🫁​ ก่อนจะมีวัคซีนโปลิโอ เด็กจำนวนมากต้องนอนอยู่ในเครื่อง "ปอดเหล็ก" เพราะไม่สามารถหายใจเองได้

กระทู้สนทนา
ก่อนจะมีวัคซีนโปลิโอ เด็กจำนวนมากต้องนอนอยู่ในเครื่อง "ปอดเหล็ก" เพราะไม่สามารถหายใจเองได้… ภาพถ่ายในช่วงทศวรรษ 1950 บันทึกความจริงของการรับมือกับโรคโปลิโอ (Poliomyelitis) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่เข้าไปโจมตีระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะเซลล์ประสาทสั่งการที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
.
แม้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่อัตราเฉลี่ยประมาณ 1 ใน 200 รายของการติดเชื้อจะนำไปสู่ภาวะอัมพาตที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้
.
เมื่อภาวะอัมพาตนี้ลุกลามไปถึงกล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเนื้อทรวงอก ผู้ป่วยจะไม่สามารถดึงอากาศเข้าสู่ปอดด้วยตัวเองได้ เครื่องจักรทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เครื่องช่วยหายใจชนิดความดันลบ (Negative pressure ventilator) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ปอดเหล็ก" จึงถูกนำมาใช้แก้ปัญหานี้ (ด้วยหลักการทางฟิสิกส์พื้นฐาน )
.
เมื่อนำผู้ป่วยเข้าไปนอนในแคปซูลที่ปิดสนิทโดยโผล่มาเพียงศีรษะ เครื่องจะปั๊มอากาศออกจากห้องโดยรอบตัวผู้ป่วยเพื่อสร้างสภาวะสุญญากาศ ความดันที่ลดลงภายนอกร่างกายจะบังคับให้ทรวงอกขยายตัวและดึงอากาศจากภายนอกเข้าสู่ปอดผ่านทางจมูกและปาก และเมื่อเครื่องปล่อยอากาศกลับเข้ามา ความดันที่กลับสู่ระดับปกติจะกดให้ทรวงอกยุบลงเพื่อดันอากาศออก เครื่องจักรเหล่านี้คือระบบกลไกที่ทำหน้าที่หายใจแทนเด็กๆ นับพันคนในยุคนั้น
.
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยในช่วงก่อนที่จะมีการใช้วัคซีนอย่างแพร่หลาย ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโปลิโอและเกิดภาวะอัมพาตของระบบทางเดินหายใจต้องเผชิญกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก เนื่องจากเทคโนโลยีปอดเหล็กเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาสูงและมีจำกัดอยู่เพียงไม่กี่เครื่องในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น
.
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในยุคก่อนจึงไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยชีวิตระดับนี้ได้ และกลุ่มที่รอดชีวิตมาได้มักจะพบกับความพิการของแขนขาไปตลอดชีวิต
.
จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การแพทย์โลกเกิดขึ้นจากกระบวนการทดสอบทางคลินิกที่นำไปสู่การใช้งานจริง โดย โจนาส ซอล์ก (Jonas Salk) เขาได้พัฒนาวัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดเชื้อตายขึ้นมา และเริ่มต้นทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนกับตนเอง ภรรยา และลูกๆ ในปี ค.ศ. 1953
.
ก่อนที่จะขยายผลไปสู่การทดลองภาคสนามครั้งประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งครอบคลุมเด็กกว่า 1.8 ล้านคน และเมื่อมีการประกาศความสำเร็จของการทดลองในวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1955 อัตราการติดเชื้อโปลิโอทั่วโลกก็เริ่มลดดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
.
ปัจจุบัน วิทยาการทางการแพทย์ก็ยังไม่มียารักษาโรคโปลิโอ (Antiviral drugs) ที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสนี้ออกจากระบบประสาทหรือรักษาภาวะอัมพาตให้กลับมาเป็นปกติได้ การดูแลผู้ป่วยจึงยังคงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการและการทำกายภาพบำบัด
.
วิธีการรับมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดจึงไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นทางด้วยวัคซีนแบบฉีดของซอล์ก และวัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดรับประทานที่พัฒนาโดย อัลเบิร์ต ซาบิน (Albert Sabin)
.
ในเวลาต่อมา โครงการสร้างภูมิคุ้มกันระดับโลกทำให้องค์การอนามัยโลกสามารถลดจำนวนผู้ป่วยโปลิโอสายพันธุ์ธรรมชาติลงได้มากกว่า 99 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988
.
สำหรับประเทศไทยเองก็มีการรายงานพบผู้ป่วยโปลิโอสายพันธุ์ธรรมชาติรายสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1997 ภาพของห้องพยาบาลที่เรียงรายไปด้วยปอดเหล็กจึงถูกแทนที่ด้วย เครื่องช่วยหายใจชนิดความดันบวก (Positive pressure ventilator) ที่มีขนาดกะทัดรัดและใช้สำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ทิ้งให้ปอดเหล็กกลายเป็นเพียงเครื่องย้ำเตือนถึงความสำเร็จของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อปกป้องชีวิตมนุษย์

[แหล่งอ้างอิง]
[1] Salk, J. E. "Studies in Human Subjects on Active Immunization against Poliomyelitis. 1. A Preliminary Report of Experiments in Progress." Journal of the American Medical Association, 1953.
[2] Francis, T., et al. "An Evaluation of the 1954 Poliomyelitis Vaccine Trials: Summary Report." American Journal of Public Health and the Nations Health, 1955.
[3] World Health Organization. "Poliomyelitis." WHO Fact Sheets, 2023.
[4] กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. "คู่มือการดำเนินงานกวาดล้างโปลิโอ ประเทศไทย." โครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค, 2558.
#วิทยาศาสตร์ #การแพทย์ #สุขภาพ #ความรู้ทั่วไป #ประวัติศาสตร์ #วัคซีน #โปลิโอ #สาระน่ารู้
https://www.facebook.com/share/18BEZEwAY4/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่