การอโหสิกรรมให้ใครซักคน

กระทู้คำถาม
เรื่องราวมันค่อนข้างนานมามากแล้ว เรามีเรื่องบาดหมางกับน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง ซึ่งน้องอ่อนกว่าเรา 3 ปี เรื่องมันค้างคามาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ทุกครั้งที่เรากับน้องทะเลาะกัน น้องจะเถียงเราไม่ได้ จนสุดท้าย น้องพูดว่า "ยังไงเค้าก็ดีกว่าเรา" เราเลยย้อนถามว่า ดีกว่ายังไง น้องตอบว่า "เค้าเรียนสายเกี่ยวกับหมอๆ ม.รัฐเก่าแก่ ส่วนเราเรียน สายบริหาร ม.เอกชน" "เค้าไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน" ซึ่งตอนนั้นแม่ก็อยู่ในเหตุการณ์ เราสะอึก ร้องไห้ แล้วหันไปถามแม่ตรงนั้นเลย ว่า เราทำให้พ่อแม่เดือดร้อนหรือเปล่า ซึ่งแม่ก็ร้องไห้ แล้วก็ตอบเราว่า เราไม่เคยทำให้พ่อแม่เดือดร้อน เพราะเรื่องการศึกษา
         คือ ด้วยความเราเองมีปมด้อยมาตั้งแต่เด็ก คือเป็นคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือเก่งเหมือนพี่น้อง แต่เราก็ไม่อะไร พ่อก็จะสอนเราเสมอ ว่า ให้ตั้งใจเรียนให้ดี พยายามเรียนสูงๆ จะได้มีงานดีๆ ทำ เก็บเงินได้เยอะๆ เพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติอะไรให้ลูก นอกจากการศึกษา (เรารู้สึกว่าเราเป็นลูกพ่อมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ลูกแม่) เราก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อสอน ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง จนสุดท้ายเรียนจบ ป.โท เราก็มีเรื่องกับน้องอีกหลายๆ ครั้ง แต่แม่ก็ชอบพูดว่า ให้รักกันเพื่อเห็นแก่พ่อแม่ เพราะพ่อแม่อยากเห็นพี่น้องรักกัน (เรามี 3 คนพี่น้อง พี่ชาย เรา น้องสาว)
         จนจุดที่เราทนไม่ได้ ที่จะกลับไปหาน้องอีก ก็คือ มีช่วงนึง น้องไปหาเด็กชาวพม่ามาช่วยทำความสะอาดที่บ้าน ซึ่งตอนนั้นน้องแต่งงาน ย้ายออกไปมีครอบครัวแล้ว เหลือ พ่อ แม่ เรา อยู่ที่บ้านกัน 3 คน แต่เด็กพม่า เราไม่ชอบเพราะการทำงานของเค้ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเรามากเกินไป คือ เราเคยใส่เสื้อผ้าใช้แล้วรอซักไว้ในตะกร้าเพื่อรอซัก ซึ่งปกติเราจะซักของเราเอง เพราะเราเคยชินกับการไม่มีแม่บ้านมานาน เด็กพม่าคนนั้นก็หวังดี จะเอาเสื้อผ้าเราไปซักให้ แต่ในนั้นมันมีชุดชั้นในด้วย ซึ่งเรามองว่า มันไม่เหมาะสมมากๆ ถ้าใครจะเอาของแบบนั้นไปซักให้เรา เราก็เคยบอกเด็กพม่าไปแล้ว ว่าไม่ต้อง เค้าก็ไม่ฟัง จนเราต้องเอาเสื้อผ้าใช้แล้วของเราไปซ่อนไว้ (ในห้องนอน) พอจะซัก เราถึงเอาออกมา มีอยู่วันนึง ตอนเรากำลังจะหยิบเสื้อผ้าเราไปซัก เด็กพม่าก็รีบมาเลย เหมือนจ้องหาจังหวะ เข้ามาแย่งเสื้อผ้าจากมือเราไป เพื่อจะเอาไปซักให้ เราก็บอกเลย ว่า ไม่ต้อง เค้าก็ไม่ยอม มีการยื้อเสื้อผ้ากันไปมาด้วย
