เรื่องนี้เกิดขึ้นมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว เพิ่งมีเวลานั่งทบทวนมันจริง ๆ
และก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเล่าออกมาในรูปแบบไหนดี
เพราะบางเรื่อง…ถึงเวลาจะผ่านไปแล้ว
แต่มันก็ยังทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เรานึกถึงเสมอ
เลยอยากเขียนเก็บไว้เป็นทั้งอุทาหรณ์ของตัวเอง
ตอนนี้ความรู้สึกเราดีขึ้นมากแล้ว จากที่ช่วงแรกมันกระทบจิตใจเราหนักมาก และยาวนานเป็นเดือน
วันนี้มันกลายเป็นเพียง “ประสบการณ์ชีวิตหนึ่ง” ที่พอมองย้อนกลับไป เราไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เพราะการให้อภัยกันและกันก็เป็นเรื่องที่ดี
เหตุการณ์นี้เกี่ยวกับการที่เราเคยรีวิวการใช้บริการโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
เรายังคงยืนยันว่า สิ่งที่เรารีวิวไปเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่มีเจตนาใส่ร้ายหรือโจมตีใคร
ในส่วนของ feedback ที่ตามมา เราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และตามความจริงที่เกิดขึ้น
ซึ่งมันก็ “เป็นไปตามนั้นจริงๆ”
แต่คำว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามความจริง”
ในบางสถานการณ์ มันก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้เราได้โต้แย้ง หรืออธิบายอย่างที่คิดไว้
ไม่มีเรื่องกฎหมายมาเกี่ยวข้องเลย
แต่ในตอนนั้น เรายอมรับว่าเราทำตัวไม่ถูกจริงๆ
เราเลือกปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนจัดการก่อน
เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ไม่มีอำนาจ ไปคนเดียว
ไม่มีทนาย ไม่มีคนอยู่ข้างๆ ไม่มีใครเลย
เพราะเราเลือกที่จะไม่มีใครไปด้วยเองเพราะเวลามีจำกัด
มีแค่ “ความจริง” กับ “ความตรงไปตรงมา” ของเรา
วันที่เราไปติดต่อ เราไปเองทั้งหมด
ไม่มีใครโทรมานัดหรือแนะนำขั้นตอนใดๆ
ทางฝ่ายตรงข้ามยังถามเราด้วยซ้ำว่า ไม่มีใครติดต่อไปหาหรอ
แต่เราก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้มาคุยเพื่อเคลียร์ปัญหา
มีเจ้าหน้าที่ถามเราว่า “มาคนเดียวหรอ มีใครมาด้วยไหม”
เราก็ตอบกลับไปแบบซื่อๆ ว่า
“ต้องพาใครมาด้วยหรอคะ 😅”
แล้วถ้าไม่มีใครมาด้วยจะติดอะไรไหม
จนท.ก็ตอบว่าไม่เป็นไร (แต่เราก็เก็บความสงสัยไว้ในอยู่นะ)
ก่อนจะไปวันนั้น เราไม่ได้บอกใครเลย
มีแค่แฟน ที่เราบอกสั้นๆ ว่าไปโรงพยาบาลนี้
เพื่อให้เขาไม่ต้องเป็นห่วงว่าเราไปไหน
ตอนแรกเราบอกว่าไปเคลียร์ปัญหานิดหน่อย
แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมด
เผื่อว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เขาจะได้รู้
เราบอกแฟนชัดเจนว่า
ขอเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง
และย้ำว่า
“เรื่องนี้หนูจัดการเองได้ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องตามมา”
ถ้าต้องการให้มารับ เราจะบอกเอง
รายละเอียดในการพูดคุยวันนั้น ขอไม่ลงลึก
และจะไม่พูดถึงพฤติกรรมหรือคำพูดที่เขาปฏิบัติกับเรา
แต่โดยรวม เราก็ยังยืนยันตามข้อเท็จจริง
ว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริง และมีการพูดแบบนั้นจริง
