“ไอซ์ ชลธาร” สส. พรรคประชาชน แจ้งข่าวดีได้รับเลือกเป็น กมธ.สิทธิมนุษยชน IPU
.
.
“ไอซ์ ชลธาร” สส. พรรคประชาชน ได้รับเลือกจากรัฐสภา 82 แห่งทั่วโลก ด้วยคะแนนเสียงสูงสุด ให้เป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสมาชิกรัฐสภา แห่งสหภาพรัฐสภา (IPU)
.
วันที่ 20 เมษายน 2569 นายชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภา 82 แห่งทั่วโลกให้เป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสมาชิกรัฐสภา แห่งสหภาพรัฐสภา (IPU) ด้วยคะแนนเสียงสูงสุดในบรรดาสมาชิกรัฐสภาผู้เข้ารับการคัดเลือกจากทั่วโลก
.
นายชลธาร กล่าวว่า ตนมีความยินดีที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบว่าตนเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก “คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสมาชิกรัฐสภา” (Committee on the Human Rights of Parliamentarians) ของสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union — IPU) ในฐานะตัวแทนจากกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การก้าวเข้าสู่บทบาทนี้ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 152 ณ นครอิสตันบูล นับเป็นความภาคภูมิใจที่จะได้ทำหน้าที่ปกป้องเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจากทั่วโลก
.
ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา การทำงานด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายผู้ลี้ภัยของตน ตนขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นในหลักการว่า “ไม่ควรมีใครถูกลงโทษโดยไม่ชอบธรรมเพียงเพราะเขาลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของผู้อื่น” การได้รับมอบหมายภารกิจในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสานต่ออุดมการณ์ที่ยึดมั่นมาตลอดชีวิตการทำงานของตน
.
จากนั้น นายชลธารได้อธิบายว่าคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสมาชิกรัฐสภา คืออะไร? เพราะในทุกๆ ปี มีสมาชิกรัฐสภาหลายร้อยคนทั่วโลกต้องเผชิญกับการคุกคาม การถูกจับกุมคุมขังโดยพลการ การทรมาน หรือแม้กระทั่งอันตรายถึงชีวิต เพียงเพราะพวกเขาทำหน้าที่ของตนเอง คณะกรรมาธิการของ IPU ชุดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 และเป็นกลไกระหว่างประเทศเพียงกลไกเดียวที่อุทิศการทำงานทั้งหมดให้กับการตรวจสอบการละเมิดสิทธิของสมาชิกรัฐสภา และปกป้องผู้แทนราษฎรที่ตกอยู่ในอันตราย คณะกรรมาธิการทำงานเพื่อให้ความคุ้มครอง เรียกร้องความรับผิดชอบ และสร้างภราดรภาพระหว่างรัฐสภาทั่วโลกเพื่อช่วยเหลือสมาชิกรัฐสภาที่ถูกคุกคาม
.
นายชลธาร กล่าวด้วยว่า เมื่อสมาชิกรัฐสภาตกเป็นเป้าหมายหรือถูกปิดปาก เสียงของประชาชนนับหมื่นนับแสนคนที่พวกเขาเป็นตัวแทนก็ย่อมถูกปิดปากไปด้วย การปกป้องผู้แทนราษฎร จึงหมายถึงการปกป้องรากฐานของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน รัฐสภาจะสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจ ส่งเสริมสันติภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อสมาชิกมีเสรีภาพในการพูดความจริงโดยปราศจากความหวาดกลัวต่อการถูกลงโทษ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนชาวพระโขนง-บางนาของตน หรือการยืนหยัดเคียงข้างผู้แทนราษฎรผู้กล้าหาญบนเวทีโลก ความมุ่งมั่นต่อความยุติธรรมของตนก็ไม่เปลี่ยนแปลง
.
.
วัส ติงสมิตร ห่วงยกฟ้องคดีฮั้ว สว. ปิดประตูตั้งแต่หน้าศาล
.
ความเสียหายอยู่ในใจประชาชน วัส ติงสมิตร ให้ความเห็นยกฟ้องคดีฮั้ว สว. เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ยังไม่บอกว่าสุจริตหรือไม่ เมื่อกระบวนการยุติธรรมปิดประตูตั้งแต่หน้าศาล ปชช.ทั่วไปอาจไม่มีที่ยืนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของรัฐ
.
วันนี้ (21 เม.ย.69) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา ให้ความเห็นกรณีคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วานนี้ (20 เม.ย. 69) ที่ยกฟ้องคดีที่ผู้สมัคร สว. บัญชีสำรอง ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. มิได้เป็นเพียงการยุติข้อพิพาท รายบุคคล แต่นี่คือ “คำตอบเชิงโครงสร้าง” ที่ตอกย้ำว่า ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปอาจไม่มีที่ยืนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของรัฐ
.
