ช่วงนี้ใครที่ดูซีรีส์จีน น่าจะเคยผ่านตากับเรื่อง “ล่าหยก” หรือ
Pursuit Of Jade กันมาบ้างแล้ว
แม้เรื่องจะจบไปแล้ว แต่กระแสยังแรงไม่หยุด โดยเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ คือ “ทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงปัง?”
คำตอบสั้น ๆ คือ มันไม่ได้ขายแค่พล็อต… แต่ขาย “ความรู้สึก” ผ่านมุมมองที่เรียกว่า She Economy
📌
1. พระเอกไม่ได้แค่หล่อ แต่ “ถูกออกแบบมาเพื่อสายตาผู้หญิง”
+ ตัวละคร “ท่านโหว” ที่แสดงโดย จางหลิงเฮ่อ ไม่ใช่แค่หล่อธรรมดา แต่หล่อแบบ “เพอร์เฟกต์เกินจริง”
- ผิวเนียนกริบ
- หน้าคมแบบไม่มีที่ติ
- ลุคสงบ นิ่ง แต่ดูแพง
จนชาวเน็ตตั้งฉายาให้ว่า “แม่ทัพรองพื้น” นี่คือการใช้แนวคิด Female Gaze หรือ “มุมมองที่ผู้หญิงอยากมอง” ไม่ใช่แค่ผู้ชายมองผู้หญิงเหมือนในอดีต
📌
2. ซีรีส์ = โฆษณาแบบเนียน ๆ
+ ลองสังเกตดี ๆ แสง สี มุมกล้อง เหมือนโฆษณาเครื่องสำอางชัด ๆ ผลลัพธ์คืออะไร?
- คนดูอยาก “สวยแบบพระเอก”
- เกิดเทรนด์แต่งหน้า “Xie Zheng Makeup”
- เสื้อผ้าแบบฮั่นฝู กลับมาฮิตอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือ เครื่องจักรสร้างการบริโภค
📌
3. She Economy = พลังซื้อที่แบรนด์ต้องแย่งกัน
ข้อมูลน่าสนใจคือ
- ผู้หญิงจีนกว่า 600 ล้านคนใช้อินเทอร์เน็ต
- มีอำนาจตัดสินใจซื้อในครัวเรือนถึง 70%
- และตลาด She Economy อาจโตถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027
พูดง่าย ๆ คือ“ใครเข้าใจผู้หญิง = คุมตลาดได้”
📌
4. ทำไมต้องสร้างผู้ชายให้ ‘สวย’ ขนาดนี้?
เพราะผู้หญิงยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ความหล่อ แต่ต้องการ
- ความละมุน
- ความปลอดภัยทางอารมณ์
- ความแฟนตาซีที่เติมเต็มชีวิต
- ซีรีส์เลย “รีแบรนด์ความเป็นชาย” ใหม่ทั้งหมด
📌
5. ไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่กระทบทั้งเศรษฐกิจ
ผลลัพธ์จาก “ล่าหยก” คือ
- นักแสดงได้เป็น Brand Ambassador แบรนด์หรู
- สินค้าแฟชั่น/เครื่องสำอางขายดี
- เทรนด์ Social Commerce โตตาม
เรียกได้ว่า ซีรีส์ 1 เรื่อง สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทั้ง Ecosystem
📌
6. แล้วมันจะไปต่อไหม?
- คำตอบคือ “ไปต่อแน่นอน” ตราบใดที่ผู้ชมยังอยากดู และยัง “อิน” กับความสวยแบบแฟนตาซี
อุตสาหกรรมก็จะผลิตแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
💬 สรุป
- “ล่าหยก” ไม่ได้สำเร็จเพราะบทดีอย่างเดียว แต่สำเร็จเพราะ “เข้าใจผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง”
- และในโลกวันนี้ คนที่เข้าใจผู้หญิงได้มากที่สุด คือคนที่ “ชนะเกมธุรกิจ”
ที่มา
Marketeer Online
เจาะเทรนด์ She Economy เบื้องหลัง “ล่าหยก” ซีรีส์จีนที่ไม่ได้ขายแค่เนื้อเรื่อง แต่ขาย “ความรู้สึก” ให้ผู้หญิง
แม้เรื่องจะจบไปแล้ว แต่กระแสยังแรงไม่หยุด โดยเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ คือ “ทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงปัง?”
