การสร้างละครโทรทัศน์ในยุคทีวีอนาลอก ขาวดำ 525 เส้น แตกต่างกับการสร้างละครโทรทัศน์ในยุคทีวีสี ทีวีดิจิตอล ซึ่งเกิดมาภายหลัง ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ข้อจำกัดทางด้านเวลา ข้อจำกัดของเงินทุน ทำให้กระบวนการสร้างละครโทรทัศน์ในยุคทีวีขาวดำนั้นค่อนข้างยาก ในกระทู้นี้จะนำส่วนหนึ่งของการสร้างละครโทรทัศน์ในยุคทีวีขาวดำ ในยุคสมัยที่หลายคนที่มาอ่านยังไม่เกิด หรือเกิดแล้วแต่ยังเด็กอยู่ มาให้ชมกัน
ละครเรื่องนี้ชื่อ "เมืองปืน" จัดโดย "คณะสุภาพบุรุษ" อันเป็นชื่อคณะผู้จัดละครของไทยทีวีช่อง ๔ บางขุนพรหม ซึ่งชื่อที่ตั้งก็บอกชัดเจนว่าเป็นของฝ่ายชาย ดำเนินการคณะโดย "อาจินต์ ปัญจพรรค์" ศิลปินแห่งชาติในกาลต่อมา ส่วนฝ่ายหญิงนั้นมี "คณะสุภาพสตรี" ซึ่งดำเนินการโดย "อารีย์ นักดนตรี" นางเอกประจำสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔
ปรีชา พิบูลย์เวช สมจินต์ ธรรมทัต สะอาด เปี่ยมพงษ์ศานต์ อาจินต์ ปัญจพรรค์ (ทีมงานคณะสุภาพบุรุษ)
อารีย์ นักดนตรี หัวหน้าคณะสุภาพสตรี
ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นคณะสุภาพบุรุษ ดังนั้นละครที่นำเสนอจึงออกแนวสุภาพบุรุษ นั่นคือบู๊ ดุเดือด แนวที่ชายชาตรีในยุค 50's - 60's นิยมชมชอบกัน การจัดละครสักเรื่องก็ย่อมจะต้องมีเงินทุน และสำหรับคณะสุภาพบุรุษนี้มีนายทุนคนสำคัญ ที่ผูกขาดการอุปถัมภ์รายการไว้เลย นั่นคือบริษัทสหพัฒนพิบูลย์ โดย ดร. เทียม โชควัฒนา เป็นผู้บริหาร คนในวงการนิยมเรียกท่านว่า นายห้างเทียม คุณอาจินต์เล่าไว้ในหนังสืออัตตชีวประวัติส่วนตัวว่า


ในอัตตชีวประวัตินั้นเล่าว่าเริ่มต้นได้ค่าสปอนเซอร์จากนายห้างเทียมตอนละ ๑๒,๐๐๐ บาท แต่ภายหลังก็เพิ่มเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทตามเอกสารสัญญาที่นำมาให้ชม ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า เิงนจำนวนเท่านี้ในพุทธศักราช ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ จะคิดเป็นจำนวนเท่าไรในพุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีที่สร้างกระทู้นี้ ก็อาจจะคำนวณได้คร่าวๆว่าในพุทธศักราช ๒๕๑๐ หากท่านเรียนจบปริญญาตรีและเข้ารับราชการก็จะได้เงินเดือนในอัตราประมาณ ๘๐๐ บาทต่อเดือน สำหรับในปัจจุบันเริ่มต้นที่ ๑๘,๕๐๐ บาท ต่างกันประมาณ ๒๐ กว่าเท่า ดังนั้นก็เอา ๒๐ คูณตัวเลขค่าสปอนเซอร์เข้าไป (ทองคำในตอนนั้นราคาบาทละ ๔๐๐ บาท) ได้ค่าสปอนเซอร์มาขนาดนี้ แล้วค่าตัวค่าจ้างนักแสดงและทีมงานจะเป็นเท่าไร คุณอาจินต์ก็เล่าไว้อีกเช่นกัน