ส่วนใหญ่ เราเป็นคนฟัง
ปล่อยให้เขาพูดในสิ่งที่อยากพูด
ทำในสิ่งที่อยากทำ
เราให้เกียรติเขา เพราะมองว่าเขาเป็นผู้ใหญ่
และเราก็เคารพเขา
ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงถามว่า “มีใครมาด้วยไหม”
บางทีอาจเป็นเพราะสถานการณ์มันมาถึงจุดหนึ่ง ที่หลายคนมักจะมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ
แต่สำหรับเรา ในตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่ใช่ความสนุก
เป็นความรู้สึกกดดัน ปะปนกับความแปลกใจตลอดทั้งเหตุการณ์
รวมถึงการตัดสินใจหลายอย่างที่ต้องคิดและรับมือด้วยตัวเองทั้งหมด
และสุดท้าย เราก็รู้สึกว่าเราคิดไม่ผิดเลย
ที่เลือกจะอยู่ตรงนั้น…คนเดียว โดยไม่ต้องมีใครอยู่ด้วย
ใช้เวลานานมาก นานจนเสื้อเราเปียกต้องเอาไปซัก เพราะสกปรกและใส่กลับทั้งที่เปียกๆ 😆
(เพราะวันนั้นใส่เสื้อสีดำไป)
ตอนนั้นเราปวดท้องประจำเดือนอยู่แล้ว
และมีปัญหาสุขภาพเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีด้วย
พอเดินออกมาที่ลิฟต์ เรามีอาการวูบเพราะปวดท้องมากจากปัญหาสุขภาพและความเครียด จนพยาบาลต้องเข้ามาช่วย เพราะเรารู้สึกไม่สบายมาก
แต่ตอนนั้นสิ่งเดียวที่เราคิดคือ “อยากกลับบ้าน”
เราเลยแค่ขอบคุณ แล้วถามทางป้ายรถเมล์
แต่สุดท้ายแฟนก็มารับพอดี
เขาบอกว่ากำลังจะขึ้นไปตามแล้ว เพราะมันนานเกินไป
และก็บอกว่า “ดีแล้วที่เขาไม่ได้ขึ้นไป”
เพราะเราต้องการคุยด้วยตัวเอง
โดยไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มันสะดวกใจกว่า
ผลสุดท้าย…
เรายังเชื่อว่า
ถ้าคนเรามีเมตตาต่อกัน
นึกถึงจิตใจคนอื่น
และมีความบริสุทธิ์ใจจริงๆ
เราจะมีความกล้า
และจะได้เจอกับคนที่ “ศีลเสมอกัน”
และถึงแม้จะไม่ใช่
เราก็เชื่อว่าคนเรามีหลายมุม
เราไม่สามารถไปห้ามหรือควบคุมความคิดหรือการกระทำของใครได้
กว่าจะผ่านเรื่องนี้มาได้
ยอมรับเลยว่าสาหัสเหมือนกัน
แม้สุดท้ายเรื่องจะเหมือนจบลงด้วยดี
แต่กราฟอารมณ์ของเราที่พุ่งขึ้นไปสูงมากในวันนั้น
พอมันตกลงมา
เรากลายเป็นคนที่มีอาการแพนิคอยู่ตลอด
เกือบทั้งวัน
เหตุการณ์วันนั้น
สร้างความเครียดให้เรามาก
จนกระทบกับสุขภาพอย่างชัดเจน
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้สอนให้เราชนะใคร
แต่มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น
รู้ว่าความจริงอย่างเดียว บางครั้งก็ไม่พอ
แต่ความเข้มแข็งของใจต่างหาก ที่พาเราผ่านมันมาได้
และครั้งนี้…เราผ่านมันมาแล้วจริงๆ
วันที่ต้องไปเคลียร์บางอย่างคนเดียว…โดยที่ไม่รู้เลยว่าต้องเจออะไรบ้าง
ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงถามว่า “มีใครมาด้วยไหม”
บางทีอาจเป็นเพราะสถานการณ์มันมาถึงจุดหนึ่ง ที่หลายคนมักจะมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ
แต่สำหรับเรา ในตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่ใช่ความสนุก
เป็นความรู้สึกกดดัน ปะปนกับความแปลกใจตลอดทั้งเหตุการณ์
รวมถึงการตัดสินใจหลายอย่างที่ต้องคิดและรับมือด้วยตัวเองทั้งหมด
และสุดท้าย เราก็รู้สึกว่าเราคิดไม่ผิดเลย
ที่เลือกจะอยู่ตรงนั้น…คนเดียว โดยไม่ต้องมีใครอยู่ด้วย