เรามีพี่น้อง 4 คน เราเป็นคนที่ 2 ปัจจุบันอายุ 47 เลิกกับแฟนแล้ว ก่อนหน้านี้เราใช้ชีวิตอยู่ กทม มา 30 ปี และเพิ่งย้ายกลับมาอยู่ ตจว ได้ 5 ปี เหตุผลที่ย้ายเพราะพ่อป่วย เรารับราชการ ตอนนั้นเรามีแฟนอยู่ด้วยกัน ไม่ได้แต่งงาน แต่พี่สาวอยากให้กลับมาอยู่ดูแลพ่อ แม่เราเสียไปแล้วกว่า 10 ปี พ่ออยู่กับน้องสาว และน้องชาย (ไม่ทำงานทำการ ติดยา) น้องสาวมีลูก 1 คน เลิกกับสามี น้องชายมีลูก 2 คน เลิกกับเมีย ตอนอยู่ กทม เราทำงานส่งเงินให้พ่อทุกเดือน เดือนละหมื่น ให้ค่ากับข้าวน้องสาวอาทิตย์ละพัน ให้เงินหลานไปโรงเรียนและกินขนมเสาร์อาทิตย์คนละห้าร้อย 3 คนพันห้าต่ออาทิตย์ ส่วนเราทำงานประจำด้วย ตอนนั้นยังไม่ได้รับราชการ ทำงานบริษัทเอกชน ทำขนมขายที่ทำงาน ไปรับกระเทียมมาปอก ขายน้ำชงที่ตลาดนัด ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน พ่อเราใช้เงินเปลืองมาก เราเบื่อแต่ทำอะไรไม่ได้ จนตอนโควิดได้ย้ายกลับ ตจว เราก็ไปอยู่บ้านกับพ่อและน้อง คืนนั้นเราคุยกับพ่อเรื่องหลานนี่แหละ แล้วก็ทะเลาะกัน พ่อก็บอกว่าเราอกตัญญูกับน้องสาว เพราะน้องสาวเราไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องกรีดยางส่งเรากับพี่สาวเรียน พ่อเรารับราชการ แม่ทำสวนยาง เราโตมากับตายาย เช้าวันรุ่งขึ้นเราเก็บของไปอยู่บ้านพักราชการคนเดียว เรารู้สึกว่าคิดผิดมากที่ย้ายมา ตอนเด็กพ่อกับแม่ปลูกบ้านใหม่ แต่ไม่เอาเราไปอยู่ด้วย แล้วก็ไม่บอกเหตุผล เรายังเด็กก็น้อยใจตามประสา ตอนไปดูบ้านใหม่ พ่อก็บอกว่านี่ห้องพี่สาว นี่ห้องน้องสาว นี่ห้องน้องชาย เรายืนฟังจะรู้สึกยังไง เราอยู่กับตายาย เวลาตากับยายเข้าสวนเป็นอาทิตย์ เราก็อยู่คนเดียว คืนไหนกลัวก็จะไปชวนญาติ ๆ กันมานอนเป็นเพื่อน จนเราจบ ม 3 ก็ไปเรียน กทม ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยจนจบ เพราะเงินที่พ่อแม่ส่งให้มันไม่พอใช้จริง ๆ เราไม่ค่อยกลับบ้านเพราะปิดเทอมก็ทำงาน นาน ๆ กลับบ้านที หลัง ๆ ไม่มีใครเคยถามเลยว่าเราจะกลับบ้านมั้ย ปี 57 แม่ป่วยเราต้องลาออกจากงานที่ทำเพื่อมาดูแลแม่ เราพาแม่มารักษาที่ กทม แม่เป็นมะเร็ง แม่เรารักเรามากถึงแม้จะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน แต่เรารู้สึกได้ นอกจากเราแล้วแม่ก็ไม่ไว้ใจให้พี่น้องเราดูแล จนแม่เราเสียปีนั้น เราก็กลับ กทม แล้วก็สอบราชการติด ก็รับราชการที่ กทม พอมาปี 63 พี่สาวเราใช้ให้ย้ายกลับบ้าน โดยบอกว่าจะรอให้พ่อตายก่อนหรอค่อยกลับมาดูแล เราก็รู้สึกไม่ดี เพราะตอนแม่ตายเราก็เสียใจครั้งนึงแล้วที่ไม่ค่อยได้กลับไปหาแม่ ตั้งแต่ย้ายกลับ ตจว เราเครียดจนเป็นซึมเศร้า ไปหาหมอกินยา โดนพี่สาวด่าทออีกว่า อยู่บ้านเกิดตัวเองมันจะยากอะไรนักหนาถึงขนาดต้องไปหาหมอ เราบอกตรง ๆ ว่าเราอยู่ไม่ได้จริง ๆ รายได้ก็หายไป เหลือแค่เงินเดือน จะไปพอใช้ได้ยังไง เลี้ยงดูคนทั้งบ้าน พี่สาวเราก็รับราชการแต่ไม่เคยให้เงินที่บ้าน จุดพีคคือพ่อโอนที่สวนให้พี่สาว แต่ไม่ให้เรา แรก ๆ เราก็ไม่คิดอะไร คิดแค่ว่าเราไม่เคยช่วยพ่อแม่สร้างสมบัติพวกนั้นมา เราก็ไม่ควรได้ แต่ที่ที่ยายเรายกให้แม่ ยายสั่งไว้ว่าที่ตรงนั้นจะต้องยกให้เรา