มีเสียงพูดกับพ่อว่า “ลูกจะสละชีวิตเพื่อ…[ชื่อบุคคล]…หรือไม่?” พ่อคิดว่าพ่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ขณะที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้ารูปปั้นพระแม่มารีย์ พ่อไม่เคยได้ยินพระแม่มารีย์ตรัสมาก่อน และสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับพ่อดูเหมือนจะมาพร้อมกับความสันติสุข คำตอบของพ่อคือ “ใช่ครับ” มันเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน จากนั้นพ่อก็ได้ยินเสียงตอบทันทีว่า “ลูกมีเวลาเหลืออีก 2 ปี” ราวกับว่าเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แล้วก็เกิด “ความจริง” ที่ว่า พ่อเหลือเวลาอยู่ได้อีกเพียง 2 ปี… และพ่อก็เชื่อเช่นนั้น
ขอเล่าภูมิหลังสักเล็กน้อย พ่อเป็นพระสงฆ์โรมันคาทอลิกประจำสังฆมณฑลที่ได้รับการบวชมาไม่ถึง 10 ปี พ่อต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามาตลอดชีวิตก่อนที่จะไปที่ศูนย์นักบุญมีคาเอล (Saint Michael Center) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าของพ่อ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโรคซึมเศร้าและเป็นตัวกระตุ้นให้มันรุนแรงขึ้น เรื่องนี้เกี่ยวกับบทบาทของปีศาจที่มีต่อชีวิตและการเป็นพระสงฆ์ของพ่อ พ่อเขียนเรื่องนี้ในฐานะพระสงฆ์เพื่อบรรดาพระสงฆ์ท่านอื่นๆ เรื่องนี้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้พ่อมาที่ศูนย์นักบุญมีคาเอล
ที่น่าแปลก คือ การคิดว่าตัวเองพ่อเองเหลือเวลาอยู่ได้อีกแค่ 2 ปีกลับไม่ทำให้พ่อกลัวหรือผวาเลย บรรยากาศรอบตัวสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต่อมาพ่อจึงเชื่อ และได้รับการบอกเล่าจากพระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจว่า “เสียง” นั้นเป็นฝีมือของพวกปีศาจ การได้ยินเสียงไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับพ่อ พ่อไม่เคยใช้ชีวิตโดยคิดว่า ตัวเองพ่อเองกำลังเห็นนิมิต หรือว่า บรรดาทูตสวรรค์และนักบุญมาประจักษ์และพูดคุยกับพ่อ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ การพึ่งพาตัวเองและการหมกมุ่นอยู่กับตัวเองเป็นเวลาหลายปี อันเนื่องมาจากบาปแห่งความจองหอง ซึ่งส่งผลร้ายแรงออกมาในที่สุด
ความจองหองนี้เกิดจากบาดแผลภายในใจ บาดแผลส่วนตัวที่พ่อเก็บไว้มาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านไปหลาย 10 ปีแล้ว พ่อก็ยังคงทุกข์ทรมานจากความอับอายและความเกลียดชังตัวเองพ่อเองอย่างรุนแรง ซึ่งพ่อพยายามซ่อนมันไว้ พ่อรับมือกับมันด้วยการสร้างภาพลักษณ์ของความมั่นใจและความสามารถ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้พ่อจมลึกลงไปในบาปแห่งความจองหอง จนกระทั่งพ่อเชื่อว่า พ่อได้ยินพระแม่มารีย์ตรัสกับพ่อจริงๆ พวกปีศาจกำลังใช้ผลจากบาปและความจองหองของพ่อมาทำร้ายพ่อ และตอนนี้พ่อจมดิ่งลงไปลึกมากจนมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว
นี่คือ ความจองหองที่พ่อสร้างขึ้นมาเอง ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนในชีวิตที่พ่อคิดว่า ตัวเองพ่อเองถูกปีศาจล่อลวง เหมือนในการ์ตูนที่ปีศาจอยู่บนไหล่ข้างหนึ่งและทูตสวรรค์อยู่บนไหล่อีกข้างหนึ่ง พ่อแค่คิดว่า ตัวเองพ่อเองเป็นโรคซึมเศร้า จัดการกับมันได้ไม่ดี และชีวิตที่พ่อรู้จักก็เป็นผลมาจากสิ่งนั้น ความจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น คือ พวกปีศาจกำลังล่อลวงพ่อให้ดำเนินต่อไปและทำให้ความรู้สึกสิ้นหวัง , ความขุ่นเคือง , ความคับข้องใจ และความแค้นฝังใจนั้นคงอยู่ พวกปีศาจไม่ได้จุดไฟนี้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปตอนนี้ พวกมันทำงานอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า มันจะไม่ออกไปไหน สิ่งที่พ่อคิดว่าปกติกลับเป็นเรื่องของปีศาจ พ่อกลายเป็นคนหยิ่งจองหองมากจนปีศาจสามารถซ่อนความจองหองของพวกมันไว้ภายในตัวพ่อ และในเวลาที่พวกมันเห็นว่า พ่อมีแนวโน้มที่จะล้มลงมากที่สุด พวกมันก็จะใช้บาปของพวกมันและของพ่อมาทำร้ายพ่อ
ขอถวายพระพรแด่พระเมตตาของพระเจ้า เพราะถึงแม้ว่า พวกปีศาจจะเริ่มใช้ความจองหองของพ่อมาทำร้ายพ่อ แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นตามแผนการซ่อนเร้นของพระเจ้าและพระญาณเอื้ออาทรของพระองค์เท่านั้น ในเวลานั้น พ่อไม่ทันได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เลย จนกระทั่งได้รับการเยียวยาและปลดปล่อย ในเวลานั้น พ่อแทบจะตาบอด ตาบอดต่อการกระทำของปีศาจภายในความเกลียดชังและความจองหองของพ่อเอง ตาบอดต่อความจริงที่ว่า ภายในความจองหองที่ฝังรากลึกนี้ พวกปีศาจได้ทำงานเพื่อ “ทำลายฐานะสงฆ์ของพ่อ” ในที่สุด พ่อก็พบตัวเองนั่งอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจ 2 คน ณ ศูนย์นักบุญมีคาเอล โดยมีการประกอบพิธีขับไล่ปีศาจอย่างเคร่งครัด ครั้งแรกเป็นครั้งคราว จากนั้นก็สัปดาห์ละครั้ง และสุดท้ายก็ทุกวัน ชีวิตของพ่อควบคุมไม่ได้ พ่อเหนื่อยล้าอย่างมาก มีพฤติกรรมผิดปกติ ห่างเหินจากความสัมพันธ์มากขึ้นเรื่อยๆ และทุกข์ทรมานจากความโดดเดี่ยวภายในที่ทำให้หน้าที่สงฆ์ประจำวันหนักอึ้งและขุ่นเคือง พระสงฆ์ของพ่อได้ติดต่อศูนย์นักบุญมีคาเอล เนื่องจากท่านและผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลได้พิจารณาแล้วว่า พวกเขาไม่สามารถมอบหมายงานอื่นให้พ่อได้ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ขณะที่พ่อเตรียมตัวจะพูดคุยกับบิชอปเกี่ยวกับอนาคตของพ่อในฐานะหนึ่งในพระสงฆ์ของท่าน พ่อไม่เข้าใจเหตุผลที่บิชอปเลือกที่จะปลดพ่อออกจากตำแหน่ง พ่อเข้าใจว่า ต้องมีเหตุผล แต่เหตุผลนั้นคืออะไร พ่อก็ไม่เข้าใจไม่ว่า จะพยายามแค่ไหนก็ตาม พ่อยังรู้สึกได้ว่า บิชอปคงไม่ทำเช่นนั้นหากท่านไม่รู้บางอย่างที่พ่อไม่รู้ แต่พ่อก็คิดไม่ออก นี่ทำให้พ่อรู้สึกไม่สบายใจ พ่อจึงสรุปว่า เนื่องจากพ่อไม่สามารถระบุได้ว่า พ่อทำอะไรผิดที่นำไปสู่สถานการณ์เช่นนี้ วิธีเดียวที่พ่อจะทำให้บิชอปมั่นใจได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นอีก คือ การไม่รับใช้ในฐานะพระสงฆ์อีกต่อไป หากบิชอปเห็นว่า นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
หลังจากที่พ่ออยู่ที่ศูนย์นักบุญมีคาเอลและได้รับการสวดภาวนาพร้อมพิธีขับไล่ปีศาจแล้ว พ่อจึงได้รับแจ้งว่า การที่พ่อไม่สามารถรับรู้ถึงผลกระทบที่พ่อมีต่อผู้อื่น การที่พ่อพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง (และไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร) นั้น แท้จริงแล้วเป็นรูปแบบการแสดงออกที่ละเอียดอ่อนมากของการถูกปีศาจเข้าสิง มันไม่ใช่การแสดงออกที่ “ธรรมดา” หรือฉูดฉาด แต่เป็นสัญญาณที่แท้จริงของการปรากฏตัวของปีศาจ ปีศาจได้ใช้ภาวะซึมเศร้า , วิธีคิด และวิธีที่พ่อปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมาทำร้ายพ่อ ปีศาจพยายามทำลายความเป็นพระสงฆ์ของพ่อ เริ่มจากภาวะซึมเศร้า และตอนนี้โดยการทำให้พ่อเชื่อว่า พ่อควรเลิกเป็นพระสงฆ์ เพราะพ่อไม่สามารถรับรู้ได้ว่า พ่อส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร
ประมาณ 2 เดือนหลังจากที่พ่อมาถึง การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น ขณะที่พระสงฆ์ 2 ท่านเริ่มพิธีขับไล่ปีศาจ พ่อรู้สึกว่า ตัวเองค่อยๆ ถอยไปอยู่ “เบื้องหลัง” แล้วก็มีบางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้า ดวงตาของพ่อปิดลง (และพ่อรู้สึกว่า ไม่สามารถลืมตาได้) ปากของพ่อเปิดออกและลิ้นของพ่อก็แลบออกมาและเริ่มขยับไปมาบนใบหน้าของพ่อ และไม่ใช่พ่อที่เป็นคนขยับมัน ก่อนหน้านี้พ่อแค่รู้สึกเหนื่อยล้าทุกครั้งที่ทำพิธี แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างอื่นในระหว่างการพบกับพระสงฆ์ ครั้งนี้แตกต่างออกไป ปีศาจตนนี้ถูกเปิดเผยออกมาในที่สุดและไม่สามารถซ่อนตัวได้อีกต่อไป การกระทำของปีศาจถูกเปิดโปงออกมาแล้ว
ในระหว่างช่วงเวลาต่อมาและระหว่างนั้น พ่อได้เผชิญกับแรงกระตุ้นและความรู้สึกเกลียดชังอย่างรุนแรงต่อตำแหน่งพระสงฆ์ , สังฆมณฑล และบิชอปของพ่ออย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างอยู่ ก่อนหน้านี้พ่อเต็มไปด้วยความเกลียดชังตัวเอง , ความรังเกียจตัวเอง และความเกลียดชังต่อความเสียหายที่พ่อรับรู้ว่า เกิดขึ้นกับพ่อ ตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นยังคงอยู่ และทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ก็มีความชัดเจนอย่างหนึ่ง นั่นคือ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของพ่อ พวกมันคือปีศาจ ปีศาจเกลียดชังตำแหน่งพระสงฆ์ ปีศาจเกลียดชังสังฆมณฑลของพ่อ ปีศาจเกลียดชังบิชอปของพ่อ มีความหนักอึ้งชนิดใหม่ที่ดูเหมือนจะถาโถมเข้ามาในความคิดของพ่ออย่างต่อเนื่อง ด้วยความคิดเช่น “บิชอปของแกไม่สนใจแกหรอก มันไม่เคยมาถามไถ่แกเลย ทำไมแกไม่ลองเปลี่ยนไปอยู่สังฆมณฑลอื่นดูล่ะ แกก็รู้จักพระสงฆ์จาก…[ชื่อสังฆมณฑลอื่น]…พวกมันบอกแล้วว่า บิชอปของพวกมันจะรับแก แกคิดจริงๆ หรือว่าแกจะสามารถกลับไปเป็นพระสงฆ์ได้อีกครั้งที่บ้านเกิด? แกเหลือเพื่อนพระสงฆ์อยู่กี่คนกัน? แกไม่เคยมีพันธกิจไหนที่ราบรื่นเลย” ความคิดเหล่านี้โหดร้าย , หนักอึ้ง , น่าเกลียด และดูเหมือนจะถาโถมเข้ามาในความคิดของพ่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน และทำให้พ่อนอนไม่หลับหลายคืน
ในทางกลับกัน ก็มีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เริ่มเกิดขึ้น น้ำเสียงกล่าวโทษของความคิดเหล่านั้นคล้ายกับความคิดที่พ่อเคยมีในอดีต แต่คราวนี้ไม่ใช่พ่อที่พูดว่า “บิชอปของพ่อไม่ห่วงใยพ่อ บิชอปของพ่อไม่เคยมาเยี่ยมพ่อเลย พ่อจะไม่มีวันได้เป็นพระสงฆ์ที่บ้านเกิดอีกแล้ว…” เป็นต้น การกล่าวโทษส่วนบุคคลหายไปแล้ว และด้วยเหตุนี้ความสามารถของปีศาจที่จะซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความคิดเหล่านั้นก็หายไปด้วย ตลอด 1 เดือนครึ่งถัดมา ความคิดเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป แต่ค่อยๆ ลดลงและอ่อนลง ส่วนที่ยากที่สุด คือ การมีความคิดเหล่านี้ขณะที่กำลังภาวนาต่อหน้าศีลมหาสนิทหรือกำลังประกอบพิธีมิสซา พ่อเริ่มตระหนักว่า พระเจ้าทรงต้องการช่วยพ่อให้รอด และพระองค์ทรงต้องการให้พ่อร่วมต่อสู้กับพระองค์! นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป (Saint Augustine of Hippo) กล่าวไว้ได้ดีที่สุดว่า “พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา ทรงปฏิเสธที่จะช่วยเราให้รอดโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา (God, who made us without our help, refuses to save us without our help.)” พระเจ้าทรงต้องการช่วยพ่อให้รอด และพระองค์ทรงต้องการให้พ่อร่วมต่อสู้กับพระองค์! พ่อยอมจำนนต่อปีศาจมาโดยตลอด พระเจ้าทรงต้องการช่วยพ่อให้รอดและใช้พ่อเพื่อช่วยขับไล่ปีศาจออกไปพร้อมๆกับการถวายเกียรติแด่พระองค์
“พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา ทรงปฏิเสธที่จะช่วยเราให้รอดโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา (God, who made us without our help, refuses to save us without our help.)” - นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป (Saint Augustine of Hippo)
พ่อเริ่มตระหนักว่า การเป็นพระสงฆ์ของพ่อเป็นพระพรจากพระเยซูคริสตเจ้าและพระแม่มารีย์ เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตนของพระเยซูบนไม้กางเขนที่ช่วยพ่อไว้ และความรักของพระองค์ที่มีต่อผู้คนและบรรดาพระสงฆ์ในพระหฤทัยที่บอบช้ำ คือ ที่มาของกระแสเรียกให้พ่อเป็นพระสงฆ์ ไม่ใช่ความรู้สึกถึงความสำเร็จของพ่อเอง! พ่อเริ่มสวดภาวนาต่อพระแม่มารีย์ โดยกล่าวว่า “พระแม่มารีย์ พระมารดาแห่งกระแสเรียกให้เป็นพระสงฆ์ของลูก โปรดช่วยให้ลูกเป็นพระสงฆ์เหมือนพระเยซู พระบุตรของพระองค์ พระแม่มารีย์ พระมารดาแห่งสังฆมณฑลของเรา โปรดภาวนาและชำระให้บริสุทธิ์ร่วมกับพระเยซู พระบุตรของพระองค์ บรรดาบิชอปและพระสงฆ์ของเรา” การถวายตนเองให้แก่พระแม่มารีย์อย่างต่อเนื่องเป็นแหล่งแห่งพระหรรษทาน , การเยียวยา และความปลอบโยนเสมอมา หากปราศจากการวิงวอนของพระแม่มารีย์และดวงหทัยอันเป็นมารดาของพระนางที่มีต่อพระสงฆ์ทุกท่าน พ่อไม่แน่ใจว่า พ่อจะยังคงเป็นพระสงฆ์อยู่จนถึงทุกวันนี้ พ่อกล่าวด้วยความจริงใจว่า พ่อเป็นหนี้บุญคุณพระแม่มารีย์ในเรื่องกระแสเรียกให้เป็นพระสงฆ์ของพ่อ
สิ่งชั่วร้ายต่างๆในชีวิตทำให้พ่อรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างที่สุด และซึมเศร้าอย่างรุนแรงที่สุด ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย การรู้สึกถึงอิสรภาพภายใน , สันติสุข , ความชื่นชมยินดี , ความมั่นใจ , ความหวัง และความวางใจในพระเจ้าในฐานะพระบิดาของพ่อ เป็นสิ่งสกปรกโสมมของปีศาจค่อยๆบดบังไปตลอดหลายปี และพ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มันเป็นไปได้ที่จะรู้สึกและใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจในความจริงเหล่านี้ พ่ออยู่ในเส้นทางแห่งความหวังที่ลดลงเรื่อยๆ และเชื่อว่านี่คือ สิ่งที่ต้องเป็นไปหากพ่อต้องการมีชีวิตรอด คำโกหกและคำโกหกอีกมากมาย พ่อเคยรู้ความจริงมาก่อน แต่หลังจากที่ได้สัมผัสกับการเยียวยาภายในและการปลดปล่อยจากกับดักของปีศาจ พ่อจึงใช้ชีวิตตามความจริงที่ว่า “…เราจะเป็นพระเจ้าของเขา เขาจะเป็นบุตรของเรา…” (วิวรณ์ 21:7)
