ปัจจุบันชื่อของ “พสุ ลิปตพัลลภ” นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ทายาทนักการเมืองรุ่นเก๋า “สุวัจน์ลิปตพัลลภ” ได้เข้ามาโลดแล่นในวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว ในฐานะกรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD
แม้ปัจจุบันตลาดอสังหาฯ ไทยตกอยู่ภายใต้วงล้อมปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน แต่ทุกวิกฤต “พสุ” มองว่าย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับวิกฤตตะวันออกกลาง ที่ไฟสงครามกำลังลุกโชนเขย่าขวัญเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งเขามองว่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการอสังหาฯ ไทย ในการทำตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ที่เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
“ประเทศไทยเรามีความเป็นกลาง เลยเป็นโอกาสที่ดีต้อนรับชาวตะวันออกกลาง เพราะว่าหลายคนที่อยู่ศูนย์กลางการเงินอย่างดูไบ อาบูดาบี เขาก็ไม่คิดจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผมคิดว่าจะเป็นการเปิดตลาดที่ใหญ่มาก ๆ สำหรับวงการอสังหาฯ ไทย ที่ปัจจุบันยังเผชิญหน้ากับภาวะหนี้ครัวเรือนสูงอยู่ 87% แม้ดีขึ้นแต่จีดีพีที่ไม่โตตามเป้าและเกิดน้ำท่วมใหญ่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระเตื้องตามที่คาด”
นอกจากกำลังซื้อกลุ่มเศรษฐีตะวันออกกลางที่ “พสุ” มองว่าเป็นโอกาสในวิกฤตแล้ว ยังเห็นโอกาสของตลาดท่องเที่ยวจากประเทศ “อินเดีย” ที่เบนเข็มมาเที่ยวไทยแทนตะวันออกกลางที่มีปัญหาในการเดินทาง อาจย้ายความต้องการมายังภูเก็ต
รวมถึง “ออสเตรเลีย” ที่เห็นว่าเดินทางมาเที่ยวเอเชียง่ายกว่าและถูกกว่าไปยุโรป โดยออสเตรเลียเป็นประเทศที่สกุลเงินเชื่อมกับสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ และอยู่ใกล้ไทยมาก ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีในการคว้าโอกาสนี้เอาไว้ทั้งการท่องเที่ยว และลงทุนในอสังหาฯ
โดยเขาเสนอแนะว่า รัฐบาลจะต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถรับรองการมาของตลาดต่างชาติ ด้วยการเดินหน้าแก้ พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์ให้ต่างชาติสามารถเช่าได้ในระยะยาว 99 ปี ควบคู่ไปกับการจัดการความปลอดภัย และปัญหาขยะสะสม
“ต่างชาติคุ้นชินกับการเช่าระยะยาว กฎหมายไทยให้ได้ไม่เต็มเหนี่ยว ปัจจุบันได้แค่ 30 ปี ถ้าเราจัดการให้เขาเป็นเจ้าของในสภาวะที่มั่นคงมากขึ้น จะช่วยเปิดทางตลาดได้ดี”
“พสุ” ระบุว่า ปัจจุบันดีมานด์ในตลาดที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ และเทรนด์ตลาดยังเหมือนเดิม คือ ตลาดคอนโดฯ หรูยังได้รับการตอบรับอย่างดีในทำเลที่มีศักยภาพ ขณะที่แนวราบชะลอตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น และปัญหาการขอสินเชื่อ แต่ตอนนี้เป็นโอกาสในการต่อรองเพิ่มมากขึ้นของผู้ซื้อ
สำหรับ “พราว” เองมีการบริหารด้านการเงินอย่างระมัดระวัง โดยปี 2569 เป็นปีที่เราโฟกัสยอดโอนกรรมสิทธิ์ของ 3 โครงการ ที่จะรับรู้รายได้หลัก ๆ และมียอดขายไปแล้วกว่า 80% ทำให้ความน่ากลัวต่อการขายใหม่น้อยมาก
“เราจะเป็น Net Cash Companyในเรื่องสภาพคล่อง เราอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะเก็บโอกาในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งในระยะกลางและระยะยาว หากสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่มากจริง ๆ แต่พราวมีสภาพคล่องมากพอที่จะนำเงินมาลงทุน แต่ก็ต้องดูไปตามสถานการณ์”
ต่อคำถามปัจจุบันหมดยุคทองของตลาดอสังหาฯ แล้วหรือยัง หลังที่ผ่านมาตลาดโดยรวมยอดขายและยอดโอนปรับตัวลดลงมาก?
“ปีที่ผ่านมายังเป็นปีของทรัพย์สินทางเลือก ตลาดหุ้นยังดีอยู่ แต่ราคาทองคำปรับตัวเยอะมาก หรือคริปโตเคอร์เรนซี่ All Time High หลายครั้งแม้จะปิดปีติดลบ แต่ทั้งหมดทั้งมวลยังมีมูลค่ามหาศาล เราจะเห็นว่าช่วงวิกฤตเงินเคลื่อนไหวลำบาก แต่อสังหาฯ ยังเป็นทรัพย์สินทางเลือกที่เป็นสะพานเชื่อมความไม่แน่นอนให้จับต้องได้ แม้จะขึ้น ๆ ลง ๆ ตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ลูกค้ารายใหญ่ที่มีการลงทุนเยอะก็ยังมีการนำอสังหาฯ มาเป็นเครดิต ไม่ว่าอย่างไรอสังหาฯ ก็ยังคงเป็นโอกาสแน่นอน” พสุย้ำเสียงหนักแน่น
“พสุ ลิปตพัลลภ” มองวิกฤตอาหรับ ยืดเช่า 99 ปีสร้างโอกาส “อสังหาไทย”