คำตอบสั้น ๆ คือ มันไม่ได้ขายแค่พล็อต… แต่ขาย “ความรู้สึก” ผ่านมุมมองที่เรียกว่า She Economy
📌 1. พระเอกไม่ได้แค่หล่อ แต่ “ถูกออกแบบมาเพื่อสายตาผู้หญิง”
+ ตัวละคร “ท่านโหว” ที่แสดงโดย จางหลิงเฮ่อ ไม่ใช่แค่หล่อธรรมดา แต่หล่อแบบ “เพอร์เฟกต์เกินจริง”
- ผิวเนียนกริบ
- หน้าคมแบบไม่มีที่ติ
- ลุคสงบ นิ่ง แต่ดูแพง
จนชาวเน็ตตั้งฉายาให้ว่า “แม่ทัพรองพื้น” นี่คือการใช้แนวคิด Female Gaze หรือ “มุมมองที่ผู้หญิงอยากมอง” ไม่ใช่แค่ผู้ชายมองผู้หญิงเหมือนในอดีต
📌 2. ซีรีส์ = โฆษณาแบบเนียน ๆ
+ ลองสังเกตดี ๆ แสง สี มุมกล้อง เหมือนโฆษณาเครื่องสำอางชัด ๆ ผลลัพธ์คืออะไร?
- คนดูอยาก “สวยแบบพระเอก”
- เกิดเทรนด์แต่งหน้า “Xie Zheng Makeup”
- เสื้อผ้าแบบฮั่นฝู กลับมาฮิตอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือ เครื่องจักรสร้างการบริโภค
📌 3. She Economy = พลังซื้อที่แบรนด์ต้องแย่งกัน
ข้อมูลน่าสนใจคือ
- ผู้หญิงจีนกว่า 600 ล้านคนใช้อินเทอร์เน็ต
- มีอำนาจตัดสินใจซื้อในครัวเรือนถึง 70%
- และตลาด She Economy อาจโตถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027
พูดง่าย ๆ คือ“ใครเข้าใจผู้หญิง = คุมตลาดได้”
📌 4. ทำไมต้องสร้างผู้ชายให้ ‘สวย’ ขนาดนี้?
เพราะผู้หญิงยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ความหล่อ แต่ต้องการ
- ความละมุน
- ความปลอดภัยทางอารมณ์
- ความแฟนตาซีที่เติมเต็มชีวิต
- ซีรีส์เลย “รีแบรนด์ความเป็นชาย” ใหม่ทั้งหมด
📌 5. ไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่กระทบทั้งเศรษฐกิจ
ผลลัพธ์จาก “ล่าหยก” คือ
- นักแสดงได้เป็น Brand Ambassador แบรนด์หรู
- สินค้าแฟชั่น/เครื่องสำอางขายดี
- เทรนด์ Social Commerce โตตาม
เรียกได้ว่า ซีรีส์ 1 เรื่อง สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทั้ง Ecosystem
📌 6. แล้วมันจะไปต่อไหม?
- คำตอบคือ “ไปต่อแน่นอน” ตราบใดที่ผู้ชมยังอยากดู และยัง “อิน” กับความสวยแบบแฟนตาซี
อุตสาหกรรมก็จะผลิตแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
💬 สรุป
- “ล่าหยก” ไม่ได้สำเร็จเพราะบทดีอย่างเดียว แต่สำเร็จเพราะ “เข้าใจผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง”
- และในโลกวันนี้ คนที่เข้าใจผู้หญิงได้มากที่สุด คือคนที่ “ชนะเกมธุรกิจ”
ที่มา Marketeer Online