เข้าเรื่องเลยแล้วกันครับ ผมคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งในที่ทำงาน ขอเรียกเขาว่าน้องนะครับ ผมกับน้องรู้จักกันมาไม่กี่เดือน ช่วงแรกน้องก็เข้ามาแซวเข้ามาหยอกอยู่บ่อยจนนานไปเราเริ่มจะสนิทกัน มีโอกาสได้ไปกินข้าวด้วยกันสองต่อสองค่อนข้างบ่อย บทสนทนาที่คุยกันก็ดูจะต่างฝ่ายต่างสบายใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน พอกลับมาก็แยกย้ายกันเข้าห้อง เราพักอยู่ที่เดียวกัน โดยน้องเขาอยู่ห้องข้างๆผม
ต่อมาวันหนึ่งช่วงเย็นผมเห็นน้องออกไปกินข้าวกับหัวหน้าของน้อง ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะหัวหน้าก็อายุเกือบๆ 50 แล้ว ส่วนน้องอายุแค่ 20กว่าๆ อีกอย่างหัวหน้าของน้องก็มีครอบครัวแล้ว ผมก็คิดว่าคงแค่ไปกินเล่นเป็นปกติธรรมดา พอทั้งสองกลับดึกช่วงดึกผมก็ได้ยินน้องกลับเข้ามาที่ห้องของน้อง คิดว่าวันนี้คงไม่มีอะไรแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นผมได้ยินเสียงเปิดประตูห้องของน้อง ผมเลยไปส่องมองที่ช่องมองที่ประตู ภาพที่เห็นคือเห็นน้องออกจากห้องแล้วเดินตรงเข้าไปในห้องของหัวหน้าของน้อง ยอมรับตามตรงว่าตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโรคจิตที่แอบตามมองน้อง และในขณะเดียวกันด้วยความร้อนรนใจอยากรู้ว่าเข้าไปทำอะไรกัน ผมเดินย่องตรงไปยังห้องหัวหน้าของน้องแล้วแนบหูที่ผนังห้อง และแล้วสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นจริงก็กลับเป็นเรื่องจริง เสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงของน้องคุยกันสองต่อสองในห้อง ผมแอบฟังอยู่นานและมีประโยคหนึ่งดังทะลุกำแพงห้องเข้ามาในหูของผมว่า “หัวหน้า : ของพี่ใหญ่ไหม
น้องตอบว่า : ก็ใหญ่กว่าทุกคนที่เคยนอนด้วยกันมา”
ประโยคนี้ทำเอาผมเหงื่อแตก มือเย็น ขาอ่อน ผมเลยไม่สงสัยอีกต่อไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้น
ผมเดินกลับมาที่ห้องนอนคิดทบทวนกับตัวเองว่าควรไปต่อหรือควรพอแค่นี้ เพราะที่จริงผมกับน้องก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ก็ไม่ผิดที่น้องจะทำอะไรก็ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็มองว่าทำไมน้องกล้าทำแบบนั้นทั้งที่หัวหน้าก็มีครอบครัวแล้ว ขืนคุยกันต่อผมคงไม่สบายใจ อยู่แบบระแวงแน่นอน ตอนนี้จัดการกับความรู้สึกตัวเองยากมาก ใจอยากถอยไม่อยากไปต่อแล้ว แต่อีกใจก็รู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้น้อง
ใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหมครับ อยากจะรู้ว่าควรค่อยๆถอยออกมา หรือไหนๆก็ไหนๆแล้วเขาทำแบบนี้ เราก็ไม่คิดจะเอาน้องมาเป็นคู่ชีวิต ควรรออีกนิดจนได้นอนกับน้องสักครั้งสองครั้งแล้วค่อยถอยออกมา เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว หรือผมควรไปทางไหน เพราะต้องเจอหน้ากันทุกวัน
คนแอบชอบไปมีอะไรกับคนอื่นจัดการความรู้สึกยังไงดี
ต่อมาวันหนึ่งช่วงเย็นผมเห็นน้องออกไปกินข้าวกับหัวหน้าของน้อง ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะหัวหน้าก็อายุเกือบๆ 50 แล้ว ส่วนน้องอายุแค่ 20กว่าๆ อีกอย่างหัวหน้าของน้องก็มีครอบครัวแล้ว ผมก็คิดว่าคงแค่ไปกินเล่นเป็นปกติธรรมดา พอทั้งสองกลับดึกช่วงดึกผมก็ได้ยินน้องกลับเข้ามาที่ห้องของน้อง คิดว่าวันนี้คงไม่มีอะไรแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นผมได้ยินเสียงเปิดประตูห้องของน้อง ผมเลยไปส่องมองที่ช่องมองที่ประตู ภาพที่เห็นคือเห็นน้องออกจากห้องแล้วเดินตรงเข้าไปในห้องของหัวหน้าของน้อง ยอมรับตามตรงว่าตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโรคจิตที่แอบตามมองน้อง และในขณะเดียวกันด้วยความร้อนรนใจอยากรู้ว่าเข้าไปทำอะไรกัน ผมเดินย่องตรงไปยังห้องหัวหน้าของน้องแล้วแนบหูที่ผนังห้อง และแล้วสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นจริงก็กลับเป็นเรื่องจริง เสียงที่ผมได้ยินเป็นเสียงของน้องคุยกันสองต่อสองในห้อง ผมแอบฟังอยู่นานและมีประโยคหนึ่งดังทะลุกำแพงห้องเข้ามาในหูของผมว่า “หัวหน้า : ของพี่ใหญ่ไหม
น้องตอบว่า : ก็ใหญ่กว่าทุกคนที่เคยนอนด้วยกันมา”
ประโยคนี้ทำเอาผมเหงื่อแตก มือเย็น ขาอ่อน ผมเลยไม่สงสัยอีกต่อไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้น
ผมเดินกลับมาที่ห้องนอนคิดทบทวนกับตัวเองว่าควรไปต่อหรือควรพอแค่นี้ เพราะที่จริงผมกับน้องก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ก็ไม่ผิดที่น้องจะทำอะไรก็ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็มองว่าทำไมน้องกล้าทำแบบนั้นทั้งที่หัวหน้าก็มีครอบครัวแล้ว ขืนคุยกันต่อผมคงไม่สบายใจ อยู่แบบระแวงแน่นอน ตอนนี้จัดการกับความรู้สึกตัวเองยากมาก ใจอยากถอยไม่อยากไปต่อแล้ว แต่อีกใจก็รู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้น้อง
ใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหมครับ อยากจะรู้ว่าควรค่อยๆถอยออกมา หรือไหนๆก็ไหนๆแล้วเขาทำแบบนี้ เราก็ไม่คิดจะเอาน้องมาเป็นคู่ชีวิต ควรรออีกนิดจนได้นอนกับน้องสักครั้งสองครั้งแล้วค่อยถอยออกมา เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว หรือผมควรไปทางไหน เพราะต้องเจอหน้ากันทุกวัน