JJNY : 5in1 ปชน.จี้ถาม โสภณอึกอัก│วีระยุทธแนะแก้สินค้าเกษตร│ภคมนฉะศุภจี│เดชรัตขอหยิบพิจารณาก่อน│ธ.โลกเตือน! พลังงานพุ่

ปชน. จี้ถาม ไม่ทูลเกล้าฯผู้นำฝ่ายค้าน โสภณ อึกอัก ยันไม่ถ่วงเวลาแน่นอน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5696827
.

.
‘ปชน.’ ข้องใจ ‘โสภณ’ มีอะไรขัดข้อง ไม่เสนอชื่อ ‘เท้ง’ เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ขณะที่ ‘ประธานสภาฯ’ ยันทำตามขั้นตอน ไม่ถ่วงเวลา เสียเวลาเปล่าๆ
.
เมื่อวันที่ 29 เมษายน เวลา 12.50 น.ที่รัฐสภา ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาญัตติเรื่อง ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวะการสู้รบในตะวันออกกลางนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอหารือแทรกการพิจารณา โดยถามถึงความชัดเจน ที่ นายโสภณ จะนำชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แต่งตั้งให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
.
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ารับตำแหน่งแล้ว และตามรัฐธรรมนูญญ มาตรา 106 จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานระบุว่ายังไม่ได้รับเอกสารแจ้งว่าใครเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน และข้อเท็จจริงจากที่ตนตรวจสอบพบว่าไม่จำเป็นต้องใช้เอกสาร และเมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา ประธานสภาฯ กล่าวด้วยตนเองว่าไม่ต้องใช้เอกสาร และจะลงนามทูลเกล้าฯ ชื่อผู้นำฝ่ายค้านฯ แต่วันนี้ได้แจ้งผ่านสื่อมวลชน ว่า กำลังตรวจสอบคุณสมบัติอยู่
.
คุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มีแค่ว่า เป็นหัวหน้าพรรค ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด และไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานหรือ รองประธานสภาฯ คุณสมบัติมีแค่นี้ ผมขอถามว่า จะตรวจสอบคุณสมบัติอะไรอีก และข้อเท็จจริงทราบว่าฝ่ายเลขาฯ น่าจะยื่นเอกสารไปที่ประธานสภาฯ แล้ว อยากทราบว่าจะลงนามเมื่อใด” นายปกรณ์วุฒิกล่าว
.
จากนั้นนายโสภณ ชี้แจงว่า “หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ผมก็ลง หากไม่มีอะไรขัดข้องผมลงนามแน่นอน
.
ทำให้นายปกรณ์วุฒิ ซักอีกว่า มีอะไรขัดข้องหรือไม่ ถึงต้องใช้เวลานาน ทำให้นายโสภณ ตอบกลับว่า “เป็นไปตามระเบียบบและข้อบังคับของที่นี่ ไม่มีขัดข้อง ผมไม่ถ่วงเวลาหรอกครับ เสียเวลาเปล่าๆ
.
จากนั้นนายโสภณ ตัดบทเข้าสู่การอภิปรายตามระเบียบวาระต่อไป
.

