เจ้าสัวธนินท์ ทำอย่างไร ให้ได้ 7-Eleven มาเปิดในไทย

เจ้าสัวธนินท์ ทำอย่างไร ให้ได้ 7-Eleven มาเปิดในไทย
.
รู้หรือไม่ ประเทศไทย เกือบจะไม่มี 7-Eleven เพราะเจ้าของแบรนด์ในสหรัฐอเมริกา บอกว่า GDP ต่อหัวของคนไทย ยังน้อยเกินไป ถ้าเอา 7-Eleven ไปเปิด ก็เตรียมตัวขาดทุนได้เลย
.
แต่สุดท้าย คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ก็สามารถเจรจา จนนำ 7-Eleven มาเปิดในไทยได้สำเร็จ โดยเปิดสาขาแรกในปี 2531 ที่บริเวณพัฒน์พงศ์ และปัจจุบัน 7-Eleven กลายเป็นเชนร้านสะดวกซื้อ ที่ใหญ่สุดในไทย ทำกำไรต่อปีได้มหาศาล
.
แล้วเรื่องราวตอนนั้นเป็นอย่างไร
.
เจ้าสัวธนินท์ ไปเจรจาอย่างไร ให้ได้ลิขสิทธิ์ร้าน 7-Eleven มาเปิดในไทย ?

เรื่องนี้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว ที่คุณธนินท์ เป็นคนเขียนเอง
.
คุณธนินท์เล่าว่า ได้ไปเห็นโมเดลร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในสหรัฐอเมริกาแล้วชอบ ทำให้อยากที่จะนำเข้ามาเปิดที่ไทย
.
อย่างไรก็ตาม พอได้คุยกับทางบริษัทแม่ คือเซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น พวกเขาได้กล่าวปฏิเสธคุณธนินท์ โดยให้เหตุผลสำคัญคือ GDP ต่อหัวของไทย ยังต่ำมาก
.
แต่คุณธนินท์ก็ยังไม่ยอมแพ้ โดยเขาได้เชิญสองพี่น้องผู้ก่อตั้งร้าน 7-Eleven มายังประเทศไทย ซึ่งทริปนั้น ก็สร้างความประทับใจให้คนทั้งสองเป็นอย่างมาก
.
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองพี่น้องก็ยังยืนยันคำเดิมว่า เขาต้องการเตือนคุณธนินท์ด้วยความหวังดีว่า GDP ต่อหัวของไทยยังต่ำเกินไป หากเอา 7-Eleven มาเปิด ก็จะมีแต่ขาดทุน แต่ถ้าคุณธนินท์ ยังยืนยันที่จะเปิด พวกเขาก็จะยินยอมและไม่เปลี่ยนแปลงอะไรอีก
.
ถ้าลองดู GDP เฉลี่ยต่อหัวของไทย กับ สหรัฐอเมริกา ในปี 2531 สหรัฐอเมริกา 786,229 บาท ต่อหัว ต่อปี ไทย 41,226 บาท ต่อหัว ต่อปี
.
ซึ่งคุณธนินท์ ก็ยังยืนยันคำเดิมเหมือนกัน ว่าจะเอา 7-Eleven มาเปิดในไทยให้ได้
.
แล้วอะไรที่ทำให้คุณธนินท์เชื่อมั่นว่า 7-Eleven จะประสบความสำเร็จในไทย
.
- ประการแรก คือ ความพร้อมด้านอื่นที่ไม่ใช่แค่ รายได้ต่อหัวของประชากร
.
ทั้งสองพี่น้องมองว่า GDP ต่อหัวของไทยนั้นยังต่ำเกินไป ซึ่งคุณธนินท์มองว่า ถึงแม้ว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสหรัฐอเมริกา จะมีตัวเลข GDP ต่อหัวของประชากรที่สูง แต่สหรัฐอเมริกา ไม่ได้มีประชากรหนาแน่นในบางพื้นที่ เหมือนกับประเทศไทย
.
ประเทศไทยโดยเฉพาะในส่วนที่เจริญแล้ว จะมีประชากรหนาแน่นค่อนข้างมาก  และถึงแม้ว่า GDP ต่อหัวของไทยจะไม่ได้สูงเท่ากับสหรัฐอเมริกา แต่โอกาสที่คนจะเข้ามาใช้บริการนั้นกลับมีมากกว่า

คุณธนินท์เล่าว่า ได้ลงทุนไปนับคนด้วยตัวเองที่เขตพระโขนง ว่าจะมีคนเดินผ่านหน้าร้านกี่คน ซึ่งก็ได้ผลสรุปออกมาว่า แม้รายได้ต่อหัวของเราจะต่ำกว่าเขาจริง แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนคนที่เดินเข้าร้าน
.
ในสหรัฐอเมริกามีคนเดินเข้าร้าน 1 คน ในไทยจะมีคนเดินเข้าร้าน 10 คน
.
ดังนั้นเมื่อรวมรายได้แล้ว ถึงแม้ว่ายอดซื้อต่อคนอาจจะไม่มากเท่าที่สหรัฐอเมริกา แต่ด้วยปริมาณคนที่เข้าร้านมากกว่า ทำให้ยอดขายที่ออกมาไม่แพ้กันเลย
.
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของต้นทุนต่าง ๆ ที่ถูกกว่าสหรัฐอเมริกาด้วย ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าที่ดิน หรือค่าแรง ที่ถูกกว่าหลายเท่า ทำให้มีโอกาสในการขยับขยาย และทำกำไรได้ดีกว่า
.
- ประการที่สอง คือ ความใหม่
.
ในสมัยก่อนที่จะมี 7-Eleven นั้น คนส่วนใหญ่ก็จะซื้อของจากร้านค้าปลีก แบบโชห่วย ซึ่งอาจจะไม่ได้มีสินค้าครบทุกอย่าง หรืออยู่ในตึกสำนักงานใกล้ ๆ
.
ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสของ 7-Eleven ที่จะไปเจาะกลุ่มลูกค้า ที่มีรายได้ที่สูงขึ้น และต้องการหาความสะดวกสบาย เพราะตัวร้าน 7-Eleven เองก็ไม่ได้ขายในราคาที่ถูกกว่าร้านโชห่วยทั่ว ๆ ไป
.
โดยคุณธนินท์กล่าวว่า เมื่อคนมีรายได้สูง พวกเขาจะไม่ได้ดูแค่เรื่องราคาเท่านั้น แต่พวกเขายังมองเรื่องความสะดวกสบายอีกด้วย
.
และสุดท้ายคุณธนินท์ก็เริ่มต้นเซ็นสัญญากับเซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของ 7-Eleven ในปี 2531 และเปิดสาขาแรกที่บริเวณพัฒน์พงศ์
.
จนปัจจุบัน 7-Eleven ในไทย มีทั้งหมด 15,945 สาขา มียอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันราว 84,000 บาท และสร้างรายได้ มากกว่า 462,000 ล้านบาท ในปีผ่านมา..
.
ที่มา : BrandCase
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่