- ดูจบ ชอบในความโกลาหลในการนำเสนอโลกการทำงานที่สะท้อนภาพลักษณ์ผ่านความกดดันความตึงเครียดจากงานที่ทำออกมาได้อย่างวายป่วงสมกับคำว่ามั่วบ้างานของจริงมันเป็นยังไง ? ถึงดูเกินไปในบางอย่างจนโอเวอร์แต่ไม่ปฏิเสธว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นตามระบบกลไกของทุนนิยมที่คนวัยทำงานอย่างผมนึกภาพตามโดยไม่ต้องลืมตามองเลยว่าสภาพภายในเป็นอย่างไร ? พอถูกหยิบมาเล่าในแนว วงจรเวลา หรือ แนว Time - Loop ปรากฎว่ามันเข้ากันอย่างลงตัวในแง่ของการสร้างบรรยากาศผ่านเรื่องราวที่เข้าถึงได้ใกล้ลมหายใจ อาทิเช่น สิ่งที่ทำอยู่ก็ดี เจอเจ้านายชี้นิ้วสั่งการก่อนจะหายศีรษะไปหลบในห้องตนเองก็ดี เจอเพื่อนร่วมงานแกล้งโยนงานให้ทำ กระทั่งตื่นไปทำงานโดยเฉพาะเช้าวันจันทร์ที่รักของใครหลายคนอย่างนี้มันคือสิ่งที่เรากำลังเผชิญในชีวิตประจำวันที่ไม่ต่างจากตกอยู่ในวงจรเดิม ๆ ซ้ำซาก และจำเจจนไม่รู้ว่าจะจบสิ้นกันตอนไหน ? ในเมื่อมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปเรียบร้อย

- ถึงแนวทางเช่นนี้ถูกหยิบนำมาสร้างในโลกภาพยนตร์กันหลากหลายรูปแบบจนท่องได้ขึ้นใจแล้วว่าวิธีก้าวแต่ละ Pattern จะออกมาในรูปแบบไหน ? แต่ยังคงสนุกแล้วที่ฉีกไปจากนั้นคือตัวละครไม่ได้ตกอยู่ใน Situation จำเจเพียงลำพังแถมวิธีการหาทางไม่ได้ใช้เครื่องมือไฮเทคมาอิงความเป็น Sci-Fi เชิงรูปธรรมเพื่อเรียกความตื่นตาอย่างใด ? แต่เป็นการหยิบยกทฤษฎีที่ได้ยินมาหักล้างและอ้างแถต่อการผูกโยงหาสาเหตุร่วมกับผู้ร่วมชะตากรรมซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือบรรดาเพื่อนที่นั่งทำงานอยู่ใน Office 4-5 คนนี่แหล่ะที่ทำให้เรื่องมีสีสัน มีจังหวะลุ้นตามไปจนไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงช่วยทำให้อุ่นใจที่มีเพื่อนช่วยหรือช่วยทำให้ Situation ที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วยิ่งวุ่นวายหนักกว่าเดิมกันแน่ แต่นั่นแหล่ะมันคือเสน่ห์อย่างหนึ่งในการสร้างจุดร่วมในการ Control ทิศทางที่แปลกตาเมื่อมี Ideas ที่น่าสนใจโดยไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่กับที่และยังคง Concept ในแง่ของการเล่นกับเวลาใน Situation จำกัดไว้ระทึกเหมือนเดิมไม่หายไปไหน

- พอทราบว่ามีผู้ร่วมชะตากรรมที่มีมากกว่า 1 ชีวิต พร้อมกับเพิ่งตรัสรู้ว่าถูกติดอยู่ในวังวนของการทำงานจากการสปอยของ 2 เพื่อนร่วมงานชายที่นั่งทำงานอยู่ข้าง ๆ ผสมรวมกันจำได้ว่าแต่ละอย่างที่ทำเคยเกิดขึ้นมาแล้วรอบนึง ตัวหนังจึงใช้เวลาที่มีราว 1 ชั่วโมง 22 นาทีเลือกโฟกัสไปที่ตัวหญิงสาวถึงการสะท้อนภาพของตัวแทนมนุษย์เงินเดือนตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่กำลังใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันถึงสิ่งที่ตัวเธอและแต่ละคนใน Office กำลังเผชิญปัญหาตรงหน้างานี่เร่งรีบและวุ่นวายจากแรงกดดันที่พร้อมใจกันปะทะไม่ว่าจะตัวเจ้านายก็ดี