เคยสังเกตุผู้สูงอายุบางคนไหม ว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด!!! นั่นอาจไม่ใช่ความดื้อตามวัย…แต่

เวลาคนอายุมากขึ้นแล้วเริ่มมีพฤติกรรมแปลกไปจากเดิม คนรอบตัวมักชอบสรุปง่าย ๆ ว่าแก่ขึ้นหรือไม่ก็อารมณ์เสียตามวัยบ้าง หรือหนักหน่อยก็ปักธงไปเลยว่า “สันดานเดิมนั่นแหละ แค่เมื่อก่อนเก็บอาการเก่งกว่า” แต่ความจริงคือ อาการแบบนี้บางครั้งไม่ได้เป็นแค่นิสัย ไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ และไม่ได้เป็นแค่ความดื้อของคนอายุเยอะเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคทางสมองที่ชื่อว่า โรคสมองส่วนหน้าเสื่อม หรือ Frontotemporal Dementia (FTD)

โรคนี้เป็นภาวะที่สมองบริเวณส่วนหน้าและส่วนขมับค่อย ๆ ฝ่อลง ซึ่งสองส่วนนี้สำคัญมาก เพราะมันเกี่ยวกับการยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจ การวางแผน บุคลิกภาพ รวมถึงการใช้ภาษา พอสมองตรงนี้เริ่มมีปัญหา สิ่งที่คนรอบข้างจะเห็นจึงไม่ใช่แค่ความขี้ลืมแบบภาพจำที่หลายคนคุ้นกับโรคอัลไซเมอร์ แต่จะเป็นความรู้สึกประมาณว่า “ทำไมเขาไม่เหมือนเดิมเลยวะ” พูดก็ไม่เหมือนเดิม คิดก็ไม่เหมือนเดิม ตอบสนองต่อคนรอบข้างก็ไม่เหมือนเดิม บางคนจากที่เคยสุขุมก็กลายเป็นพูดไม่ยั้ง บางคนจากที่เคยเกรงใจคนก็เริ่มพูดอะไรไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ บางคนดูเฉยชาไร้อารมณ์เหมือนโลกจะพังก็ไม่ค่อยสะเทือน ขณะที่บางคนกลับหงุดหงิด ก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ แบบที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น

อาการของโรคนี้หลัก ๆ มักเด่นอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกคือแบบที่ปัญหาพฤติกรรมเด่น คนไข้จะมีบุคลิกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ขาดความยับยั้งชั่งใจ ตัดสินใจแปลก ๆ วางแผนอะไรได้แย่ลง พูดหรือทำอะไรโดยไม่ค่อยเบรกตัวเอง บางคนมีความเฉยเมยจนคนใกล้ตัวเริ่มรู้สึกว่าเหมือนอีกฝ่ายไม่ใช่คนเดิม ส่วนอีกกลุ่มคือแบบที่ปัญหาด้านภาษาเด่น อาจเริ่มจากพูดช้าลง พูดติดขัด ใช้คำผิด เรียงคำไม่ถูก หรือนึกคำไม่ออกทั้งที่เมื่อก่อนพูดเก่ง พูดลื่น และจับประเด็นได้ดี

จุดที่คนมักไม่ค่อยรู้คือ โรคนี้ไม่ได้จำเป็นต้องมาในวัยชรามาก ๆ แบบที่เราชอบนึกภาพกัน แต่มักพบได้ในช่วงอายุประมาณ 45-65 ปี ซึ่งเป็นวัยที่หลายคนยังทำงาน ยังบริหารองค์กร ยังตัดสินใจเรื่องใหญ่ในบ้าน ในบริษัท หรือในระดับที่กว้างกว่านั้นได้อยู่เต็มมือ เพราะฉะนั้นปัญหาของโรคนี้มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพส่วนตัว แต่มันอาจกระทบไปถึงคนรอบข้าง ระบบงาน และการตัดสินใจสำคัญที่มีผลกับคนจำนวนมากได้เลย