เสียงสะท้อนจากพระสงฆ์ผู้ถูกปีศาจเข้าสิง (Reflections of a Priest Who Was Demonically Obsessed)
มีเสียงพูดกับพ่อว่า “ลูกจะสละชีวิตเพื่อ…[ชื่อบุคคล]…หรือไม่?” พ่อคิดว่าพ่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ขณะที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้ารูปปั้นพระแม่มารีย์ พ่อไม่เคยได้ยินพระแม่มารีย์ตรัสมาก่อน และสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับพ่อดูเหมือนจะมาพร้อมกับความสันติสุข คำตอบของพ่อคือ “ใช่ครับ” มันเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน จากนั้นพ่อก็ได้ยินเสียงตอบทันทีว่า “ลูกมีเวลาเหลืออีก 2 ปี” ราวกับว่าเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แล้วก็เกิด “ความจริง” ที่ว่า พ่อเหลือเวลาอยู่ได้อีกเพียง 2 ปี… และพ่อก็เชื่อเช่นนั้น
ขอเล่าภูมิหลังสักเล็กน้อย พ่อเป็นพระสงฆ์โรมันคาทอลิกประจำสังฆมณฑลที่ได้รับการบวชมาไม่ถึง 10 ปี พ่อต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามาตลอดชีวิตก่อนที่จะไปที่ศูนย์นักบุญมีคาเอล (Saint Michael Center) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าของพ่อ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโรคซึมเศร้าและเป็นตัวกระตุ้นให้มันรุนแรงขึ้น เรื่องนี้เกี่ยวกับบทบาทของปีศาจที่มีต่อชีวิตและการเป็นพระสงฆ์ของพ่อ พ่อเขียนเรื่องนี้ในฐานะพระสงฆ์เพื่อบรรดาพระสงฆ์ท่านอื่นๆ เรื่องนี้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้พ่อมาที่ศูนย์นักบุญมีคาเอล
ที่น่าแปลก คือ การคิดว่าตัวเองพ่อเองเหลือเวลาอยู่ได้อีกแค่ 2 ปีกลับไม่ทำให้พ่อกลัวหรือผวาเลย บรรยากาศรอบตัวสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ต่อมาพ่อจึงเชื่อ และได้รับการบอกเล่าจากพระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจว่า “เสียง” นั้นเป็นฝีมือของพวกปีศาจ การได้ยินเสียงไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับพ่อ พ่อไม่เคยใช้ชีวิตโดยคิดว่า ตัวเองพ่อเองกำลังเห็นนิมิต หรือว่า บรรดาทูตสวรรค์และนักบุญมาประจักษ์และพูดคุยกับพ่อ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ การพึ่งพาตัวเองและการหมกมุ่นอยู่กับตัวเองเป็นเวลาหลายปี อันเนื่องมาจากบาปแห่งความจองหอง ซึ่งส่งผลร้ายแรงออกมาในที่สุด
ความจองหองนี้เกิดจากบาดแผลภายในใจ บาดแผลส่วนตัวที่พ่อเก็บไว้มาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านไปหลาย 10 ปีแล้ว พ่อก็ยังคงทุกข์ทรมานจากความอับอายและความเกลียดชังตัวเองพ่อเองอย่างรุนแรง ซึ่งพ่อพยายามซ่อนมันไว้ พ่อรับมือกับมันด้วยการสร้างภาพลักษณ์ของความมั่นใจและความสามารถ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้พ่อจมลึกลงไปในบาปแห่งความจองหอง จนกระทั่งพ่อเชื่อว่า พ่อได้ยินพระแม่มารีย์ตรัสกับพ่อจริงๆ พวกปีศาจกำลังใช้ผลจากบาปและความจองหองของพ่อมาทำร้ายพ่อ และตอนนี้พ่อจมดิ่งลงไปลึกมากจนมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว
นี่คือ ความจองหองที่พ่อสร้างขึ้นมาเอง ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนในชีวิตที่พ่อคิดว่า ตัวเองพ่อเองถูกปีศาจล่อลวง เหมือนในการ์ตูนที่ปีศาจอยู่บนไหล่ข้างหนึ่งและทูตสวรรค์อยู่บนไหล่อีกข้างหนึ่ง พ่อแค่คิดว่า ตัวเองพ่อเองเป็นโรคซึมเศร้า จัดการกับมันได้ไม่ดี และชีวิตที่พ่อรู้จักก็เป็นผลมาจากสิ่งนั้น ความจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้น คือ พวกปีศาจกำลังล่อลวงพ่อให้ดำเนินต่อไปและทำให้ความรู้สึกสิ้นหวัง , ความขุ่นเคือง , ความคับข้องใจ และความแค้นฝังใจนั้นคงอยู่ พวกปีศาจไม่ได้จุดไฟนี้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปตอนนี้ พวกมันทำงานอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่า มันจะไม่ออกไปไหน สิ่งที่พ่อคิดว่าปกติกลับเป็นเรื่องของปีศาจ พ่อกลายเป็นคนหยิ่งจองหองมากจนปีศาจสามารถซ่อนความจองหองของพวกมันไว้ภายในตัวพ่อ และในเวลาที่พวกมันเห็นว่า พ่อมีแนวโน้มที่จะล้มลงมากที่สุด พวกมันก็จะใช้บาปของพวกมันและของพ่อมาทำร้ายพ่อ
ขอถวายพระพรแด่พระเมตตาของพระเจ้า เพราะถึงแม้ว่า พวกปีศาจจะเริ่มใช้ความจองหองของพ่อมาทำร้ายพ่อ แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นตามแผนการซ่อนเร้นของพระเจ้าและพระญาณเอื้ออาทรของพระองค์เท่านั้น ในเวลานั้น พ่อไม่ทันได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เลย จนกระทั่งได้รับการเยียวยาและปลดปล่อย ในเวลานั้น พ่อแทบจะตาบอด ตาบอดต่อการกระทำของปีศาจภายในความเกลียดชังและความจองหองของพ่อเอง ตาบอดต่อความจริงที่ว่า ภายในความจองหองที่ฝังรากลึกนี้ พวกปีศาจได้ทำงานเพื่อ “ทำลายฐานะสงฆ์ของพ่อ” ในที่สุด พ่อก็พบตัวเองนั่งอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจ 2 คน ณ ศูนย์นักบุญมีคาเอล โดยมีการประกอบพิธีขับไล่ปีศาจอย่างเคร่งครัด ครั้งแรกเป็นครั้งคราว จากนั้นก็สัปดาห์ละครั้ง และสุดท้ายก็ทุกวัน ชีวิตของพ่อควบคุมไม่ได้ พ่อเหนื่อยล้าอย่างมาก มีพฤติกรรมผิดปกติ ห่างเหินจากความสัมพันธ์มากขึ้นเรื่อยๆ และทุกข์ทรมานจากความโดดเดี่ยวภายในที่ทำให้หน้าที่สงฆ์ประจำวันหนักอึ้งและขุ่นเคือง พระสงฆ์ของพ่อได้ติดต่อศูนย์นักบุญมีคาเอล เนื่องจากท่านและผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลได้พิจารณาแล้วว่า พวกเขาไม่สามารถมอบหมายงานอื่นให้พ่อได้ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ขณะที่พ่อเตรียมตัวจะพูดคุยกับบิชอปเกี่ยวกับอนาคตของพ่อในฐานะหนึ่งในพระสงฆ์ของท่าน พ่อไม่เข้าใจเหตุผลที่บิชอปเลือกที่จะปลดพ่อออกจากตำแหน่ง พ่อเข้าใจว่า ต้องมีเหตุผล แต่เหตุผลนั้นคืออะไร พ่อก็ไม่เข้าใจไม่ว่า จะพยายามแค่ไหนก็ตาม พ่อยังรู้สึกได้ว่า บิชอปคงไม่ทำเช่นนั้นหากท่านไม่รู้บางอย่างที่พ่อไม่รู้ แต่พ่อก็คิดไม่ออก นี่ทำให้พ่อรู้สึกไม่สบายใจ พ่อจึงสรุปว่า เนื่องจากพ่อไม่สามารถระบุได้ว่า พ่อทำอะไรผิดที่นำไปสู่สถานการณ์เช่นนี้ วิธีเดียวที่พ่อจะทำให้บิชอปมั่นใจได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดขึ้นอีก คือ การไม่รับใช้ในฐานะพระสงฆ์อีกต่อไป หากบิชอปเห็นว่า นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
หลังจากที่พ่ออยู่ที่ศูนย์นักบุญมีคาเอลและได้รับการสวดภาวนาพร้อมพิธีขับไล่ปีศาจแล้ว พ่อจึงได้รับแจ้งว่า การที่พ่อไม่สามารถรับรู้ถึงผลกระทบที่พ่อมีต่อผู้อื่น การที่พ่อพูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง (และไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร) นั้น แท้จริงแล้วเป็นรูปแบบการแสดงออกที่ละเอียดอ่อนมากของการถูกปีศาจเข้าสิง มันไม่ใช่การแสดงออกที่ “ธรรมดา” หรือฉูดฉาด แต่เป็นสัญญาณที่แท้จริงของการปรากฏตัวของปีศาจ ปีศาจได้ใช้ภาวะซึมเศร้า , วิธีคิด และวิธีที่พ่อปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมาทำร้ายพ่อ ปีศาจพยายามทำลายความเป็นพระสงฆ์ของพ่อ เริ่มจากภาวะซึมเศร้า และตอนนี้โดยการทำให้พ่อเชื่อว่า พ่อควรเลิกเป็นพระสงฆ์ เพราะพ่อไม่สามารถรับรู้ได้ว่า พ่อส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร
ประมาณ 2 เดือนหลังจากที่พ่อมาถึง การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น ขณะที่พระสงฆ์ 2 ท่านเริ่มพิธีขับไล่ปีศาจ พ่อรู้สึกว่า ตัวเองค่อยๆ ถอยไปอยู่ “เบื้องหลัง” แล้วก็มีบางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้า ดวงตาของพ่อปิดลง (และพ่อรู้สึกว่า ไม่สามารถลืมตาได้) ปากของพ่อเปิดออกและลิ้นของพ่อก็แลบออกมาและเริ่มขยับไปมาบนใบหน้าของพ่อ และไม่ใช่พ่อที่เป็นคนขยับมัน ก่อนหน้านี้พ่อแค่รู้สึกเหนื่อยล้าทุกครั้งที่ทำพิธี แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างอื่นในระหว่างการพบกับพระสงฆ์ ครั้งนี้แตกต่างออกไป ปีศาจตนนี้ถูกเปิดเผยออกมาในที่สุดและไม่สามารถซ่อนตัวได้อีกต่อไป การกระทำของปีศาจถูกเปิดโปงออกมาแล้ว
ในระหว่างช่วงเวลาต่อมาและระหว่างนั้น พ่อได้เผชิญกับแรงกระตุ้นและความรู้สึกเกลียดชังอย่างรุนแรงต่อตำแหน่งพระสงฆ์ , สังฆมณฑล และบิชอปของพ่ออย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างอยู่ ก่อนหน้านี้พ่อเต็มไปด้วยความเกลียดชังตัวเอง , ความรังเกียจตัวเอง และความเกลียดชังต่อความเสียหายที่พ่อรับรู้ว่า เกิดขึ้นกับพ่อ ตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นยังคงอยู่ และทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ก็มีความชัดเจนอย่างหนึ่ง นั่นคือ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของพ่อ พวกมันคือปีศาจ ปีศาจเกลียดชังตำแหน่งพระสงฆ์ ปีศาจเกลียดชังสังฆมณฑลของพ่อ ปีศาจเกลียดชังบิชอปของพ่อ มีความหนักอึ้งชนิดใหม่ที่ดูเหมือนจะถาโถมเข้ามาในความคิดของพ่ออย่างต่อเนื่อง ด้วยความคิดเช่น “บิชอปของแกไม่สนใจแกหรอก มันไม่เคยมาถามไถ่แกเลย ทำไมแกไม่ลองเปลี่ยนไปอยู่สังฆมณฑลอื่นดูล่ะ แกก็รู้จักพระสงฆ์จาก…[ชื่อสังฆมณฑลอื่น]…พวกมันบอกแล้วว่า บิชอปของพวกมันจะรับแก แกคิดจริงๆ หรือว่าแกจะสามารถกลับไปเป็นพระสงฆ์ได้อีกครั้งที่บ้านเกิด? แกเหลือเพื่อนพระสงฆ์อยู่กี่คนกัน? แกไม่เคยมีพันธกิจไหนที่ราบรื่นเลย” ความคิดเหล่านี้โหดร้าย , หนักอึ้ง , น่าเกลียด และดูเหมือนจะถาโถมเข้ามาในความคิดของพ่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน และทำให้พ่อนอนไม่หลับหลายคืน
ในทางกลับกัน ก็มีความแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เริ่มเกิดขึ้น น้ำเสียงกล่าวโทษของความคิดเหล่านั้นคล้ายกับความคิดที่พ่อเคยมีในอดีต แต่คราวนี้ไม่ใช่พ่อที่พูดว่า “บิชอปของพ่อไม่ห่วงใยพ่อ บิชอปของพ่อไม่เคยมาเยี่ยมพ่อเลย พ่อจะไม่มีวันได้เป็นพระสงฆ์ที่บ้านเกิดอีกแล้ว…” เป็นต้น การกล่าวโทษส่วนบุคคลหายไปแล้ว และด้วยเหตุนี้ความสามารถของปีศาจที่จะซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความคิดเหล่านั้นก็หายไปด้วย ตลอด 1 เดือนครึ่งถัดมา ความคิดเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป แต่ค่อยๆ ลดลงและอ่อนลง ส่วนที่ยากที่สุด คือ การมีความคิดเหล่านี้ขณะที่กำลังภาวนาต่อหน้าศีลมหาสนิทหรือกำลังประกอบพิธีมิสซา พ่อเริ่มตระหนักว่า พระเจ้าทรงต้องการช่วยพ่อให้รอด และพระองค์ทรงต้องการให้พ่อร่วมต่อสู้กับพระองค์! นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป (Saint Augustine of Hippo) กล่าวไว้ได้ดีที่สุดว่า “พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา ทรงปฏิเสธที่จะช่วยเราให้รอดโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา (God, who made us without our help, refuses to save us without our help.)” พระเจ้าทรงต้องการช่วยพ่อให้รอด และพระองค์ทรงต้องการให้พ่อร่วมต่อสู้กับพระองค์! พ่อยอมจำนนต่อปีศาจมาโดยตลอด พระเจ้าทรงต้องการช่วยพ่อให้รอดและใช้พ่อเพื่อช่วยขับไล่ปีศาจออกไปพร้อมๆกับการถวายเกียรติแด่พระองค์
“พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา ทรงปฏิเสธที่จะช่วยเราให้รอดโดยปราศจากความช่วยเหลือจากเรา (God, who made us without our help, refuses to save us without our help.)” - นักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป (Saint Augustine of Hippo)
พ่อเริ่มตระหนักว่า การเป็นพระสงฆ์ของพ่อเป็นพระพรจากพระเยซูคริสตเจ้าและพระแม่มารีย์ เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตนของพระเยซูบนไม้กางเขนที่ช่วยพ่อไว้ และความรักของพระองค์ที่มีต่อผู้คนและบรรดาพระสงฆ์ในพระหฤทัยที่บอบช้ำ คือ ที่มาของกระแสเรียกให้พ่อเป็นพระสงฆ์ ไม่ใช่ความรู้สึกถึงความสำเร็จของพ่อเอง! พ่อเริ่มสวดภาวนาต่อพระแม่มารีย์ โดยกล่าวว่า “พระแม่มารีย์ พระมารดาแห่งกระแสเรียกให้เป็นพระสงฆ์ของลูก โปรดช่วยให้ลูกเป็นพระสงฆ์เหมือนพระเยซู พระบุตรของพระองค์ พระแม่มารีย์ พระมารดาแห่งสังฆมณฑลของเรา โปรดภาวนาและชำระให้บริสุทธิ์ร่วมกับพระเยซู พระบุตรของพระองค์ บรรดาบิชอปและพระสงฆ์ของเรา” การถวายตนเองให้แก่พระแม่มารีย์อย่างต่อเนื่องเป็นแหล่งแห่งพระหรรษทาน , การเยียวยา และความปลอบโยนเสมอมา หากปราศจากการวิงวอนของพระแม่มารีย์และดวงหทัยอันเป็นมารดาของพระนางที่มีต่อพระสงฆ์ทุกท่าน พ่อไม่แน่ใจว่า พ่อจะยังคงเป็นพระสงฆ์อยู่จนถึงทุกวันนี้ พ่อกล่าวด้วยความจริงใจว่า พ่อเป็นหนี้บุญคุณพระแม่มารีย์ในเรื่องกระแสเรียกให้เป็นพระสงฆ์ของพ่อ
สิ่งชั่วร้ายต่างๆในชีวิตทำให้พ่อรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างที่สุด และซึมเศร้าอย่างรุนแรงที่สุด ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย การรู้สึกถึงอิสรภาพภายใน , สันติสุข , ความชื่นชมยินดี , ความมั่นใจ , ความหวัง และความวางใจในพระเจ้าในฐานะพระบิดาของพ่อ เป็นสิ่งสกปรกโสมมของปีศาจค่อยๆบดบังไปตลอดหลายปี และพ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มันเป็นไปได้ที่จะรู้สึกและใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจในความจริงเหล่านี้ พ่ออยู่ในเส้นทางแห่งความหวังที่ลดลงเรื่อยๆ และเชื่อว่านี่คือ สิ่งที่ต้องเป็นไปหากพ่อต้องการมีชีวิตรอด คำโกหกและคำโกหกอีกมากมาย พ่อเคยรู้ความจริงมาก่อน แต่หลังจากที่ได้สัมผัสกับการเยียวยาภายในและการปลดปล่อยจากกับดักของปีศาจ พ่อจึงใช้ชีวิตตามความจริงที่ว่า “…เราจะเป็นพระเจ้าของเขา เขาจะเป็นบุตรของเรา…” (วิวรณ์ 21:7)