ลูกค้าก็ดี แม้กระทั่งตัวเพื่อนร่วมงานเองด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ต้องร่วมมือหาต้นตอของวงจรเวลาที่สุดจะน่าเบื่อเกินไปแล้วนี้ว่ามาจากไหนกันแน่ ? ควบคู่กับสำรวจปมส่วนตัวที่กำลังตั้งคำถามกับงานที่ทำอยู่เหมือนเป็นตัวเร่งให้เวลาปะทุเข้าไปด้วยกันถึงดูหนังแนวนี้มาหลายเรื่องเห็นหลากหลายแนวบอกเลยว่า Mission เรื่องนี้เป็นอะไรที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน และยากที่จะคาดการณ์ทั้งที่ Events ในเรื่องไม่ได้มีเรื่องให้ตื่นเต้นเลยสักฉาก
- แม้มึนงงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรแต่การที่หนังได้ตั้ง Timeline สำทับจึงช่วยทำให้ผมสะดวกต่อการเฝ้าดูระหว่างทางที่แต่ละคนหาทางออกจากลูปสัปดาห์วันจันทร์หลากหลายรูปแบบจนกลับเข้ามาสู่วงจรเดิมจนขี้เกียจนับว่าผ่านไปเท่าไหร่ ? ขณะเดียวกันรู้สึกว่าช่วงกลางของหนังมันติดเล่นกับการขยี้การย้ำอยู่กับที่ด้วยมุกตลกที่ไม่ได้รู้สึกฮาใด ๆ จนทำให้เรื่อง Drop ที่กลายเป็นความทรมานที่เข้ามาเยือนสติของผมจนเกือบจะวูบหลับ ยังดีที่กลับมาตั้งสติได้เพราะสเกลที่ถูก Set ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าทั้ง ตัวละครเอ่ย หรือ Location ที่สิงอยู่แต่ใน Office เกือบทั้งเรื่อง Run ในครรลองที่กำหนดจนพอประติดประต่อได้สะดวกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวละครแต่ละคนตามหาอยู่

- กลายเป็นว่ามีสิ่งที่ไม่ได้คิดทำให้ผมตะลึงไปชั่วขณะคือการมีอยู่ของตัวละครที่คุณก็รู้ว่าใครใหญ่สุดใน Office และอีกคนที่ไม่ได้อยู่ในสายตาเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงหลัง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ชายตามองมาใส่ใจเลยซักนิด พอมาปุ๊ปกลายเป็นว่ามันทำให้ทุกสิ่งที่นำเสนอมาแต่ต้นอย่างวุ่นวายและทุลักทุเลผ่านการฝ่า Mission สุดทรหดถูกเขยิบไปในทิศทางของตัวละครนี้ได้คล่องตัวต่อการหาทางลง แม้สังเกตุว่ามีการลักไก่บางอย่างเพื่อทำให้ทุกสิ่งที่ประเคนมาถูกขมวดเข้าล็อคตามที่วางไว้ให้ทันในเวลาที่เหลือไม่มากจนรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ยากจะเห็น Moment แบบนี้ไปซักหน่อย พอหวยออกมาหน้านี้มันเลยดูเนียนไปกับน้ำจนกลบรอยตำหนิที่มึนงงอยู่ได้อย่างลื่นไหล ถึงกระนั้นขี้เกียจจะไปหาความยาวอะไรต่อในเมื่อตัวหนังตีแผ่สังคมการทำงานในญี่ปุ่นออกมาได้อย่างถึงกึ๋นที่จริงใจต่อคำถามที่สะท้อนกลับไปให้คิดว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของานหรือคนของใคร ? หากสิ่งที่ทำอยู่ใช่ในสิ่งที่ต้องการหรือเปล่า ? เพราะต่อให้เจองานเดิม ๆ คนเดิม ๆ ปัญหาเดิม ๆ ทุกวัน ถ้า Happy ในสิ่งที่เลือกก็จะมีความสุขไปกับมันจนกลายเป็นว่าการออกไปทำงานทุกเช้าก็เหมือนได้ออกไปใช้ชีวิตดี ๆ นั่นเอ

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.193 Mondays : See You This Week (2022) : พบกันวันทำงานก่อนส่งสติกเกอร์ทักทายสวัสดีวันจันทร์