เพราะตายายเราเลี้ยงเรามาแต่เด็ก ล้มบอกไป มีอยู่ครั้งนึงเรากลับมาบ้าน ทะเลาะกับพ่อจำไม่ได้เรื่องอะไร จนยายเราเอาเงินให้เราหทื่นนึง แล้วบอกว่าไปอยู่ กทม นะ ไม้ต้องกลับมาบ้านอีก ไม่ต้องห่วงตากับยาย เราก็กลับไปใช้ชีวิตโง่ ๆ ของเรา กลับมาตอนที่แม่เราเสีย พ่อเราทำประกันให้แม่เรา แต่ผู้รับผลประโยชน์ไม่มีชื่อเรา มีแต่พ่อ พี่สาว น้องสาว และน้องชาย เราเสียใจแต่ก็ไม่พูด และเราก็คิดว่าประกันของพ่อก็ไม่น่าจะมีชื่อเราด้วย แต่ที่ทำให้เราต้องมาตั้งกระทู้นี้คือ สัปดาห์ก่อน เราบอกพ่อว่า เราไม่มีเงินจะให้พ่อแล้วนะ ลืมบอกไปว่าพ่อเราเป็นข้าราชการบำนาญ แต่อย่างที่บอกพ่อเรากินเหล้า เลี้ยงเพื่อน ที่ไหนมีงานที่นั้นมีพ่อเรา เราพูดจนเหนื่อยว่าทำไมไม่เก็บเงินไว้บ้าง เวลาพ่อป่วยเราเป็นคนจ่ายค่า รพ พี่สาวช่วยบ้าง ล่าสุดค่า รพ 2 หมื่น พี่สาวช่วย 6 พัน พ่อเราเข้า รพ เอกชนเพราะมีประกัน แต่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน พอเบิกเงินมาได้พ่อก็ไม่คืนเราสักบาท วันก่อนพ่อโทรมาขอเงินเราไปจ่ายค่าปุ๋ยใส่ยาง 36000 เรานี่เข่าทรุดเลย แต่เราก็โอนให้ไปก่อน เราเลยบอกว่า ตอนโค่นยางก็รู้อยู่แล้วว่าต้องปลูกใหม่ แล้วทำไมไม่เก็บเงินไว้ พอมีค่าใช้จ่ายก็มาขอเงินเรา เงินสี่แสนค่าไม้ยางใช้อะไรหมด พ่อเราก็เงียบ เงินทั้งหมดที่มีเราต้องเก็บไว้ส่งหลานเรียน ตั้งแต่แม่เราตาย เราบอกเลยว่าเงินสักบาทเราไม่เคยได้จากพ่อ ไปไหนมีแต่เราจ่าย ซื้อของใช้ไปให้ทุกอาทิตย์ ทีวี ตู้เย็น มอไซต์ โซฟา หม้อหุงข้าว เตาแก๊ส เราซื้อหมดเลย พ่อเราได้เงินมาก็ใช้คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเงินค่ากรีดยาง ค่าปาล์ม แต่พอไม่มีเงินก็มาเอาที่เรา พ่อมักจะพูดกับเราว่า ยางแปลงนี้ปลูกไว้ให้น้องสาว ให้หลาน แปลงนี้ (แปลงที่ยายบอกว่าต้องให้เรา) จะปลูกยางไว้ให้หลาน ที่ตรงโน้นทำไว้ให้หบานอีกคน ตรงนั้นเผื่อน้องชาย แต่ไม่มีตรวไหนที่พ่อบอกว่าจะให้เรา ส้นเดือนนี้เราก็ต้องจ่ายค่รรังวัดที่เพื่อออกโฉนดอีก หมื่นเจ็ด แปลงที่ย่ยจะยกให้เรานั่นแหละ แต่จริง ๆ มันไม่มีวันเป็นของเรา เราเชื่อว่าถ้าแม่เรายังมีชีวิตอยู่ แม่จะต้องยกที่แปลงนั้นให้เราเป็นแน่ เราโทรหาพี่สาว บอกว่าเราไม่เคยได้อะไรจากที่บ้านเลย แต่เราต้องแบกค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พี่สาวเราก็ฟัง แล้วก็บอกว่า ก็เป็นคนดีนิ ก็ทำไปสิ ในขณะที่พี่สาวเราได้ทุกอย่าง ตอนแต่งงานพ่อให้บ้านหลังนึง ไหนจะได้ที่อีกแปลง เงินเดือนก็เยอะกว่าเรามาก วันจันทร์หน้าเราตั้งใจว่าจะกลับไปหาหมอซึมเศร้าอีก เรารุ้สึกแย่มากจริง ๆ แค่ไม่แสดงให้ใครเห็น ที่เราทำทั้งหมดนี้เพราะเรารับปากแม่ไว้ว่าจะดูแลทุกคนให้ดีที่สุด แต่เราเหนื่อยเหลือเกิน อีกอย่างเราบอกเลิกกับแฟน เพราะเราเชื่อว่าเค้าสามารถหาผู้หญิงที่ดีพร้อมและไม่มีภาระมากมายเหมือนเราได้ อีกอย่างเค้าอยู่ กทม ปล่อยให้เค้าไปสร้างอนาคตที่ดีน่าจะดีกว่า ต่อให้ตอนนี้อยากตายก็ยังตายไม่ได้ ถามว่าพ่อรักเรามั้ย ก็คงรักแหละ แต่อาจจะไม่มาก ขอบคุณทุกคนที่อ่านนะคะ
เคยสงสัยมั้ยคะ ทำไมพ่อแม่ถึงรักลูกไม่เท่ากัน