JJNY : เตือนภัยไทยเจอ “China Shock 2.0”│ชาวไร่อ้อย ร้องแบกต้นทุนสูง│ขู่ชุมนุม กดดันเคลียร์หนี้ค้างนม│บังกลาเทศขึ้นน้ำมัน

“ภาวุธ” เตือนภัย เอสเอ็มอี ไทย เจอ “China Shock 2.0” บี้รีบอุดจุดบอดก่อนอุตสาหกรรมไทยล้มละลาย
https://www.thairath.co.th/news/politic/2927454
.

.
“ภาวุธ” เตือนภัย เอสเอ็มอี ไทย เจอ “China Shock 2.0” มาเร็วกว่าที่คิด ส่งผลทำให้ไทยขาดดุลจีนแบบก้าวกระโดด 2 ล้านล้านบาท บี้รีบอุดจุดบอดก่อนอุตสาหกรรมไทยล้มละลาย
.
วันที่ 19 เมษายน 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีที่ หนุ่มเมืองจันทร์ แชร์โพสต์สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) หนักมาก เลยต้อง “ระบาย” ของมาอาเซียน รวมถึงไทยแบบเต็มสูบ ว่า
.
ความน่ากลัวที่มาเงียบๆ ก็คือ สินค้าจีน มีราคาถูกกว่าไทยกว่าครึ่ง และส่งได้ไวมาก ทำให้ขณะนี้ ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น ก้าวกระโดด หลักล้านล้านบาทแล้ว ขณะเดียวกันโรงงานไทยปิดตัวเป็นแถบ งานคราฟท์แบบ “Very Thai” กำลังจะตายไปพร้อมโรงงาน SMEs มันไม่ต่างกับการปล่อย “ปลาหมอคางดำ” เข้ามาในระบบนิเวศการออกแบบไทย ดังนั้นทางรอดของไทย ต้องสู้ด้วย “สมองและรสนิยม” ไม่ใช่ “เหล็กและไม้”
.
สส.ภาวุธ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นจึงควร Un-copyable DNA เลิกขายแค่ “สินค้า” แต่ขาย “Solution & Curation” ที่แม้จีนก๊อปเก้าอี้ได้ แต่ก๊อป “ความเข้าใจบริบทบ้านไทย” ไม่ได้ นอกจากนั้นควรทำ Hybrid Model (สูตร 70/30): ใช้ Supply Chain จีนที่ถูก 70% ผสมกับ “ลายเซ็นคราฟท์ไทย” 30% เพื่อพยุงโรงงานท้องถิ่นให้ยังมีงานทำ และใช้ Genuine Soft Power ไม่ใช่แค่มีช้างหรือลายเทพพนม แต่ต้องมีภาษาที่คนยอมจ่ายเพราะมันคือ “ไทยดีไซน์”
เม็กซิโก ใช้กำแพงภาษี
.
พร้อมยกตัวอย่างประเทศอื่นที่เขาจัดการเรื่องนี้ได้ เช่น