เช่นเคย อัตราค่าจ้างนี้ก็เอา ๒๐ คูณเข้าไปก็จะเห็นภาพรายได้ของคนในวงการทีวีสมัยนั้น สำหรับละครที่กล่าวถึงในตอนนี้มีฉากที่ต้องแสดงกันบนรถไฟ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปแสดงกันบนรถไฟ เพราะการแสดงละครทีวียุคขาวดำนั้น เป็นการแสดงสด เล่นเดี๋ยวนั้นออกอากาศเดี๋ยวนั้น ไม่มีคัท ไม่มีหยุดพัก ไม่มีแก้ใหม่ ไม่มีเอาใหม่ เมื่อผู้กำกับการแสดงให้สัญญานว่า "ออกอากาศ" นั่นหมายถึง The Show Must Go On การแสดงจะต้องดำเนินไปจนจบฉากนั้นๆ หรือตอนนั้นๆ มันคล้ายละครเวที แต่ก็มีส่วนต่างสำคัญที่เป็นการแสดงครั้งเดียว ต่างกับละครเวทีที่จะแสดงหลายครั้งหลายรอบ มีการซ้อมหลายครั้งก่อนแสดงจริง แต่ในเทคนิคทางโทรทัศน์สมัยนั้นทำไม่ได้ การซ้อมอาจจะมีเพียงครั้งหรือสองครั้งในตอนเย็น และแสดงสดเลยในตอนดึกๆที่ออกอากาศ มันจึงมีปัญหาแตกต่างมากมาย
เมื่อจะต้องสร้างฉากรถไฟ ฝ่ายฉากของทีวีก็ปวดหัว เพราะอุปกรณ์ที่จะใช้ในฉากหาไม่ได้ทั่วไป จึงต้องกราบขอความร่วมมือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยทีมนายช่างจากโรงงานมักกะสัน อภิมหาอมตะช่างรถไฟไทย ให้มาช่วยดำเนินการให้
ใครจะสร้างรถไฟได้ดีเท่านายช่างจากการรถไฟ ที่สร้างและซ่อมรถไฟอยู่ทุกวัน เมื่อนายช่างมาถึงสถานี ก็เข้าดำเนินการใน "ห้องส่ง"
อะไรคือ "ห้องส่ง" ?????
เมื่อแรกเริ่มกิจการโทรทัศน์ ศัพท์ที่ใช้ในกิจการก็มาจากฝรั่ง สถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีจากบริษัท RCA (Radio Corporation of America) ของอเมริกา ศัพท์แสงอะไรต่อมิอะไรก็เป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน และเรียกห้องสำหรับทำการเล่นละครหรือกิจกรรมที่ต้องออกอากาศว่า Studio ซึ่งในยุคแรกนั้นห้องที่ว่านี้เมื่อทำการ ก็จะมีการส่งสัญญานภาพไปออกอากาศไปยังเครื่องรับของผู้ชม Studio จึงถูกแปลว่า "ห้องส่งออกอากาศ" หรือ "ห้องส่งรายการโทรทัศน์" และกร่อนลงเหลือคำเพียง "ห้องส่ง" ซึ่งในปัจจุบันนี้ คำนี้ยังถูกใช้อยู่ที่สถานีโทรทัศน์ อ.ส.ม.ท ซึ่งสืบทอดไปจากสถานีไทยโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม
ส่วนคำว่า "ออกอากาศ" แปลตรงตัวมาจากภาษาอังกฤษว่า "ON AIR"