- ดูจบ ชอบในความโกลาหลในการนำเสนอโลกการทำงานที่สะท้อนภาพลักษณ์ผ่านความกดดันความตึงเครียดจากงานที่ทำออกมาได้อย่างวายป่วงสมกับคำว่ามั่วบ้างานของจริงมันเป็นยังไง ? ถึงดูเกินไปในบางอย่างจนโอเวอร์แต่ไม่ปฏิเสธว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นตามระบบกลไกของทุนนิยมที่คนวัยทำงานอย่างผมนึกภาพตามโดยไม่ต้องลืมตามองเลยว่าสภาพภายในเป็นอย่างไร ? พอถูกหยิบมาเล่าในแนว วงจรเวลา หรือ แนว Time - Loop ปรากฎว่ามันเข้ากันอย่างลงตัวในแง่ของการสร้างบรรยากาศผ่านเรื่องราวที่เข้าถึงได้ใกล้ลมหายใจ อาทิเช่น สิ่งที่ทำอยู่ก็ดี เจอเจ้านายชี้นิ้วสั่งการก่อนจะหายศีรษะไปหลบในห้องตนเองก็ดี เจอเพื่อนร่วมงานแกล้งโยนงานให้ทำ กระทั่งตื่นไปทำงานโดยเฉพาะเช้าวันจันทร์ที่รักของใครหลายคนอย่างนี้มันคือสิ่งที่เรากำลังเผชิญในชีวิตประจำวันที่ไม่ต่างจากตกอยู่ในวงจรเดิม ๆ ซ้ำซาก และจำเจจนไม่รู้ว่าจะจบสิ้นกันตอนไหน ? ในเมื่อมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปเรียบร้อย
- ถึงแนวทางเช่นนี้ถูกหยิบนำมาสร้างในโลกภาพยนตร์กันหลากหลายรูปแบบจนท่องได้ขึ้นใจแล้วว่าวิธีก้าวแต่ละ Pattern จะออกมาในรูปแบบไหน ? แต่ยังคงสนุกแล้วที่ฉีกไปจากนั้นคือตัวละครไม่ได้ตกอยู่ใน Situation จำเจเพียงลำพังแถมวิธีการหาทางไม่ได้ใช้เครื่องมือไฮเทคมาอิงความเป็น Sci-Fi เชิงรูปธรรมเพื่อเรียกความตื่นตาอย่างใด ? แต่เป็นการหยิบยกทฤษฎีที่ได้ยินมาหักล้างและอ้างแถต่อการผูกโยงหาสาเหตุร่วมกับผู้ร่วมชะตากรรมซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือบรรดาเพื่อนที่นั่งทำงานอยู่ใน Office 4-5 คนนี่แหล่ะที่ทำให้เรื่องมีสีสัน มีจังหวะลุ้นตามไปจนไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงช่วยทำให้อุ่นใจที่มีเพื่อนช่วยหรือช่วยทำให้ Situation ที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วยิ่งวุ่นวายหนักกว่าเดิมกันแน่ แต่นั่นแหล่ะมันคือเสน่ห์อย่างหนึ่งในการสร้างจุดร่วมในการ Control ทิศทางที่แปลกตาเมื่อมี Ideas ที่น่าสนใจโดยไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่กับที่และยังคง Concept ในแง่ของการเล่นกับเวลาใน Situation จำกัดไว้ระทึกเหมือนเดิมไม่หายไปไหน
- พอทราบว่ามีผู้ร่วมชะตากรรมที่มีมากกว่า 1 ชีวิต พร้อมกับเพิ่งตรัสรู้ว่าถูกติดอยู่ในวังวนของการทำงานจากการสปอยของ 2 เพื่อนร่วมงานชายที่นั่งทำงานอยู่ข้าง ๆ ผสมรวมกันจำได้ว่าแต่ละอย่างที่ทำเคยเกิดขึ้นมาแล้วรอบนึง ตัวหนังจึงใช้เวลาที่มีราว 1 ชั่วโมง 22 นาทีเลือกโฟกัสไปที่ตัวหญิงสาวถึงการสะท้อนภาพของตัวแทนมนุษย์เงินเดือนตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่กำลังใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันถึงสิ่งที่ตัวเธอและแต่ละคนใน Office กำลังเผชิญปัญหาตรงหน้างานี่เร่งรีบและวุ่นวายจากแรงกดดันที่พร้อมใจกันปะทะไม่ว่าจะตัวเจ้านายก็ดี