1. เม็กซิโก และ อินโดนีเซีย ใช้โมเดล กำแพงภาษีและการอุดช่องโหว่ เลือกใช้วิธี “ยาแรง” เพราะอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มล้มละลาย
.
ผลลัพธ์: โรงงานในเม็กซิโกเริ่มกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง และเกิดกระแส “Nearshoring” คือการที่บริษัทต่างชาติ (รวมถึงบริษัทจีนเอง) ต้องมาตั้งโรงงานผลิตในเม็กซิโกแทนการส่งออกมาจากจีน เพื่อเลี่ยงภาษีและส่งต่อให้สหรัฐฯ ทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่
.
อินโดฯเก็บภาษีป้องทุ่มตลาด
.
ขณะที่ อินโดนีเซีย ใช้วิธีเก็บภาษีปกป้องการทุ่มตลาด (Safeguard Duties) สูงถึง 100-200% ในกลุ่มสิ่งทอและเซรามิก ผลลัพธ์ สามารถป้องกันการ “ตายยกรัง” ของ SME ในประเทศ และมีการสั่ง “ยกเลิกยกเว้นภาษี (De minimis)” สำหรับสินค้านำเข้าจากแอปฯ อย่าง Shein หรือ Temu ที่ราคาต่ำกว่าเกณฑ์ เพื่อไม่ให้ได้เปรียบร้านค้าท้องถิ่น
.
“ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรม” 
.
2. ใช้โมเดล “ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรม” เช่น อิตาลี เพราะอิตาลีไม่ได้สู้ด้วยราคา แต่สู้ด้วย “Made in Italy 2026 Vision” ที่คุณน่าจะสนใจในฐานะคนสเปคของ โดยใช้เทคโนโลยี 3D Prototyping และ AI เข้ามาช่วยช่างฝีมือ (Artisans) ในการลดต้นทุนการออกแบบ แต่คงไว้ซึ่งความประณีตที่จีนทำตามไม่ได้ พร้อมทั้งสร้างเรื่องเล่า (Cultural Storytelling) เพื่อทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อว่า “การซื้อเฟอร์นิเจอร์อิตาลี คือการซื้อประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ” ไม่ใช่แค่ซื้อเก้าอี้
.
ผลลัพธ์: แม้ของจีนจะถูกแค่ไหน แต่สินค้าอิตาลียังคงครองตลาด High-end ได้อย่างเหนียวแน่น และมีมูลค่าส่งออกสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาสร้าง “กำแพงทางความรู้สึก” ที่ของก๊อปปี้ข้ามไม่พ้น
.
“ดึงซัพพลายเชนกลับบ้าน”
.
3. ใช้โมเดล “ดึงซัพพลายเชนกลับบ้าน” อย่าง อินเดีย ใช้โครงการ “Make in India” และมาตรการ PLI (Production Linked Incentive) รัฐบาลให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ผลิตสินค้าในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี
.
ผลลัพธ์: ล่าสุดในปี 2568 อินเดียสามารถดึงการผลิต iPhone มาอยู่ในประเทศได้ถึง 25-30% และส่งออกไปทั่วโลกได้สำเร็จ เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้นำเข้า” เป็น “ผู้ผลิต” ได้ในหลายเซกเตอร์ภายในเวลาไม่กี่ปี
.
ไทยตอบโต้ช้ากว่าเพื่อน
.
สส.ภาวุธ กล่าวด้วยว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว ในเชิง “ความเปราะบาง” ประเทศไทยติดกลุ่ม Top 3 ของอาเซียน ร่วมกับเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ในแง่ของ “ความเร็วในการตอบโต้” ไทยถือว่า “ช้ากว่าเพื่อน” ส่งผลให้ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด กว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในประวัติศาสตร์ สาเหตุมาจากจุดอ่อนที่ไทยโดนหนักกว่าใคร เพราะมีโครงสร้างทางภาษีและศุลกากรที่มีช่องโหว่ (เช่น Free Trade Zone และนโยบายนำเข้าสินค้าเล็กน้อย) จนทำให้ขณะนี้กฎหมายไทยอ่อนมากๆ จนทำให้สินค้าจีน “ไหล” เข้ามาถึงระดับรากหญ้าได้ง่ายกว่าประเทศอื่นที่มีมาตรการ Protectionism เข้มงวดกว่า
.
https://www.facebook.com/PawootPom/posts/pfbid034FV1Bv8BDe4FP2dAVjdbpaUjEC2LQpe41yAVvNgmU7hyW6KGDYnTvU2pjsPiifp6l
.

.
ชาวไร่อ้อย 4 องค์กร ร้องแบกต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน ราคาตกต่ำไม่ได้รับแก้ไข
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2927492
.
ชาวไร่อ้อย 4 องค์กร ร้องแบกต้นทุนสูง แรงงานขาดแคลน ราคาตกต่ำไม่ได้รับการแก้ไข ด้านการช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสดปีนี้ยังไม่ชัดเจน และมีความล่าช้า
 .
ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อสินค้าการเกษตรไทย ล่าสุด เพจโรงงานน้ำตาลแห่งประเทศไทย ได้โพสต์หนังสือร้องเรียนถึงความเดือดร้อน ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในประเด็นต่อไปนี้
 .
ตัวแทนชาวไร่อ้อย 4 องค์กร (สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย) ทำหนังสือขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแจ้งความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อยที่สะสมต่อเนื่องมายาวนาน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น
 .
1. ราคาอ้อยตกต่ำทำให้ขาดทุนมากกว่า 400 บาทต่อตัน มีการกดราคาน้ำตาลในประเทศไว้ ด้วยเหตุผลอ้างถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภค
 
