★★★★★ 1 ดาว / 5 · "ปกสวย"
เหมือนซื้อน้ำเปล่าที่บรรจุขวดราคาแพงแล้วมีฉลากที่เขียนว่า "น้ำดื่มเพื่อสุขภาพ"
หนังสือบางเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกฉลาดขึ้น รู้สึกได้ว่ามีเนื้อหาหรือแก่นอะไรบางอย่างที่เอาไปปรับใช้ได้ หนังสือบางเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ และมีหนังสือบางเล่มที่ อ่านแล้วรู้สึกไม่ได้อะไรเลย Let Them คือเล่มนั้น
Mel Robbins ผู้เขียนชีขายไอเดียว่า...จงตั้งใจอ่าน เพราะนี่คือแก่นทั้งเล่ม ถ้าใครจะทำอะไร ก็ปล่อยให้เขาทำ อย่าไปยึด อย่าไปควบคุม ปล่อยวาง...จบ ขอบคุณค่ะ ราคาปกสามร้อยห้าสิบบาท เจ็บใจกว่าคือเสียเวลาอ่านไปเกือบสัปดาห์
"หลักคิดง่ายๆที่คนทั่วไปมีได้ตั้งแต่อายุ 14 ถูกนำมาบรรจุในจำนวน 300 หน้า พร้อม Anecdote เกี่ยวกับลูกสาวในวิทยาลัย อีกสามพันสองร้อยรอบ"
แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าหนังสือบอกแค่นั้น เพราะถ้าบอกแค่นั้น มันจะจบใน 4 หน้า ดังนั้นแล้วผู้เขียนเลยตัดสินใจบอกสิ่งเดิมซ้ำอีกเพิ่มอีก 296 หน้า โดยสรรหาวิธีที่สร้างสรรค์หลากหลายเล่นแร่แปรธาตุตีความ+ชักแม่น้ำทั้งสิบสอง ปิง วัง ยม น่าน ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องลูกสาวในวิทยาลัย, เล่าเรื่องสามี, นินทาเพื่อนในงานปาร์ตี้, แล้วก็วนกลับมาสรุปว่า "ปล่อยให้เขาเป็นไป" ด้วยฟอนต์ตัวเอนสวยๆ
ทักษะที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่จิตวิทยา ไม่ใช่ปรัชญา แต่คือการยืดดดด เหมือนนักเรียนได้รับโจทย์จากอาจารย์ว่าให้ส่งรายงานจำนวน 300 หน้า
สรุปเนื้อหาทั้งเล่ม
คนอื่นทำอะไรก็ช่างมัน · อย่าไปควบคุม · มีสติ · ปล่อยวาง
— ข้อความนี้เป็น 97% ของเนื้อหาทั้งหมด อีก 3% คือชื่อบท
ถ้าแค่นี้ ฉันก็บอกได้ "ช่างแม่สิ"
ที่น่าเศร้าคือไม่ใช่ว่าผู้เขียนพูดผิดนะ นางพูดถูก ปล่อยวางเป็นเรื่องดี ไม่ยึดติดกับการกระทำของคนอื่นเป็นเรื่องดี ศาสนาพุทธก็สอนแบบนั้น เวลาไปทำบุญ ฟังพระเทศ คนไทยเราเรียนเรื่องนั้นมาตั้งแต่ยังไม่ห้าขวบ แต่แค่นี้มันไม่มีค่าพอจะเขียนเป็นหนังสือหรอกนะเว้ย เหมือนกับที่เรารู้ว่า "ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วสุขภาพจะดี" มันเป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง แต่ไม่มีใครควรจ่ายเงินสามร้อยห้าสิบบาทเพื่ออ่านมัน และด้วยจำนวน 300 หน้านั้นแล้วววว บอกเลยว่า...
และถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะหวังดี แต่เอาเข้าจริง มันดูมักง่ายไปหน่อยนะ
สิ่งที่หนังสือแนว Self Help ประเภทนี้ทำได้ดีจริงๆ คือการขาย ไม่ใช่การสอน ปกสวย ชื่อสั้น จำง่าย ขายดี เหมาะกับการถ่ายรูปลง Instagram TikTok สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่อยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังพัฒนาตัวเองพร้อมกับบอกให้โลกรู้ว่า ฉันอ่านหนังสือที่กำลังมีกระแสและขายดี
หรือว่าหนังสือเล่มนี้จุดประสงค์อาจจะไม่ใช่การขายหนังสือหรือแนวคิดด้วยซ้ำ แต่การขายความรู้สึกว่า "ฉันกำลังพัฒนาตัวเองอยู่นะ" ซึ่งถ้ามองในแง่นั้น ก็ประสบความสำเร็จจากยอดขายและจำนวนภาษาที่แปลทั่วโลก
"หนังสือที่ไม่แยกแยะว่าคุณกำลังปล่อยวาง หรือกำลังหนีจากความรับผิดชอบ ก็ไม่ต่างอะไรกับหมอที่สั่งยาเดิม ให้ทุกคนโดยไม่ตรวจโรค"
แต่ปัญหาที่หนักกว่าความน่าเบื่อของหนังสือคือ สารของมันอันตรายในมือคนผิดคน ผู้เขียนแทบจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วกล่าวว่าผู้อ่านทุกคนคือคนที่ Over Control ชีวิตคนอื่นมากเกินไป ยึดติด หึงหวง คาดหวัง — และถ้าคุณเป็นคนนั้นจริงๆ หนังสือเล่มนี้อาจมีประโยชน์บ้าง จริงๆมันแทบไม่ต่างจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เราเรียนมาตั้งแต่มัธยมเลยด้วยซ้ำ แต่อย่าลืมว่าคนที่หยิบหนังสือ Self help ขึ้นมาอ่านไม่ได้มีแค่ประเภทเดียว
มีคนอีกหลายกลุ่มที่ต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ควรพูด คนที่กลืนความเจ็บปวดเพราะกลัวความขัดแย้ง คนที่ต้องทนอยู่ในสังคม Toxic ในชีวิตประจำวัน สังคมไทยหลายบริบทอยู่ในภาวะจำยอมโดยปลอบใจตัวเองว่า "ฉันต้องปล่อยวาง" สำหรับคนเหล่านี้ Let Them ไม่ใช่การรักษา มันคือการยืนยันว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ถูกต้องแล้ว ซึ่งไม่ใช่เว่ย เราไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ!!
และนั่นคือสิ่งที่หนังสือไม่เคยพูดถึงเลยแม้แต่หน้าเดียว ว่ามันมีความต่างระหว่าง "ปล่อยให้คนอื่นเป็นในแบบของเขา" กับ "ปล่อยให้ตัวเองถูกกระทำ" ระหว่าง "ไม่คาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยน" กับ "ไม่กล้าบอกว่าตัวเองเจ็บปวด" หนังสือพูดถึงการปล่อยวางในแบบที่ฟังดูสวยงามและสงบเสงี่ยม โลกสวย แต่ไม่มีหน้าไหนเลยที่บอกว่า บางครั้งการปล่อยวางที่ถูกต้องคือการปล่อยความสัมพันธ์นั้นทิ้งไป ไม่ใช่ทนอยู่กับมันต่อไปอย่างสงบ ช่างไร้สาระสิ้นดี
หนังสือที่ดีควรรู้ว่าตัวเองกำลังพูดกับใคร และต้องกล้าบอกผู้อ่านว่า "ถ้าคุณเป็นแบบนี้ คำแนะนำนี้ไม่ใช่สำหรับคุณ" แต่ Let Them ไม่ทำอย่างนั้นเลย เพราะถ้าทำ มันจะขายได้น้อยลง และท้ายที่สุด นั่นแหละคือความจริงที่หนังสือซ่อนไว้ใต้คำว่า "ปล่อยวาง"
สุดท้าย
ถ้าคุณเคยได้ยินคนพูดว่า "ใครจะทำอะไรก็ปล่อยเข้าไปเถอะ" แล้วรู้สึกว่ามันฟังดูมีเหตุผล นั่นแหละคือเนื้อหาและแก่นสารของหนังสือเล่มนี้ โดยไม่ต้องเสียทั้งเวลาและเงิน ขอให้โชคดีกับการอ่านเล่มต่อไป
วิจารณ์หนังสือ The Let Them Theory ทฤษฎีปล่อยเขา