1.คดีนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครผิด — แต่ตัดสินว่า "ใครพูดได้"
.
ศาลหยุดการพิจารณาไว้เพียงแค่ประตูหน้าศาล ด้วยเหตุผลทางเทคนิคว่าโจทก์ “ไม่ใช่ผู้เสียหาย” โดยให้เหตุผลว่า หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ “รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย” และต้องให้ “พนักงานอัยการ” เป็นผู้ฟ้อง
.
ประเด็นที่น่าคิดคือ เมื่ออัยการคือทนายแผ่นดิน และ กกต. คือองค์กรอิสระของแผ่นดิน การผูกขาดอำนาจฟ้องไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนเกิดคำถามถึงความโปร่งใส (Check & Balance) ว่าในที่สุดแล้ว "คนของรัฐ" จะกล้าฟ้อง "องค์กรของรัฐ" อย่างเต็มกำลังจริงหรือไม่
.
2. ความเสียหายที่ศาลมองไม่เห็น (แต่อยู่ในใจประชาชน)
.
ศาลวินิจฉัยว่าสถานะ “บัญชีสำรอง” ทำให้ความเสียหาย “ยังไม่แน่นอน” แต่ในโลกของความเป็นจริง การเลือกกันเองของ สว. ที่ถูกครหาว่ามีการ “ฮั้ว” กัน ย่อมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสนามแข่งขันไปตั้งแต่นาทีแรกแล้ว
.
การตีความความเสียหายแบบ Actual Damage (ต้องเกิดผลเสียที่เป็นรูปธรรมชัดเจน) อาจเหมาะกับคดีลักวิ่งชิงปล้นทั่วไป แต่สำหรับคดีเลือกตั้งที่ส่งผลต่อชะตากรรมของประเทศ ความเสียหายควรถูกนิยามให้กว้างกว่านั้น เพราะมันคือการพราก “โอกาสที่เท่าเทียม” ไปจากผู้สมัครทุกคน
.
3. ช่องว่างของความรับผิด (Accountability Gap)
.
เมื่อศาลวางหลักว่า : ผู้สมัครไม่มีอำนาจฟ้องเอง ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง อำนาจผูกขาดอยู่ที่รัฐ
เรากำลังเผชิญกับภาวะที่ไม่มีใครสามารถเรียกหาความรับผิดชอบได้ หากกลไกของรัฐเลือกที่จะ "นิ่งเฉย" หรือ "มองไม่เห็น" ความผิดปกติที่เกิดขึ้น
.
4. ใครโกง? vs ใครปล่อยให้โกง?
.
ศาลแนะให้ไปฟ้องคนฮั้ว (229 คน) โดยตรง แต่ในทางกฎหมายมหาชน การ “งดเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ของเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ต้องคุมกฎนั้นร้ายแรงไม่แพ้ตัวผู้กระทำผิด การตัดความเชื่อมโยง (Causal Link) ระหว่างการนิ่งเฉยของเจ้าหน้าที่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกราะคุ้มกันของเจ้าพนักงานของรัฐแข็งแกร่งจนยากจะตรวจสอบ
.
5. ถึงเวลาทบทวนกติกา: Citizen Suit คือทางออก?
.
บทเรียนจากคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า หากศาลไม่ตีความกฎหมายปัจจุบันแคบจนเกินไป ก็อาจถึงเวลาต้องขยายเรื่อง Standing (สิทธิในการฟ้องคดี) ในกฎหมายให้กว้างขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่มีระบบ Citizen Suit หรือการอนุญาตให้ "ผู้มีส่วนได้เสียในฐานะพลเมือง" สามารถฟ้องคดีสาธารณะได้ เพื่อไม่ให้อำนาจการตรวจสอบถูกรวมศูนย์ไว้ที่หน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียว
.
วัส ติงสมิตร ให้ความเห็นเป็นบทสรุป ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ไม่ได้บอกเราว่าการเลือกกันเองเพื่อเป็น สว. ครั้งที่ผ่านมาสุจริตหรือไม่ แต่มันบอกเราว่า หากคุณสงสัยในความไม่โปร่งใส คำตอบจากกระบวนการยุติธรรมในวันนี้คือ “คุณไม่มีสิทธิถาม” ในระยะสั้น ระบบอาจเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด แต่ในระยะยาว ระบบที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่หน้าประตูศาล จะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมได้จริงหรือ เพราะความยุติธรรมที่เข้าถึงไม่ได้ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับความอยุติธรรม
.
.
สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำไม่คุ้มค่าลงทุน-รัฐปกปิดข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อม
.
สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำไม่คุ้มค่าลงทุน-รัฐปกปิดข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จ่อเรียก สนข. แจง ชี้ ทำมักง่ายต้องทำ SEA และถามชาวบ้านเพิ่ม
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และกลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์โดย น.ส.นันทนา กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการเรือธง คาดว่าต้องใช้งบประมาณสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ใช้เงินมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยทำมา แต่ปัญหาคือโครงการนี้ไม่เคยสอบถามความเห็นของพี่น้องประชาชน และไม่เคยพูดตอนหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ซ้ำไม่มีการนำมาอภิปรายถกเถียงในรัฐสภา และไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการนี้ เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน แต่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราได้เห็นอะไรคืบหน้า สำเร็จในโครงการ EEC บ้าง หรือใครสามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างระหว่าง EEC กับ อีสเทิร์น ซีบอร์ด เมื่อ 40 ปีก่อนได้บ้าง
.
วันนี้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ที่คิดมักง่ายและฉาบฉวย จะสร้างทางเชื่อมระหว่างอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ผ่านจังหวัดชุมพร-ระนอง เพื่อใช้เรือขนส่งสินค้าเข้ามาฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรขนถ่ายสินค้าขึ้นบก ทางรถไฟ หรือรถบรรทุกแล้ว ขนมาลงเรือที่ฝั่งอันดามันที่จังหวัดระนอง ใช้แผ่นดินเชื่อมสองฝั่งทะเล เพื่อย่นระยะทางแทนการใช้ช่องแคบมะละกา ได้ 1-2 วัน ถามว่า การขนถ่ายสินค้าแบบนี้สามารถย่นระยะเวลา 1-2 วันได้จริงหรือไม่ หรืออาจต้องใช้เวลา 6-7 วันในการขนถ่ายสินค้า “ขึ้นบก ลงเรือ แล้วขึ้นบก” สุดท้ายอาจจะกลายเป็นท่าเรือร้าง แบบท่าเรือปากบารา จ.สตูล ที่ไม่มีใครไปใช้บริการนอกจากการท่องเที่ยว
.
“เหตุผลที่กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ เราต้องคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะโครงการนี้ถูกศึกษามาโดย สภาพัฒน์ฯ ที่สรุปผลแล้วว่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนสร้างทางเศรษฐกิจ เนื่องจากลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าอาจไม่มากพอ และไม่สะดวก ปัจจุบันช่องแคบมะละกาในคาบสมุทรมาเลเซีย มีเรือสินค้าสัญจรไม่คับคั่ง มีเรือผ่านวันละ 200-220 ลำ เฉลี่ยชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ แต่ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในสังกัดกระทรวงคมนาคม กลับรายงานว่าคุ้มค่า น่าลงทุน แต่กลับไม่กล้าเปิดเผยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ เรือขนส่งสินค้ายังมีช่องทางอื่นอีก เช่น ผ่านช่องแคบบริเวณอินโดนีเซียที่มีอีก 2-3 เส้นทาง จึงไม่มีเหตุผลใดที่เรือขนส่งสินค้า จะมาใช้การขนส่งที่ล่าช้ากว่าในโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะการใช้บริการในช่องแคบมะละกา
.
เขาใช้มากว่า 200 ปี มีทั้งระบบธนาคาร ระบบพ่อค้าคนกลาง ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการซ่อมบำรุงเรือ และระบบกฎหมายที่โปร่งใส ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กระทบพื้นที่ป่า พื้นที่ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง อาชีพประมงชายฝั่งและอาชีพอื่น ๆ ของชาวบ้าน(EHIA)ในบริเวณดังกล่าวจะหายไป เราไม่อาจเรียกคืนมาได้ ทั้งไทยยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เงินฝืดและเงินเฟ้อ มีการกู้เงินมา 70% ของ GDP เต็มเพดานแล้ว แต่รัฐบาลนี้ยังพยายามจะขอกู้เงินเพิ่มอีก และไม่ได้หมายความว่า การกู้เงินจะเอามาใช้จ่ายในโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของประชาชน รัฐบาลควรมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางมากกว่ามองประโยชน์ของพวกพ้องเป็นสำคัญ เราขอคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์นี้เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน”
JJNY : สส.ปชน.ได้เป็น กมธ.IPU│วัส ติงสมิตร ห่วงยกฟ้องคดีฮั้ว สว.│สว.พันธุ์ใหม่ ค้านทำแลนด์บริดจ์│29 จว.พายุฤดูร้อนถล่ม
.
.