2. การถูกกล่าวหาเป็นต้นเหตุฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูหีบ ทั้งที่ปี 2568/69 การตัดอ้อยสดทั้งประเทศทำได้มากกว่า 96.21%
...
3. การช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสด ปี 2567/68 ต่ำเพียง 69 บาทต่อตัน เพราะข้ออ้างงบประมาณมีจำกัด ทั้งที่ค่าตัดอ้อยสดมากกว่า 200 บาทต่อตัน
.
4. การช่วยเหลือค่าตัดอ้อยสด ปี 2568/69 (ปีนี้) ยังไม่ชัดเจนและมีความล่าช้า งานไม่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
 .
5. ไม่มีการช่วยเหลือค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี น้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูงขึ้น แตกต่างจากบราซิล จีน อินเดีย ที่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อชาวไร่อ้อย
 .
6. ภัยสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ขาดแคลนแรงงาน มีอันตรายจากระเบิด การตัดอ้อยล่าช้า ต้นทุนตัดอ้อยสูงกว่า 400 บาทต่อตัน
 .
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย เป็นแหล่งสร้างงานมากกว่า 1 ล้านคน, สร้างรายได้และเกิดเงินหมุนเวียนโดยตรงกับท้องถิ่นมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี, สร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านอาหาร เครื่องดื่ม เอทานอล ไฟฟ้าชีวมวล, สร้างรายได้การส่งออกน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้กับประเทศไทย
.
https://www.facebook.com/Biorefinery4.0E/posts/pfbid0384xjWvj7x44fk7AeeZ4eKz9Fe4JtjDA7tr5YfzVMKmVmpksbfFvasz1D4hVqZuUBl
.

.
ขู่ชุมนุม 21 เม.ย. กดดันรัฐเคลียร์หนี้ค้างนม 7 เดือน
https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/152453
.
สระบุรี 19 เม.ย.-28 สหกรณ์โคนมคู่ค้า อ.ส.ค. ย้ำชุมนุม 21 เม.ย. กดดันรัฐ เคลียร์หนี้ค้างนม 7 เดือน พร้อมย้ำต้องการเจรจากับ “สุริยะ” รมว. เกษตรฯ เพียงคนเดียว เพื่อเร่งนำเรื่องเงินกู้กองทุนพัฒนาเกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อนำไปชำระหนี้ค้างค่าน้ำนมดิบที่ยืดเยื้อกว่า 7 เดือน มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท
.
นายสมาน เหล็งหวาน ประธานสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ปากช่อง จำกัด เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมยังไม่ได้รับเงินค่าน้ำนมดิบตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แม้ อ.ส.ค. จะทยอยจ่ายบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้สหกรณ์ต้องกู้เงินจากหลายแหล่ง ทั้งกองทุนพัฒนาสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาจ่ายให้สมาชิก ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและสภาพคล่องตึงตัวอย่างหนัก หลายสหกรณ์กู้เงินเต็มเพดานแล้ว ขณะที่เกษตรกรบางส่วนเริ่มเลิกเลี้ยงโคนมและจำหน่ายโคออกจากระบบ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของระบบสหกรณ์โคนมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการจำหน่ายน้ำนมดิบ และยังคงต้องแบกรับต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
.
ขณะเดียวกัน กลุ่มสหกรณ์ยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดสัดส่วนการรับซื้อน้ำนมดิบและโควตานมโรงเรียนของ อ.ส.ค. โดยในปีการศึกษา 2568/2569 ได้รับจัดสรรวันละ 102 ตัน ขณะที่ปีการศึกษา 2569/2570 ซึ่งคณะกรรมการนมโรงเรียนอยู่ระหว่างประกาศผล คาดว่าจะเหลือเพียงประมาณ 50–60 ตันต่อวัน ยิ่งซ้ำเติมปัญหาการระบายผลผลิตของเกษตรกร
.
ล่าสุด นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายนมและผลิตภัณฑ์นม และประธานคณะกรรมการอาหารเสริมนมเพื่อเด็กและเยาวชน เตรียมลงพื้นที่หารือกับผู้แทนเครือข่ายสหกรณ์โคนมในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการขอใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร รับฟังข้อเรียกร้อง และพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการรับซื้อน้ำนมดิบ ณ สำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
.
ทั้งนี้เครือข่ายสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์คพร้อมเข้าร่วมการหารือเพื่อสะท้อนปัญหาและหาทางออกร่วมกัน แต่ยังยืนยันจะเดินหน้าชุมนุมในวันที่ 21 เมษายนตามแผน เว้นแต่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเดินทางมาพบเครือข่ายสหกรณ์ด้วยตนเอง และให้คำยืนยันชัดเจนว่า ในวันที่ 22 เมษายน จะนำเรื่องเงินกู้กองทุนพัฒนาเกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อนำไปชำระหนี้ค้างค่าน้ำนมดิบ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มสหกรณ์
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่