กำธร สุวรรณปิยะศิริ และ สะอาด เปี่ยมพงษ์ศานต์ ในภาพจะเห็นไมโครโฟนที่เรียกว่า บูม และคนบอกบทที่นั่งคุกเข่าหันหลังให้กล้อง ฉากนี้เป็นฉากเก้าอี้นั่งรอรถไฟ แต่มองไปทางซ้ายจะเห็นฉากอื่นที่สร้างอยู่ติดๆกัน กล้องจะจับภาพเฉพาะมุมแคบๆตรงที่นักแสดงนั่งคุยกัน สมมุติว่าเป็นชานชาลาสถานี
ฉากบนรถไฟที่สร้างเพียงซีกเดียว จากซ้าย สะอาด เปี่ยมพงษ์ศานต์ - สมพงษ์ สมใจเจริญ (ตำแหน่งจริงในสถานีคือฝ่ายศิลปกรรม - ฉาก ท่านจบมาจากศิลปากร) - นฤพนธ์ ดุริยพันธ์ และตัวประกอบที่ผู้เขียนไม่ทราบชื่อ
รอง เค้ามูลคดี (ใช้นิ้วชี้แก้มตัวเอง) - สะอาด เปี่ยมพงษ์ศานต์ (เสื้อขาวถือของในมือ - ตัวประกอบที่เหลือ ยังค้นชื่อไม่พบ)
ท้วม ทรนง (ชูชีพ ช่ำชองยุทธ) ใส่ชุดพนักงานรถไฟ (ก้มหน้ามองดูมือ)
การสร้างละครแบบแสดงสดในยุคทีวีขาวดำอนาลอกสักเรื่อง ไม่ใช่ของง่ายๆ ขีดจำกัดมีมาก มีเรื่องหนึ่งที่จะต้องกล่าวไว้คือเรื่อง "การบอกบท" มีเสียงล้อเลียนมากมายว่าช่อง ๔ เล่นละครแบบบอกบท แต่น้อยคนนักที่จะรู้ความจริงว่ามันเกิดมาจากอะไร จึงขอเล่าบางส่วนไว้ก่อนที่มันจะสูญหายไป
ละครโทรทัศน์ยุคแรก พัฒนามาจากละครเวที ในยุคแรกจริงๆนั้น ละครแต่ละเรื่องจะออกอากาศเดือนละหนึ่งตอนเท่านั้น ซึ่งในหนึ่งเดือนนั้น นักแสดงจะมีเวลาซ้อมบท ท่องบท เป็นเวลานาน และสถานีโทรทัศน์เองก็จะมีละครเพียงวันละหนึ่งเรื่องเท่านั้นและไม่ได้มีละครทุกวันด้วย เพราะ "ห้องส่ง" มีเพียงสองห้อง ห้องใหญ่และห้องเล็ก ต้องมีการรื้อฉากเก่าสร้างฉากใหม่กันทุกวัน ไม่มีการถ่ายทำนอกสถานที่ ทุกอย่างต้องเนรมิตขึ้นภายใน "ห้องส่ง" เท่านั้น
แต่เมื่อความต้องการของผู้ชมมีมาก เวลาออกอากาศเพิ่ม ละครก็เปลี่ยนมาแสดงกันทุกวัน เพื่อให้ทันใจผู้ชม ทีนี้ใครจะไปท่องบทกันไหว ดาราแต่ละท่านอาจจะต้องเล่นละครหลายเรื่อง บางทีวันหนึ่งมากกว่าหนึ่งเรื่อง ได้แต่อ่านบทผ่านตา และดาราอาวุโสอายุมาก ทำอย่างไรก็จะจำบทยาวๆทั้งตอนไม่ได้ ก็ต้องแก้ไขกันด้วยการบอกบท

แต่ ในยุคแรกและถัดมา ระบบไมโครโฟนนั้นยังล้าสมัย ในภาพท่านจะเห็นไมโครโฟนมีด้ามยาวบนรถเข็น หันไปรับเสียงนักแสดงเพียงสองคน เชื่อหรือไม่ว่ามันจะไม่ได้รับเสียงคนบอกบทที่นั่งคุกเข่าอยู่นั่นเลย (คนบอกบทอยู่ซ้ายมือของภาพ ใต้กล้องโทรทัศน์ มีคนยืนถือถาดบังอยู่ มองเห็นแต่นิ้วและบทละครที่ถืออยู่ ) ความไวของไมโครโฟนยุคนั้นอ่อนมาก ปัญหาเสียงบอกบทเล็ดรอดออกมาจึงแทบไม่มี นักแสดงจะต้องพูดเสียงดังด้วย เพื่อให้ไมโครโฟนรับเสียงได้ชัดเจน แต่ด้วยแทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ไมโครโฟนเล็กลง มีได้หลายตัว ซ่อนไว้ตามฉากที่แสดง แต่เทคโนโลยีการออกอากาศ ยังสด เล่นเดี๋ยวนั้นออกเดี๋ยวนั้น จะถ่ายทำแบบใช้วีดิโอเทปซึ่งสามารถถ่ายทีละคัท ทีละช่วงหาได้ไม่ นักแสดงไม่อาจจะท่องบททีละสองสามประโยค ถ่ายแล้วท่องต่อ ทำไม่ได้ ก็ต้องบอกบทต่อไป และเสียงการบอกบทก็เล็ดรอดเข้าไมโครโฟนที่ดีขึ้น สร้างความรบกวนให้ผู้ชม
จวบจนวีดิโอเทปก้าวหน้า สถานีโทรทัศน์มีใช้ การถ่ายทำล่วงหน้าเกิดขึ้น ถ่ายทีละคัททีละตอนได้ การบอกบท เสียงการบอกบท ก็หายไป ทิ้งไว้แต่ตำนานให้สงสัยว่ายุคนั้นมันเกิดอะไรขึ้น
(วีดีโอเทปนั้น มีใช้ตั้งแต่เริ่มตั้งสถานี แต่เป็นวีดีโอเทปรุ่นโบราณขนาด 2 นิ้ว เหมาะกับการเล่นม้วนเทปที่บันทึกมาแล้วเรียบร้อย ไม่เหมาะในการถ่ายทำละครเพื่อนำมาตัดต่อให้เป็นเรื่องเป็นราว สถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ จะใช้วีดีโอเทปนี้บันทึกการแสดงละครสดๆ เพื่อนำไปออกอากาศยังสถานีของกรมประชาสัมพันธ์ที่จังหวัดอื่น เช่น ขอนแก่น บันทึกเพียงบางเรื่องเท่านั้น และต้องบันทึกตั้งแต่เริ่มไปจนจบ อาจจะเว้นเพียงช่วงโฆษณา โดยไม่มีการตัดต่อใดๆ ส่งไปออกอากาศทั้งม้วน)
วิดีโอเทปขนาด 2 นิ้ว ของ RCA คล้ายกับแบบที่ใช้ในสถานีโทรทัศน์ยุคนั้น ดูขนาดเส้นเทปที่ใหญ่มหึมา
ภาพที่นำมาเสนอนี้ มาจากอัลบัมส่วนตัวของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ อดีตคนในวงการโทรทัศน์ยุคบุกเบิก ผู้ยืนอยู่ในห้องส่งในวันแรกที่เมืองไทยส่งสัญญานโทรทัศน์ บุคคลส่วนใหญ่ในภาพนั้นจากเราไปแล้ว แต่มีผู้อาวุโสหลายท่านยังคงอยู่ เช่น อารอง เค้ามูลคดี อานฤพนธ์ ดุริยพันธ์ ผู้เขียนก็ขอคารวะท่านทั้งหลายไว้ในโอกาสนี้
ใครเกิดทัน ... ยกตู้รถไฟมาใส่ทีวี
ละครเรื่องนี้ชื่อ "เมืองปืน" จัดโดย "คณะสุภาพบุรุษ" อันเป็นชื่อคณะผู้จัดละครของไทยทีวีช่อง ๔ บางขุนพรหม ซึ่งชื่อที่ตั้งก็บอกชัดเจนว่าเป็นของฝ่ายชาย ดำเนินการคณะโดย "อาจินต์ ปัญจพรรค์" ศิลปินแห่งชาติในกาลต่อมา ส่วนฝ่ายหญิงนั้นมี "คณะสุภาพสตรี" ซึ่งดำเนินการโดย "อารีย์ นักดนตรี" นางเอกประจำสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔
ใครจะสร้างรถไฟได้ดีเท่านายช่างจากการรถไฟ ที่สร้างและซ่อมรถไฟอยู่ทุกวัน เมื่อนายช่างมาถึงสถานี ก็เข้าดำเนินการใน "ห้องส่ง"
อะไรคือ "ห้องส่ง" ?????