         ซึ่งจุดนั้นทำให้เราไม่พอใจเด็กพม่ามากๆ หลังจากนั้นเราก็เข้าห้องนอนเรา ล็อกประตู แล้วเราโทรคุยกับเพื่อนสนิท เล่าให้เพื่อนสนิทฟัง ด้วยเสียงที่ดังเนื่องจากโมโหมาก ซึ่งห้องนอนเราติดกับห้องนอนเด็กพม่า แต่เราไม่สนใจ เราถือว่านี่คือห้องนอนส่วนตัวของเรา วันนั้นเราคุยอยู่ดีๆ น้องมันมาเคาะประตูห้องนอนเรา เราก็รู้ว่ามันต้องมาด่าเราเรื่องที่เราคุยกับเพื่อนเรื่องเด็กพม่าแน่ๆ เราเลยไม่เปิดประตูให้ น้องก็ไม่ยอมไป เคาะแรงขึ้น เรียกเราเสียงดัง ให้เราออกไปเปิดประตูให้ได้ จนเราต้องออกไป ทั้งๆ ที่เรายังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่
         พอเปิดประตู เป็นไปตามคาด มันว่าเรา ว่า ด่าเด็กพม่าทำไม เค้าได้ยินนะ เราก็บอกไป ว่า ทำไม ก็สิ่งที่มันทำ เราไม่ชอบ จะเอาชุดชั้นในเราไปซักไรงี้ มันบอกว่า ก็ดีออก สบาย ไม่ต้องซักเอง แล้วพูดดังแบบนี้ เด็กพม่ามันได้ยินนะ เราก็เลยไม่เถียงต่อ ไม่สนใจ ตรงนั้นคือจุดตัดที่ทำให้เราไม่อยากกลับไปหา ไปคุยหรืออะไรกับน้องเราอีก
         น้องเรามีครอบครัว มีลูก 2 คน เราก็พยายามไม่อะไร คือ ถ้าไม่จำเป็นต้องเจอจริงๆ เราก็จะเลี่ยงการเจอน้อง รวมทั้งครอบครัวเค้า เพราะเรามองว่า ยังไงคนเป็นพ่อแม่ ลูก สามีภรรยา ก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้ว กลายเป็นว่า เดี๋ยวนี้เราก็เฉยๆ กับน้องเขย และหลานๆ ลูกของน้องไปด้วย คือ ไม่รู้สึกอะไรแล้ว
         เมื่อประมาณปีที่แล้ว น้องก็พยายามจะเข้ามาคุย มาเคลียร์กับเรา ซึ่ง เรามองว่า เราไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้าจะกลับไป แล้วถ้าเราพูดอะไรไม่เข้าหู แล้วมีเรื่องแบบนี้อีก เราจะเหมือนคนโง่ ที่เจ็บแล้วไม่จำ กลับไปหาเค้าให้เค้าทำกับเราได้อีก แต่เราไม่คุย น้องก็เขียนจดหมายทิ้งไว้บนเตียง แต่เราก็เฉยๆ คือไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว
         แต่จริงๆ ใจเรา อโหสิกรรมกับสิ่งต่างๆ ที่น้องได้ทำกับเราทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ไม่มีบาปเวรต่อกันทั้งชาตินี้และชาติต่อๆ ไป ความรู้สึกเราคือแบบนั้น แต่แค่รู้สึกว่าไม่สามารถที่จะกลับไปคุยเล่น หรือเจอหน้ากับน้องได้อีกแล้วถ้าไม่จำเป็น เพราะเรากลัวเราจะต้องรู้สึกแบบนี้อีก เพราะเรารู้ว่า ความคิดของน้อง ยังไงก็ยังเหมือนเดิม กับเราเป็นพี่แท้ๆ เค้ายังดูถูกได้
         เลยจะถามว่า การอโหสิกรรมจริงๆ แล้ว สิ่งที่เราคิดแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือไม่ หรือว่า การอโหสิกรรม เพื่อไม่ให้มีบาปเวรซึ่งกันและกัน จะต้องกลับไปคุยกันได้เหมือนเดิมด้วย การอโหสิกรรมนั้นถึงจะถือว่าสมบูรณ์
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่