.
วีระยุทธ”แนะแก้สินค้าเกษตรตกต่ำ ให้เริ่มจากความกล้าชน สู้กับผู้ผลิตปุ๋ยและล้งต่างชาติ
.
“วีระยุทธ” ชี้ช่อง “ชน ชวน ชิม” แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แนะให้เริ่มจากความกล้าชน สู้กับผู้ผลิตปุ๋ยและล้งต่างชาติ ชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว
.
วันที่ 29 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาญัตติ “แก้ปัญหาผลผลิตเกษตรราคาตกต่ำ” ที่เสนอโดยพรรคประชาชน ต่อจากที่ค้างไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน โดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคประชาชน ระบุว่าตอนนี้ราคาสินค้าเกษตรของไทยตกต่ำอย่างบูรณาการ คือไม่ว่าจะตัวไหนก็ตกต่ำไปหมด ทั้งพืชไร่อย่าง ข้าวเปลือก ผลไม้อย่างมะพร้าว มะม่วง ลำไย ไปจนถึงสัตว์บกอย่างโคนม และสัตว์น้ำอย่างปลานิล ล้วนมีปัญหาทั้งหมด ยอมรับว่าการจัดการสินค้าเกษตรมีความซับซ้อนและไม่ง่าย ต้นทุนเพิ่ม ปุ๋ยก็หายากขึ้น ตลาดส่งออกแข่งขันเดือด ราคาผันผวน บางส่วนกำหนดได้ หลายส่วนกำหนดไม่ได้ แล้วยังต้องมาเจอสินค้านำเข้า โดยเฉพาะผักจากจีนที่ตีตลาดรุนแรงขึ้นทุกปี แต่จะแก้ปัญหาได้จริงก็ต้องเริ่มจากการตามหาคนหาย เพราะต้องประสานงานกันใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในมือของ “สองบิ๊กสุ” คือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
.
เสนอ“ชน ชวน ชิม”
.
นายวีระยุทธ กล่าวว่า สำหรับตน ขอเสนอกรอบยุทธศาสตร์ “ชน ชวน ชิม” ให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร
.
1. “ชน” จุดเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คือรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีสองคน จะต้องกล้าชนกับผู้ผลิตปุ๋ย ซึ่งมีจำนวนอยู่น้อยรายในประเทศไทย แม้จะเปิดให้ประชาชนแจ้งไลน์กระทรวงพาณิชย์ได้เวลาเจอปุ๋ยราคาแพง แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศราคาปุ๋ยสู่สาธารณะว่าราคาที่ถูกควบคุมอยู่เป็นราคาเท่าไหร่กันแน่ อีกเรื่องที่ต้องกล้าชนคือ “ล้งต่างชาติ” ที่เข้ามากินรวบ มากดราคา และมาทำลายมาตรฐานสินค้า ต้องขอความชัดเจนว่าตกลงรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร จะทำล้งกลาง ล้งชุมชน หรือจะใช้แนวทางไหนแก้ปัญหากันแน่ แต่อย่างไรก็ต้องกล้าชนกับต้นตอปัญหา
.
2. “ชวน” รัฐบาลที่ผ่านๆ มารวมถึงรัฐบาลภูมิใจไทยใช้วิธี “บังคับ” เกษตรกรเป็นหลัก ล่าสุดก็บังคับว่าเผาเมื่อไหร่จับเมื่อนั้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนี้ก็จะจับไม่ได้ ต่อให้จับได้ก็มีแต่คนตัวเล็กตัวน้อย ตนเสนอให้ใช้แนวทาง “จูงใจ” เพื่อชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว เช่น คูปองสนับสนุนการพัฒนาการทำฟาร์มให้เข้าสู่มาตรฐาน GAP ควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ การจัดเก็บ การขนส่ง เพราะ GAP เป็นใบเบิกทางสู่ตลาดส่งออก
.
นายวีระยุทธ กล่าวต่อไปว่า ถึงรัฐบาลบอกว่ามีการออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แล้ว แต่ชาวนาและชาวประมงทุกวันนี้เป็นหนี้สินดินพอกหางหมูอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากกู้เพิ่ม สถานการณ์แบบนี้ยิ่งต้องอาศัยการชักชวน เช่น การปรับเครื่องจักรกลการเกษตรเก่าเป็นเครื่องใหม่ โดยเฉพาะรถเก็บเกี่ยวและรถไถพรวนดินที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก มาตรการอย่าง “รถเก่าแลกรถใหม่” ต้องมาถึงภาคการเกษตรด้วย ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่คนใช้รถอีวีในเมืองเท่านั้นหรือถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน ปลูกไม้ยืนต้น เกษตรกรเกือบทั้งหมดในประเทศนี้เป็นหนี้ ธกส. อยู่ ถ้าอยากจูงใจก็ควรมีการลดหนี้ พักดอกเบี้ย หรือพักหนี้ ธกส. ให้เกษตรกร แต่ขอให้เกิดการเปลี่ยนพืช พักดิน หรือปลูกไม้ยืนต้น
.
3. “ชิม” จะเปิดตลาดใหม่ให้ได้ผล ต้องให้ตลาดนั้นๆ ได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย เพราะเรามีจุดเด่นอยู่ที่รสชาติและความหลากหลาย การรักษาความหลากหลายจะรักษาความยั่งยืนให้กับตลาดสินค้าเกษตรไทย ไม่ผูกติดกับตลาดส่งออกเพียงตลาดเดียว จนเกิดภาวะที่จีนกลายเป็น “ผู้ซื้อรายเดียว” ที่กำหนดราคาและประเภทผลไม้ของไทยได้ สุดท้ายเกษตรกรไทยก็หมดอำนาจต่อรองและหมดความหลากหลายทางสายพันธุ์
.
นายวีระยุทธ กล่าวต่อไปว่า การขยายตลาดต้องทำให้คนรู้จักรสชาติของสินค้าก่อน อย่างเช่น ชาติตะวันตกไม่มีใครรู้จักส้มโอไทย โดยเฉพาะส้มโอขาวน้ำผึ้งที่อร่อยมากแต่คนแทบไม่รู้จัก เพราะไม่เคยมีโอกาสได้ชิมรสชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องของการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาด niche ด้วย เช่น โคนมที่กำลังมีปัญหา ถ้าผลักดันไปสู่การทำโยเกิร์ตและไอศกรีมให้ได้ ก็ยังมีตลาดใหม่รองรับอยู่ เหมือนที่กาแฟไทยเริ่มได้รับความนิยมในตลาดโลก ความคราฟต์กับความโฮมเมดคือหัวใจในการแย่งตลาดมูลค่าสูง ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ให้เริ่มจากความกล้าชน สู้กับผู้ผลิตปุ๋ยและล้งต่างชาติ ต่อด้วยการชักชวนให้เกษตรกรปรับตัว พร้อมกับหาทางให้ตลาดต่างชาติได้มีโอกาสชิมผลไม้ไทย อย่าจำกัดอยู่ที่การขายสินค้าตัวเดิมๆ
.