เมื่อแรกเริ่มกิจการโทรทัศน์ ศัพท์ที่ใช้ในกิจการก็มาจากฝรั่ง สถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีจากบริษัท RCA (Radio Corporation of America) ของอเมริกา ศัพท์แสงอะไรต่อมิอะไรก็เป็นภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน และเรียกห้องสำหรับทำการเล่นละครหรือกิจกรรมที่ต้องออกอากาศว่า Studio ซึ่งในยุคแรกนั้นห้องที่ว่านี้เมื่อทำการ ก็จะมีการส่งสัญญานภาพไปออกอากาศไปยังเครื่องรับของผู้ชม Studio จึงถูกแปลว่า "ห้องส่งออกอากาศ" หรือ "ห้องส่งรายการโทรทัศน์" และกร่อนลงเหลือคำเพียง "ห้องส่ง" ซึ่งในปัจจุบันนี้ คำนี้ยังถูกใช้อยู่ที่สถานีโทรทัศน์ อ.ส.ม.ท ซึ่งสืบทอดไปจากสถานีไทยโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม
ส่วนคำว่า "ออกอากาศ" แปลตรงตัวมาจากภาษาอังกฤษว่า "ON AIR"
ด้วยความแข็งขันของนายช่างจากการรถไฟ ไม่นานตู้โดยสารรถไฟพร้อมเก้าอี้นั่ง โดยมีผนังด้านหนึ่งเหมือนตู้รถไฟจริง แต่อีกด้านเปิดโล่งให้กล้องถ่ายโทรทัศน์ทำงานได้สะดวกก็สำเร็จ การสร้างฉากตู้รถไฟนี้ ทำก่อนการออกอากาศในวันนั้น และจะถูกรื้อถอนเมื่อเสร็จเพื่อใช้ห้องส่งในการออกอากาศรายการอื่นๆต่อไป ฉากที่เพียรพยายามช่วยกันสร้าง มันจะมีอายุอยู่เพียงไม่นาน สมกับที่เรียกกิจการนี้ว่า โลกมายา
หลังจากฉากสร้างเสร็จ ทีมงานก็จะเข้ามาจัดการเรื่องไฟ และมีการซ้อมบท ซ้อมมุมกล้อง ซ้อมระบบเสียง ทุกอย่างจะต้องพร้อม โดยมีเข็มนาฬิกาเป็นตัวบังคับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้เวลา The Show Must Go On
การสร้างละครแบบแสดงสดในยุคทีวีขาวดำอนาลอกสักเรื่อง ไม่ใช่ของง่ายๆ ขีดจำกัดมีมาก มีเรื่องหนึ่งที่จะต้องกล่าวไว้คือเรื่อง "การบอกบท" มีเสียงล้อเลียนมากมายว่าช่อง ๔ เล่นละครแบบบอกบท แต่น้อยคนนักที่จะรู้ความจริงว่ามันเกิดมาจากอะไร จึงขอเล่าบางส่วนไว้ก่อนที่มันจะสูญหายไป
ละครโทรทัศน์ยุคแรก พัฒนามาจากละครเวที ในยุคแรกจริงๆนั้น ละครแต่ละเรื่องจะออกอากาศเดือนละหนึ่งตอนเท่านั้น ซึ่งในหนึ่งเดือนนั้น นักแสดงจะมีเวลาซ้อมบท ท่องบท เป็นเวลานาน และสถานีโทรทัศน์เองก็จะมีละครเพียงวันละหนึ่งเรื่องเท่านั้นและไม่ได้มีละครทุกวันด้วย เพราะ "ห้องส่ง" มีเพียงสองห้อง ห้องใหญ่และห้องเล็ก ต้องมีการรื้อฉากเก่าสร้างฉากใหม่กันทุกวัน ไม่มีการถ่ายทำนอกสถานที่ ทุกอย่างต้องเนรมิตขึ้นภายใน "ห้องส่ง" เท่านั้น