ลูกค้าก็ดี แม้กระทั่งตัวเพื่อนร่วมงานเองด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ต้องร่วมมือหาต้นตอของวงจรเวลาที่สุดจะน่าเบื่อเกินไปแล้วนี้ว่ามาจากไหนกันแน่ ? ควบคู่กับสำรวจปมส่วนตัวที่กำลังตั้งคำถามกับงานที่ทำอยู่เหมือนเป็นตัวเร่งให้เวลาปะทุเข้าไปด้วยกันถึงดูหนังแนวนี้มาหลายเรื่องเห็นหลากหลายแนวบอกเลยว่า Mission เรื่องนี้เป็นอะไรที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน และยากที่จะคาดการณ์ทั้งที่ Events ในเรื่องไม่ได้มีเรื่องให้ตื่นเต้นเลยสักฉาก
- แม้มึนงงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรแต่การที่หนังได้ตั้ง Timeline สำทับจึงช่วยทำให้ผมสะดวกต่อการเฝ้าดูระหว่างทางที่แต่ละคนหาทางออกจากลูปสัปดาห์วันจันทร์หลากหลายรูปแบบจนกลับเข้ามาสู่วงจรเดิมจนขี้เกียจนับว่าผ่านไปเท่าไหร่ ? ขณะเดียวกันรู้สึกว่าช่วงกลางของหนังมันติดเล่นกับการขยี้การย้ำอยู่กับที่ด้วยมุกตลกที่ไม่ได้รู้สึกฮาใด ๆ จนทำให้เรื่อง Drop ที่กลายเป็นความทรมานที่เข้ามาเยือนสติของผมจนเกือบจะวูบหลับ ยังดีที่กลับมาตั้งสติได้เพราะสเกลที่ถูก Set ไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าทั้ง ตัวละครเอ่ย หรือ Location ที่สิงอยู่แต่ใน Office เกือบทั้งเรื่อง Run ในครรลองที่กำหนดจนพอประติดประต่อได้สะดวกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวละครแต่ละคนตามหาอยู่
- กลายเป็นว่ามีสิ่งที่ไม่ได้คิดทำให้ผมตะลึงไปชั่วขณะคือการมีอยู่ของตัวละครที่คุณก็รู้ว่าใครใหญ่สุดใน Office และอีกคนที่ไม่ได้อยู่ในสายตาเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงหลัง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ชายตามองมาใส่ใจเลยซักนิด พอมาปุ๊ปกลายเป็นว่ามันทำให้ทุกสิ่งที่นำเสนอมาแต่ต้นอย่างวุ่นวายและทุลักทุเลผ่านการฝ่า Mission สุดทรหดถูกเขยิบไปในทิศทางของตัวละครนี้ได้คล่องตัวต่อการหาทางลง แม้สังเกตุว่ามีการลักไก่บางอย่างเพื่อทำให้ทุกสิ่งที่ประเคนมาถูกขมวดเข้าล็อคตามที่วางไว้ให้ทันในเวลาที่เหลือไม่มากจนรู้สึกว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ยากจะเห็น Moment แบบนี้ไปซักหน่อย พอหวยออกมาหน้านี้มันเลยดูเนียนไปกับน้ำจนกลบรอยตำหนิที่มึนงงอยู่ได้อย่างลื่นไหล ถึงกระนั้นขี้เกียจจะไปหาความยาวอะไรต่อในเมื่อตัวหนังตีแผ่สังคมการทำงานในญี่ปุ่นออกมาได้อย่างถึงกึ๋นที่จริงใจต่อคำถามที่สะท้อนกลับไปให้คิดว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของานหรือคนของใคร ? หากสิ่งที่ทำอยู่ใช่ในสิ่งที่ต้องการหรือเปล่า ? เพราะต่อให้เจองานเดิม ๆ คนเดิม ๆ ปัญหาเดิม ๆ ทุกวัน ถ้า Happy ในสิ่งที่เลือกก็จะมีความสุขไปกับมันจนกลายเป็นว่าการออกไปทำงานทุกเช้าก็เหมือนได้ออกไปใช้ชีวิตดี ๆ นั่นเอ
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้