คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 21
หลังจากอ่านความเห็นทั้งหมดแล้ว พอจะสรุปแนวทางในการเจริญภาวนาตามพระสูตรนี้เพื่อให้เกิดโสดาปัตติมรรค หากมีความคลาดเคลื่อนรบกวนท่านทั้งหลายให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วย เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มากได้ทดลองภาวนาตามพุทธพจน์
สุขินทรีย์ หมายถึง ความสุขทางกาย
ทุกขินทรีย์ หมายถึง ความทุกข์ทางกาย
โสมนัสสินทรีย์ หมายถึง ความสุขทางใจ
โทมนัสสินทรีย์ หมายถึง ความทุกข์ทางใจ
อุเปกขินทรีย์ หมายถึง ความไม่ทุกข์ไม่สุข
อินทรีย์ หมายถึง ความเป็นใหญ่ในขณะที่เกิด
รู้ชัด หมาบถึง เกิดปัญญาจักษุ เห็น การ เกิด ดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออก(มรรค) ไม่หมายถึงความเข้าใจเพียงความหมายตามคำอธิบายในตำรา แต่ต้องมี ศีล สมาธิ ในอารมณ์ที่ปรากฏ ในที่นี้คืออินทรีย์ห้าประการนี้ จึงจะเกิดปัญญาจักษุเห็นตามความเป็นจริงได้ การจะมี ศึล และ สมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาจักษุ ต้องเจริญโพธิปักขิยธรรม ให้มากเพียงพอเพื่อเกิดปัญญาจักษุที่เพียงพอต่อโสดาปัตติมรรค
การจะตรวจสอบว่าได้เจริญมาถูกทางหรือไม่ น่าจะต้องได้รับการพิจารณาจากกัลยาณมิตรเป้นระยะ ตรงจุดนี้ต้องระวังมากเพราะอาจเจอของปลอมได้(อันนี้ความเห็นส่วนตัว) จิตของพระโสดาบันนั้นย่อมแตกต่างจากปถุชน แตกต่างตรงที่จิตพระโสดาบันละสักกายะทิฏฐิได้แล้ว หมายถึง จิตจะไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกันกับวิญญาน 6 100% แต่ปุถุชนจะเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นพระอริยะบางท่านรู้ว่าใครเป็นปุถุชน ง่ายที่สุด ก็ดูที่จักขุวิญญานของเขาก็พอจะรู้ได้ทันที หากท่านได้เป็นพระโสดาบันน่าจะทดลองดูได้
สรุป มีศีล สมาธิ ให้เพียงพอตามโพธิปักขิยธรรม เพื่อให้เกิดปัญญาจักษุเพื่อให้เห็น การเกิด ดับ คุณ โทษ การสลัดออก ของอินทรีย์ห้าที่กล่าวไว้ในพระสูตร เมื่อเห็นได้แล้ว องค์มรรคบริบูรณ์ในระดับโสดาปัตติมรรคแล้ว จะมีนิโรจน์เป็นโคจร จิตจะตรัสรู้ในขณะแห่งปัจจุบัน ด้วยโลกุตรมรรค เป็นพระโสดาบันได้ตามพระสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสไว้
ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้
อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สุขินทรีย์ ๒. ทุกขินทรีย์
๓. โสมนัสสินทรีย์ ๔. โทมนัสสินทรีย์
๕. อุเปกขินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่อง
สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ประการนี้ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า
‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”
สุขินทรีย์ หมายถึง ความสุขทางกาย
ทุกขินทรีย์ หมายถึง ความทุกข์ทางกาย
โสมนัสสินทรีย์ หมายถึง ความสุขทางใจ
โทมนัสสินทรีย์ หมายถึง ความทุกข์ทางใจ
อุเปกขินทรีย์ หมายถึง ความไม่ทุกข์ไม่สุข
อินทรีย์ หมายถึง ความเป็นใหญ่ในขณะที่เกิด
รู้ชัด หมาบถึง เกิดปัญญาจักษุ เห็น การ เกิด ดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออก(มรรค) ไม่หมายถึงความเข้าใจเพียงความหมายตามคำอธิบายในตำรา แต่ต้องมี ศีล สมาธิ ในอารมณ์ที่ปรากฏ ในที่นี้คืออินทรีย์ห้าประการนี้ จึงจะเกิดปัญญาจักษุเห็นตามความเป็นจริงได้ การจะมี ศึล และ สมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาจักษุ ต้องเจริญโพธิปักขิยธรรม ให้มากเพียงพอเพื่อเกิดปัญญาจักษุที่เพียงพอต่อโสดาปัตติมรรค
การจะตรวจสอบว่าได้เจริญมาถูกทางหรือไม่ น่าจะต้องได้รับการพิจารณาจากกัลยาณมิตรเป้นระยะ ตรงจุดนี้ต้องระวังมากเพราะอาจเจอของปลอมได้(อันนี้ความเห็นส่วนตัว) จิตของพระโสดาบันนั้นย่อมแตกต่างจากปถุชน แตกต่างตรงที่จิตพระโสดาบันละสักกายะทิฏฐิได้แล้ว หมายถึง จิตจะไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกันกับวิญญาน 6 100% แต่ปุถุชนจะเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นพระอริยะบางท่านรู้ว่าใครเป็นปุถุชน ง่ายที่สุด ก็ดูที่จักขุวิญญานของเขาก็พอจะรู้ได้ทันที หากท่านได้เป็นพระโสดาบันน่าจะทดลองดูได้
สรุป มีศีล สมาธิ ให้เพียงพอตามโพธิปักขิยธรรม เพื่อให้เกิดปัญญาจักษุเพื่อให้เห็น การเกิด ดับ คุณ โทษ การสลัดออก ของอินทรีย์ห้าที่กล่าวไว้ในพระสูตร เมื่อเห็นได้แล้ว องค์มรรคบริบูรณ์ในระดับโสดาปัตติมรรคแล้ว จะมีนิโรจน์เป็นโคจร จิตจะตรัสรู้ในขณะแห่งปัจจุบัน ด้วยโลกุตรมรรค เป็นพระโสดาบันได้ตามพระสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสไว้
ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้
อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สุขินทรีย์ ๒. ทุกขินทรีย์
๓. โสมนัสสินทรีย์ ๔. โทมนัสสินทรีย์
๕. อุเปกขินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่อง
สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ประการนี้ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า
‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
บรรลุโสดาบันตามพระสูตรนี้ เป็นไปได้อย่างไร ทำได้อย่างไร
ว่าด้วยพระโสดาบัน
[๕๐๒] “ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้
อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สุขินทรีย์ ๒. ทุกขินทรีย์
๓. โสมนัสสินทรีย์ ๔. โทมนัสสินทรีย์
๕. อุเปกขินทรีย์
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่อง
สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ประการนี้ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า
‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”