แต่เมื่อความต้องการของผู้ชมมีมาก เวลาออกอากาศเพิ่ม ละครก็เปลี่ยนมาแสดงกันทุกวัน เพื่อให้ทันใจผู้ชม ทีนี้ใครจะไปท่องบทกันไหว ดาราแต่ละท่านอาจจะต้องเล่นละครหลายเรื่อง บางทีวันหนึ่งมากกว่าหนึ่งเรื่อง ได้แต่อ่านบทผ่านตา และดาราอาวุโสอายุมาก ทำอย่างไรก็จะจำบทยาวๆทั้งตอนไม่ได้ ก็ต้องแก้ไขกันด้วยการบอกบท
แต่ ในยุคแรกและถัดมา ระบบไมโครโฟนนั้นยังล้าสมัย ในภาพท่านจะเห็นไมโครโฟนมีด้ามยาวบนรถเข็น หันไปรับเสียงนักแสดงเพียงสองคน เชื่อหรือไม่ว่ามันจะไม่ได้รับเสียงคนบอกบทที่นั่งคุกเข่าอยู่นั่นเลย (คนบอกบทอยู่ซ้ายมือของภาพ ใต้กล้องโทรทัศน์ มีคนยืนถือถาดบังอยู่ มองเห็นแต่นิ้วและบทละครที่ถืออยู่ ) ความไวของไมโครโฟนยุคนั้นอ่อนมาก ปัญหาเสียงบอกบทเล็ดรอดออกมาจึงแทบไม่มี นักแสดงจะต้องพูดเสียงดังด้วย เพื่อให้ไมโครโฟนรับเสียงได้ชัดเจน แต่ด้วยแทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ไมโครโฟนเล็กลง มีได้หลายตัว ซ่อนไว้ตามฉากที่แสดง แต่เทคโนโลยีการออกอากาศ ยังสด เล่นเดี๋ยวนั้นออกเดี๋ยวนั้น จะถ่ายทำแบบใช้วีดิโอเทปซึ่งสามารถถ่ายทีละคัท ทีละช่วงหาได้ไม่ นักแสดงไม่อาจจะท่องบททีละสองสามประโยค ถ่ายแล้วท่องต่อ ทำไม่ได้ ก็ต้องบอกบทต่อไป และเสียงการบอกบทก็เล็ดรอดเข้าไมโครโฟนที่ดีขึ้น สร้างความรบกวนให้ผู้ชม
จวบจนวีดิโอเทปก้าวหน้า สถานีโทรทัศน์มีใช้ การถ่ายทำล่วงหน้าเกิดขึ้น ถ่ายทีละคัททีละตอนได้ การบอกบท เสียงการบอกบท ก็หายไป ทิ้งไว้แต่ตำนานให้สงสัยว่ายุคนั้นมันเกิดอะไรขึ้น
(วีดีโอเทปนั้น มีใช้ตั้งแต่เริ่มตั้งสถานี แต่เป็นวีดีโอเทปรุ่นโบราณขนาด 2 นิ้ว เหมาะกับการเล่นม้วนเทปที่บันทึกมาแล้วเรียบร้อย ไม่เหมาะในการถ่ายทำละครเพื่อนำมาตัดต่อให้เป็นเรื่องเป็นราว สถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ จะใช้วีดีโอเทปนี้บันทึกการแสดงละครสดๆ เพื่อนำไปออกอากาศยังสถานีของกรมประชาสัมพันธ์ที่จังหวัดอื่น เช่น ขอนแก่น บันทึกเพียงบางเรื่องเท่านั้น และต้องบันทึกตั้งแต่เริ่มไปจนจบ อาจจะเว้นเพียงช่วงโฆษณา โดยไม่มีการตัดต่อใดๆ ส่งไปออกอากาศทั้งม้วน)
ภาพที่นำมาเสนอนี้ มาจากอัลบัมส่วนตัวของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ อดีตคนในวงการโทรทัศน์ยุคบุกเบิก ผู้ยืนอยู่ในห้องส่งในวันแรกที่เมืองไทยส่งสัญญานโทรทัศน์ บุคคลส่วนใหญ่ในภาพนั้นจากเราไปแล้ว แต่มีผู้อาวุโสหลายท่านยังคงอยู่ เช่น อารอง เค้ามูลคดี อานฤพนธ์ ดุริยพันธ์ ผู้เขียนก็ขอคารวะท่านทั้งหลายไว้ในโอกาสนี้