.
ภคมน ฉะ ศุภจี ชิงสกัดส่งออก ทำปาล์มราคาร่วงหนัก ทั้งที่มีปั๊มเติม B20 ได้ไม่ถึง 1%
https://www.matichon.co.th/politics/news_5697223
.
ภคมน ฉะ ศุภจี ชิงสกัดส่งออก ทำปาล์มราคาร่วงหนัก ทั้งที่มีปั๊มเติม B20 ได้ ไม่ถึง 1%
.
เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่พิจารณาญัตติที่ค้างมาจากสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดย นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำว่า เหตุใดภาวะสงครามน้ำมันแพง น้ำมันปาล์มเป็นที่ต้องการทั่วโลกนำไปผสมดีเซลทำเป็นไบโอดีเซล แต่ราคาน้ำมันปาล์มถูกลง จากกิโลกรัมละ 8.24บาท เหลือ 6.25บาท ทั้งที่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ราคาน้ำมันปาล์มขยับขึ้นเรื่อยๆจาก 6.14บาท เป็น 8.24 บาท ในเดือนเมษายน แสดงว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากวันที่ 5 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ลงนามประกาศห้ามส่งน้ำมันปาล์มออกนอกประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เว้นแต่ได้รับอนุญาต
.
ที่ผ่านมาไทยส่งออกน้ำมันปาล์มเดือนละ 1.1 แสนตัน ผลิตน้ำมันปาล์มได้ 3-4 แสนตันต่อเดือน เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และส่งออก เป็นโอกาสทำกำไรให้ชาวสวน แต่การปิดประตูส่งออกในช่วงที่โลกต้องการน้ำมันปาล์ม ทำให้ปาล์มไปกองหน้าอยู่โรงกลั่น ถูกกดราคาจากนายทุน เมื่อเกษตรกรไปเรียกร้องกระทรวงพาณิชย์จึงอนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มได้ เหตุใดจึงห้ามส่งออก สร้างความตื่นตระหนก” นางสาวภคมน กล่าว
.
นางสาวภคมน กล่าวต่อว่า จากข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานวันที่ 23 เมษายน 2569 ระบุว่า ทั่วประเทศมีปั๊มน้ำมันเติม B20 ได้แค่ 105 ปั๊ม จาก 26,000 ปั๊ม ไม่ถึง 1% หมายความว่า ความต้องการ B20 ยังไม่เกิด แต่รัฐบาลชิงสกัดส่งออกน้ำมันปาล์ม ทุบราคาปาล์มหลุดลุ่ย เป็นการบริหารที่ใช้ประชาสัมพันธ์นำหน้า กลไกตลาดตามหลัง ผู้ได้รับผลกระทบคือ เกษตรกร
.

.
‘เดชรัต’ ขอ ครม.หยิบพ.ร.บ.อากาศสะอาด-PRTR พิจารณาก่อนครบเวลา 12 พ.ค.นี้.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5696791
.
‘เดชรัต’ ขอ ครม.หยิบพ.ร.บ.อากาศสะอาด-PRTR พิจารณาก่อนครบเวลา 12 พ.ค.นี้ หากพบใครขวางทำกฎหมายสะดุด ปชน.พร้อมสู้เพื่อประชาชน
 .
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 เมษายน ที่รัฐสภา นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าและที่ปรึกษาพรรคประชาชน แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.เงา) ถึงประเด็นเรื่องลมหายใจในการแถลงข่าว ครม.เงา ว่าปีนี้เป็นปีที่ค่า PM 2.5 รุนแรงมาก เมื่อเปรียบเทียบในระยะ 5 ปี เป็นปีที่มีความรุนแรงมากที่สุด และมีหลายพื้นที่ๆอยู่ในค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM 2.5 ในระดับสีแดงเกือบทั้งเดือน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าความสามารถในการบริหารจัดการของรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา และสิ่งที่เราผลักดันกันมาตั้งแต่ภาคประชาชน พรรคการเมืองต่างๆ พรรคก้าวไกลในอดีต จนถึงพรรคประชาชนในปัจจุบันคือเรื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด และพ.ร.บ. PRTR ที่จะมาช่วยดูแลเรื่องของการจัดการฝุ่น PM 2.5 และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมลพิษ การเกิดอุบัติภัยและสารเคมี ที่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาสามารถผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาดไปจนถึงการพิจารณาของวุฒิสภา และ พ.ร.บ. PRTR ที่ผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการรอการพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่