน)
เอาจริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าระบบนี้จะล่มไม่ล่ม…
(เราไม่ได้อยากให้ล่มเลยค่ะ มันดีมากๆ ยังไงญาติโกโหติกาของเรา ไม่ได้เป็นราชการกันทุกคน ครอบครัวของใครก็หนีไม่พ้นระบบ 30 บาทอย่างแน่นอน เราก็ยังอยากให้ทุกคนได้รับหลักประกันนี้
และเราก็อยากให้รัฐดูแลคนไทยให้ดีขึ้นด้วย ทั้งขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึง ถนนหนทางที่ดี ที่ไม่ใช่ซ่อมถนนที่ดีอยู่แล้วเพื่อกินงบเฉยๆ
คนไข้จะได้ไม่ต้องเอาเงินที่ไม่ค่อยมี หากันมาอย่างยากลำบากเพื่อเหมารถมารพ. ครั้งละหลายร้อย ถึงหลักพัน ซึ่งบางทีเค้าก็ขาดโอกาสไป แล้วก็เป็นเงินที่คนไข้กินข้าวได้ทั้งครอบครัวหลายมื้อ หลายครั้งมันคือเงินทั้งชีวิตของทั้งครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำเลยนะคะ
เราก็อยากให้รพ. รัฐมีสถานที่ดีๆ สวยๆ มีแอร์ ใช้งานได้ง่าย น่ามอง บุคลากรใจเย็น แนวๆ รพ. เอกชนด้วยค่ะ ซึ่งถ้าจัดสรรงบดีจริงก็คงทำได้ เพราะประเทศเราก็ไม่ได้จน เพียงเพราะจัดสรรงบแปลกประหลาด
และประเทศเราไม่ได้ขาดหมอ (รวมทั้งพยาบาล และบุคลากรอื่นๆ ในรพ.) ถ้าจ้างงานกันสมเหตุสมผล จ่ายค่าแรงเหมาะสม บุคลากรก็จะจำนวนพอดีกับคนไข้ บุคลากรไม่ทำงานหนักเกิน คนไข้ก็ไม่ต้องรอนานเกิน
ถ้าเศรษฐกิจทั้งประเทศดี คนก็จะมีเงินดูแลตนเองให้สุขภาพดี เลือกกินได้ มีเวลาออกกำลังกาย เข้าถึงความรู้ได้เป็น หรือถ้ามีเหตุต้องเจ็บป่วย ก็มีเงินมาเดินทางมาหาหมอได้ และมีสิทธิเลือกว่าจะไปรพ. รัฐ หรือเอกชน คลินิก หรือหมอชาวบ้านตามที่แต่ละคนศรัทธา มิใช่จำยอมต้องมาออกันหนาแน่นที่รพ. รัฐ)
ทั้งนี้เราก็ควรเตรียมตัวไว้ให้พร้อมอยู่เสมอ ส่วนตัวเราแม้เป็นราชการ ก็รู้สึกว่าไม่อาจฝากชีวิตไว้กับระบบเพียงระบบเดียวได้ เพราะแย่ที่สุด รัฐก็อาจจะล่มสลายก็ได้ หากเป็นลักษณะนี้กันต่อไป ดังประเทศหลายประเทศที่มีประวัติเคยรุ่งเรืองแต่ก็กลับมาล่มสลายเพราะการบริหารอะไรบางอย่าง และจากหลายๆ ปัจจัย ระบบบำนาญของเราอาจจะล่มก็ได้ค่ะ รัฐอาจขาดดุลมากๆ จนไม่มีเงินจ่ายบำนาญให้เราไปจนตายก็ได้
เราพยายามพัฒนาตนเองอยู่ตลอด ฝึกฝนหลายๆ ทักษะเพิ่ม (เผื่อต้องย้ายประเทศ เผื่อทำงานเอกชน เผื่อทำอะไรเป็นของตนเองบ้าง เพื่อมีรายได้หลายทาง) ดูแลสุขภาพตนเอง ฝึกทำอาหารกินเอง ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการซื้อเสื้อผ้า/ของไม่จำเป็น กระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ไปอยู่หลายๆ ที่ เพราะสุดท้ายแล้ว เราต้องรับผิดชอบตนเอง 100% อยู่ดีค่ะ (แม้จะบ่นระบบบ้าง 55)
แล้วในส่วนของคนไข้หล่ะ ทำอะไรได้บ้าง ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนี้?
1. ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี หากยังพอทำอะไรได้ ขอให้ทำไปก่อนเลย อย่ารอหมออย่างเดียว เช่นเรื่องกิน อาหารในราคาเท่ากัน เราพอรู้แหละว่าอะไรใส่เข้าปากเราแล้วมันดีกว่า ให้เลือกสิ่งที่ดีกว่าให้ตนเองค่ะ เบาน้ำหวาน/ชา/กาแฟ/เครื่องดื่มชูกำลังได้ไหม น้ำเปล่าใส่น้ำแข็งก็เย็นชื่นใจดีเหมือนกัน (อาจไม่สู้น้ำตาล แต่ระยะยาวย่อมดีกว่ากินน้ำตาลเกินทุกวัน ติดกันเป็นสิบๆ ปีแน่ๆ) เพราะการทำเรื่องที่ยากมันไม่ง่ายเสมอ (555 เล่นคำทำไมก่อน) แต่มันดีไง และตราบใดที่เรามีทางเลือก ก็จงเลือกทางที่เราจะไม่เสียใจภายหลังค่ะ (เราต้องเลือกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ทุกวัน จนสุดท้ายมันอาจเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของเราก็ได้ค่ะ เช่น เป็นเบาหวานที่คุมไม่ได้จนต้องฟอกไต คือคนไข้ที่ต้องฟอกไตในไทย เหตุอันดับหนึ่งคือเบาหวานเนี่ยแหละค่ะ)
2. เรื่องออกกำลังกาย วันนี้เราออกกำลังกายเพิ่มได้ไหม ถ้าเป็นกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ เราอาจจะไม่ค่อยได้ขยับร่างกายนะ อาจเพิ่มโยคะคอบ่าไหล่เพื่อไม่ให้ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ค่ารักษาบานปลาย (กายภาพ) หากต้องไปหาหมอก็เสียเวลาด้วย หรือพักสายตาทุก 30 นาทีได้ไหม ไม่ให้เครียดจนเกินไป สูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยทำงานต่อ หรือพักโดยการเดินไปเดินมา (มิใช่นั่งกดโทรศัพท์ในท่าที่ยิ่งทำให้เราปวดคอ และเครียดมากขึ้นได้เพราะไปอ่านข่าวดราม่าที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย) หรือใช้บันไดแทนลิฟต์ในบางคราไหม หรือเราออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อเพิ่มบ้างยัง (คนส่วนมากมักละเลย มักชอบเดิน วิ่ง แต่ไม่ยกน้ำหนัก จริงๆ ท่าทางการยกน้ำหนักมันก็เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงพยุงทุกส่วนของร่างกายไม่ให้บาดเจ็บจนต้องเข้ารพ. ลดการหกล้มในผู้สูงอายุได้ดีมากๆ) มีการออกกำลังกายอีกหลากหลายรูปแบบ เลือกที่ใกล้บ้านคุณ สามารถทำได้สม่ำเสมอ โยคะ พิลาทีส กีฬาต่างๆ เดินมากขึ้นในบ้าน รอบบ้าน สวนสาธาระใกล้บ้าน ยกน้ำหนักในบ้านตามคลิป ชี่กง ไทเก็ก แอโรบิค (สวนลุม?55) รำกระบี่กระบอง ชมรมผู้สูงอายุ คลาสต่างๆ มีทั้งฟรี/เสียเงิน อย่าข้ออ้างเยอะเวลาต้องให้สิ่งดีๆ กับตัวเองค่ะ หาสิ่งที่ดีสำหรับในบริบทของตนเองกันค่า
(ต่อใน comment)