ลองนึกภาพดูว่าถ้าคนคนหนึ่งมีปัญหาที่สมองส่วนซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนเบรกของความคิดกำลังถอยลงเรื่อย ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่การพูดจาแปลก ๆ ให้คนงง แต่คือการตัดสินใจเรื่องใหญ่ด้วยอารมณ์ที่ไม่นิ่งพอ การตอบสนองที่หุนหันพลันแล่นมากขึ้น การชั่งน้ำหนักเหตุผลที่แย่ลง หรือการสื่อสารที่ทำให้คนฟังตีความกันคนละทิศคนละทาง

ยิ่งถ้าคนคนนั้นอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจสูง เดี๋ยวสั่งเปิดเดี๋ยวสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซวันเว้นวัน ผลของโรคก็อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบ้าน แต่อาจลามไปทำให้คนทั้งองค์กร  ทั้งประเทศ หรือคนทั้งโลกต้องมานั่งเกร็งตามไปด้วย อันนี้ไม่ได้พูดให้เวอร์นะ แค่พูดตามหน้าที่ของสมองส่วนหน้าว่าถ้ามันเริ่มพัง คนที่ควรคุมเกมได้ดี ก็อาจเริ่มเล่นเกมด้วยกติกาที่เพี้ยนไปจากเดิม

แน่นอนว่า เรื่องแบบนี้ไม่ควรใช้การมองจากคลิปไม่กี่วินาทีหรือข่าวไม่กี่ชิ้นแล้ววินิจฉัยใครมั่ว ๆ เพราะการวินิจฉัยโรคสมองส่วนหน้าเสื่อมต้องอาศัยข้อมูลจากหลายด้าน ทั้งประวัติจากคนใกล้ชิด การประเมินพฤติกรรม การทดสอบสมองทางจิตวิทยา รวมถึงการสแกนสมองอย่าง MRI หรือ PET scan เพื่อดูว่ามีภาวะสมองฝ่อในตำแหน่งที่เข้าได้กับโรคหรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การเล่นเป็นหมอผ่านหน้าจอ แต่คือการรู้จักสังเกตให้เป็นว่าเมื่อไหร่ที่ความเปลี่ยนแปลงนั้น “มากเกินกว่าจะเรียกว่าแค่นิสัย”

ดังนั้นถ้าคุณเริ่มเห็นว่าคนใกล้ตัว เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน พูดจาไม่เหมาะสมแบบไม่เป็นตัวเอง ตัดสินใจประหลาด อารมณ์เปลี่ยน เฉยเมยขึ้น หรือเกรี้ยวกราดผิดปกติ

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า
“แก่ก็แบบนี้แหละ”
“นิสัยจริงเขาเป็นงี้มานานแล้ว”
“ปล่อย ๆ ไป เดี๋ยวก็หาย”

เพราะบางอย่างมันไม่ใช่นิสัยเสียที่โตตามอายุ แต่มันอาจเป็นโรค และถ้ารู้ว่าคนคนนั้นกำลังป่วย หน้าที่ของญาติและคนใกล้ตัวก็คือพาไปพบแพทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เจ้าตัวถืออำนาจเต็มมือโดยที่สมองส่วนที่ควรคุมเกม กำลังค่อย ๆ ถอนตัวออกจากเกมไปทีละนิด เอาเป็นว่าถ้าวันหนึ่งคุณสงสัยว่าคนใกล้ตัวเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิม
รีบพาไปตรวจเถอะ

เพราะหมอเวรอยากเขียนคอนเทนต์สุขภาพไปอีกนาน ไม่อยากเขียนคอนเท้นต์ How To การรักษาแผลจากการโดนระเบิดนิวเคลียร์

คือ...ไม่ใช่ว่าเขียนไม่ได้นะ แต่กลัวว่าถึงตอนนั้น เราอาจไม่เหลือคอมหรือไม่เหลือนิ้วไว้เขียนมากกว่า

CR FB หมอเวร
⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่