I spit on your grave เป็นเรื่องราวหญิงสาวที่แก้แค้นชายสี่คนที่ข่มขืนเธอ เนื้อเรื่องมีแค่นี้ แต่ที่ทำให้เวอร์ชั่นต้นฉบับในช่วงยุค 70s ของหนังแนวขมขื่น-แก้แค้นในตำนานเรื่องนี้ยังเป็นที่กล่าวขวัญอยู่เสมอ คือความดิบเถื่อนขั้นสุดโต่งของตัวหนังและบรรยากาศที่ชวนกระอักกระอ่วนมากกว่าการได้เสพความสะใจในยามที่หญิงสาวได้เอาคืนเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ
.
ในช่วงที่หนังออกมาใหม่ๆ คำวิจารณ์ของผู้ชมดูจะออกไปในทางลบเสียส่วนมาก อันเนื่องจากตัวหนังที่ทำออกมาได้สมจริงเกินเหตุ จนดูเหมือนจะเกินขอบเขตของการเป็นภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง เพราะแทนที่คนดูจะรู้สึกถึงชัยชนะของตัวเอกที่แก้แค้นได้สำเร็จและสะใจไปกับกลวิธีในการเอาคืน ทว่าบรรยากาศของการแก้แค้นในช่วงครึ่งหลังกลับเต็มไปด้วยความขมขื่นและความเกลียดชังที่สัมผัสได้ผ่านหัวใจที่แตกสลายของหญิงสาว โดยไม่มีดนตรีประกอบมาปลุกเร้า และแทบจะไม่มีคำพูดกระชากอารมณ์สะใจจากปากของหญิงสาวที่พยายามจะทวงถามความยุติธรรมด้วยน้ำมือตัวเอง
.
แน่นอนว่าซีนข่มขืนในหนังก็ไม่ประนีประนอมกับคนดูเช่นกัน การปล่อยให้ผู้ชมได้เห็นหญิงสาวถูกกระทำอย่างยาวนานในช่วงครึ่งแรกนั้น ทั้งกดดันและบีบคั้นหัวจิตหัวใจคนที่ได้ดูอย่างเลือดเย็น หลายๆ ประเทศถึงกับต้องตัดฉากสะเทือนใจออกกว่าสิบนาทีตอนเข้าฉาย เพราะนอกจากจะไม่บันเทิงแล้ว ยังสร้างความหมองหม่นให้ตกค้างอยู่กับผู้ชมจนยากที่จะลืม
.
แม้ตัวหนังจะเต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งในบทบาทของผู้ล่าและผู้ที่ถูกล่าที่สลับกันในกาลต่อมา จนถูกค่อนขอดไม่น้อยว่าเกินจำเป็นไปหน่อย เหมือนเอาซีนข่มขืนมาขายความใคร่ให้กับผู้ชมไม่ต่างจากหนังขยะเกรดบี ทว่าในเวลาต่อมาตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ก็ดูจะได้รับความเป็นธรรมในเชิงศิลปะมากขึ้น หลายประเด็นในหนังถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายในเชิงวิพากษ์ด้านมืดของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนผบุรุษเพศให้จงระวังปีศาจร้ายที่หลับใหลอยู่ในสัญชาตญาณ ขณะเดียวกันตัวหนังยังตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างซื่อตรง ด้วยการมองเข้าไปให้ลึกถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ
.
สุดท้าย ไม่ว่าใครจะมองหนังเรื่องนี้อย่างไร จะยกย่องหรือ 'ถ่มน้ำลาย' เหมือนตัวเอกในเรื่องก็ตามแต่ ทว่า ‘หญิงสาวที่ถ่มน้ำลายใส่หลุมศพ’ ฉบับปี 1978 ก็ได้กลายเป็นหนังแก้แค้นในตำนานที่เป็นต้นแบบให้กับหนังแนวทางนี้ในยุคต่อมาในหลายๆ มิติ และกลายเป็นหนังที่ควรค่าแก่การหามาชมสักครั้ง...
.
...ครั้งเดียวก็เกินพอ
I spit on your grave (1978) ต้นฉบับหนังแก้แค้นในตำนานที่อาจหาญและไม่ประนีประนอมกับคนดู
.
ในช่วงที่หนังออกมาใหม่ๆ คำวิจารณ์ของผู้ชมดูจะออกไปในทางลบเสียส่วนมาก อันเนื่องจากตัวหนังที่ทำออกมาได้สมจริงเกินเหตุ จนดูเหมือนจะเกินขอบเขตของการเป็นภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง เพราะแทนที่คนดูจะรู้สึกถึงชัยชนะของตัวเอกที่แก้แค้นได้สำเร็จและสะใจไปกับกลวิธีในการเอาคืน ทว่าบรรยากาศของการแก้แค้นในช่วงครึ่งหลังกลับเต็มไปด้วยความขมขื่นและความเกลียดชังที่สัมผัสได้ผ่านหัวใจที่แตกสลายของหญิงสาว โดยไม่มีดนตรีประกอบมาปลุกเร้า และแทบจะไม่มีคำพูดกระชากอารมณ์สะใจจากปากของหญิงสาวที่พยายามจะทวงถามความยุติธรรมด้วยน้ำมือตัวเอง
.
แน่นอนว่าซีนข่มขืนในหนังก็ไม่ประนีประนอมกับคนดูเช่นกัน การปล่อยให้ผู้ชมได้เห็นหญิงสาวถูกกระทำอย่างยาวนานในช่วงครึ่งแรกนั้น ทั้งกดดันและบีบคั้นหัวจิตหัวใจคนที่ได้ดูอย่างเลือดเย็น หลายๆ ประเทศถึงกับต้องตัดฉากสะเทือนใจออกกว่าสิบนาทีตอนเข้าฉาย เพราะนอกจากจะไม่บันเทิงแล้ว ยังสร้างความหมองหม่นให้ตกค้างอยู่กับผู้ชมจนยากที่จะลืม
.
แม้ตัวหนังจะเต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งในบทบาทของผู้ล่าและผู้ที่ถูกล่าที่สลับกันในกาลต่อมา จนถูกค่อนขอดไม่น้อยว่าเกินจำเป็นไปหน่อย เหมือนเอาซีนข่มขืนมาขายความใคร่ให้กับผู้ชมไม่ต่างจากหนังขยะเกรดบี ทว่าในเวลาต่อมาตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ก็ดูจะได้รับความเป็นธรรมในเชิงศิลปะมากขึ้น หลายประเด็นในหนังถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายในเชิงวิพากษ์ด้านมืดของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนผบุรุษเพศให้จงระวังปีศาจร้ายที่หลับใหลอยู่ในสัญชาตญาณ ขณะเดียวกันตัวหนังยังตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างซื่อตรง ด้วยการมองเข้าไปให้ลึกถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ
.
สุดท้าย ไม่ว่าใครจะมองหนังเรื่องนี้อย่างไร จะยกย่องหรือ 'ถ่มน้ำลาย' เหมือนตัวเอกในเรื่องก็ตามแต่ ทว่า ‘หญิงสาวที่ถ่มน้ำลายใส่หลุมศพ’ ฉบับปี 1978 ก็ได้กลายเป็นหนังแก้แค้นในตำนานที่เป็นต้นแบบให้กับหนังแนวทางนี้ในยุคต่อมาในหลายๆ มิติ และกลายเป็นหนังที่ควรค่าแก่การหามาชมสักครั้ง...
.
...ครั้งเดียวก็เกินพอ