วันนี้ (21 เม.ย.69) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา ให้ความเห็นกรณีคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วานนี้ (20 เม.ย. 69) ที่ยกฟ้องคดีที่ผู้สมัคร สว. บัญชีสำรอง ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. มิได้เป็นเพียงการยุติข้อพิพาท รายบุคคล แต่นี่คือ “คำตอบเชิงโครงสร้าง” ที่ตอกย้ำว่า ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปอาจไม่มีที่ยืนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของรัฐ
.
1.คดีนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครผิด — แต่ตัดสินว่า "ใครพูดได้"
ศาลหยุดการพิจารณาไว้เพียงแค่ประตูหน้าศาล ด้วยเหตุผลทางเทคนิคว่าโจทก์ “ไม่ใช่ผู้เสียหาย” โดยให้เหตุผลว่า หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ “รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย” และต้องให้ “พนักงานอัยการ” เป็นผู้ฟ้อง
ประเด็นที่น่าคิดคือ เมื่ออัยการคือทนายแผ่นดิน และ กกต. คือองค์กรอิสระของแผ่นดิน การผูกขาดอำนาจฟ้องไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนเกิดคำถามถึงความโปร่งใส (Check & Balance) ว่าในที่สุดแล้ว "คนของรัฐ" จะกล้าฟ้อง "องค์กรของรัฐ" อย่างเต็มกำลังจริงหรือไม่
.
2. ความเสียหายที่ศาลมองไม่เห็น (แต่อยู่ในใจประชาชน)
ศาลวินิจฉัยว่าสถานะ “บัญชีสำรอง” ทำให้ความเสียหาย “ยังไม่แน่นอน” แต่ในโลกของความเป็นจริง การเลือกกันเองของ สว. ที่ถูกครหาว่ามีการ “ฮั้ว” กัน ย่อมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสนามแข่งขันไปตั้งแต่นาทีแรกแล้ว
การตีความความเสียหายแบบ Actual Damage (ต้องเกิดผลเสียที่เป็นรูปธรรมชัดเจน) อาจเหมาะกับคดีลักวิ่งชิงปล้นทั่วไป แต่สำหรับคดีเลือกตั้งที่ส่งผลต่อชะตากรรมของประเทศ ความเสียหายควรถูกนิยามให้กว้างกว่านั้น เพราะมันคือการพราก “โอกาสที่เท่าเทียม” ไปจากผู้สมัครทุกคน
.
3. ช่องว่างของความรับผิด (Accountability Gap)
เมื่อศาลวางหลักว่า : ผู้สมัครไม่มีอำนาจฟ้องเอง ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง อำนาจผูกขาดอยู่ที่รัฐ
เรากำลังเผชิญกับภาวะที่ไม่มีใครสามารถเรียกหาความรับผิดชอบได้ หากกลไกของรัฐเลือกที่จะ "นิ่งเฉย" หรือ "มองไม่เห็น" ความผิดปกติที่เกิดขึ้น
.
4. ใครโกง? vs ใครปล่อยให้โกง?
ศาลแนะให้ไปฟ้องคนฮั้ว (229 คน) โดยตรง แต่ในทางกฎหมายมหาชน การ “งดเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ของเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ต้องคุมกฎนั้นร้ายแรงไม่แพ้ตัวผู้กระทำผิด การตัดความเชื่อมโยง (Causal Link) ระหว่างการนิ่งเฉยของเจ้าหน้าที่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกราะคุ้มกันของเจ้าพนักงานของรัฐแข็งแกร่งจนยากจะตรวจสอบ
.
5. ถึงเวลาทบทวนกติกา: Citizen Suit คือทางออก?
บทเรียนจากคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า หากศาลไม่ตีความกฎหมายปัจจุบันแคบจนเกินไป ก็อาจถึงเวลาต้องขยายเรื่อง Standing (สิทธิในการฟ้องคดี) ในกฎหมายให้กว้างขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่มีระบบ Citizen Suit หรือการอนุญาตให้ "ผู้มีส่วนได้เสียในฐานะพลเมือง" สามารถฟ้องคดีสาธารณะได้ เพื่อไม่ให้อำนาจการตรวจสอบถูกรวมศูนย์ไว้ที่หน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียว
.
วัส ติงสมิตร ให้ความเห็นเป็นบทสรุป ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ไม่ได้บอกเราว่าการเลือกกันเองเพื่อเป็น สว. ครั้งที่ผ่านมาสุจริตหรือไม่ แต่มันบอกเราว่า หากคุณสงสัยในความไม่โปร่งใส คำตอบจากกระบวนการยุติธรรมในวันนี้คือ “คุณไม่มีสิทธิถาม” ในระยะสั้น ระบบอาจเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด แต่ในระยะยาว ระบบที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่หน้าประตูศาล จะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมได้จริงหรือ เพราะความยุติธรรมที่เข้าถึงไม่ได้ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับความอยุติธรรม
.