สงกรานต์ปีนี้เริ่มต้นด้วยความรื่นเริงเหมือนใครต่อใคร การได้พบปะเพื่อนฝูงคือความสุขที่เรียบง่าย... แต่มันช่างน่าสมเพชนักที่เรื่องราวของฉันกลับเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ในวันที่ 15 เมษายน วันที่ความสนุกสิ้นสุดลง และเป็นวันที่ฉันยอมอนุญาตให้มือที่คุ้นเคย มากรีดแผลเก่าที่แสร้งว่ารักษาหายดีแล้วให้เปิดออกอีกครั้ง
เขาปรากฏตัวขึ้นในวันที่ใจเขาอ่อนแอ พร้อมกับรอยร้าวระหว่างเขากับผู้หญิงคนนั้น ฉันรู้ดี—รู้ซึ้งด้วยสัญชาตญาณ—ว่าคำที่บอกว่า "เลิกกันแล้ว" เป็นเพียงกำแพงทรายที่เขาสร้างขึ้นมาบังตาตัวเองในวันที่ทะเลาะกัน แต่น่าแปลกที่ฉันกลับยอมเดินเข้าไปในพายุนั้นอย่างเต็มใจ
ในช่วงบ่ายที่อากาศขมุกขมัว เขาขับรถพาเรามุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เป็น "กล่องความทรงจำ" ของเราสองคน จากความประหม่าที่เคยกางกั้น กลับมลายหายไปเพียงเพราะรสชาติของเบียร์และความใกล้ชิดที่โหยหา ดิฉันมองดูเขาเล่าเรื่องราวชีวิตพลางหลอกตัวเองว่าเรายังเหมือนเดิม ราวกับเข็มนาฬิกาได้หมุนย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เขายังเป็นของฉันเพียงคนเดียว
บนเตียงหลังเดิมที่คุ้นตา ในความสลัวของแสงไฟจากจอหนัง... สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลูบไล้ไปตามถุงน่องลูกไม้สีดำนั้นช่างดูอันตรายและเย้ายวน ฉันตัดสินใจส่งต่อความหวานผ่านลูกอมสองเม็ดด้วยริมฝีปากของตัวเอง ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าฉันยังคงมีตัวตนอยู่ในรสสัมผัสของเขา
“ลูกอมหวานจังครับ...” เสียงพร่าของเขาทำลายปราการสุดท้ายของฉันจนพังทลาย
เราจูบกันอย่างดุดันและโหยหา ราวกับจะชดเชยปีที่หล่นหายไป ในวินาทีนั้นฉันตั้งใจปิดตา ปิดหู และปิดการรับรู้ต่อศีลธรรมทุกอย่าง เพื่อแลกกับเศษเสี้ยวของความคิดถึงที่เหมือนความฝัน
“เธอคิดถึงฉันบ้างไหม?” “คิดถึงสิ...” คำพูดนั้นช่างดูหนักแน่นในขณะที่ร่างเราผสานกัน แต่กลับดูเบาหวิวเมื่อความจริงกลับมาปลุกให้ตื่น ฉันรู้ดีว่ามันคือ "ละคร" ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงอารมณ์ชั่วคราว แต่ทำไมคำเพียงคำเดียวถึงมีอิทธิพลจนฉันไม่อาจสลัดภาพภาพนั้นออกไปได้เลย
ทั้งคืนที่ผ่านมา ดิฉันทำได้เพียงนอนจ้องมองความว่างเปล่าในความมืด รสหวานของลูกอมในวันนั้น กลายเป็นรสขมของความรู้สึกผิดในวันนี้... ฉันไม่ได้เสียใจที่เขาทิ้งไป แต่เสียใจที่ตัวเองกลับไปทรยศความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดหนึ่งปี เพียงเพื่อจูบจอมปลอมที่ไม่มีอยู่จริง
รสหวานของความผิดบาป