สวัสดีเราขอใช้ชื่อนามแฝงว่า "นะโม" เป็นเพศหญิง โดนวินิจฉัยว่าเป็นโรค Asperger มีงานอดิเรกชอบวาดรูป เป็นนักวาดที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับต่างชาติซึ่งมีความสนใจต่างจากวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ เราจะมาแชร์ ปสก. การโดนบูลลี่ การโดนสังคมกีดกันไม่เข้าใจ แม้กระทั่งคนใกล้ตัว
เรื่องมัธยม
ปัจจุบันเราเรียนโรงเรียนวัดมัธยมนามสมมติ D1 และมีของโรงเรียนประถมวัดนามสมมติ D2 ติดกับโรงเรียนมัธยม D1
(เราใบ้ชื่อโรงเรียนไปตีความเอาตามลำดับอักษร ABC โรงเรียนตั้งอยู่ที่จังหวัด สมุทรสาคร) เป็นโรงเรียนที่ทำให้เราพอได้ยินชื่อแล้วหรือเห็นสถานที่นั้นๆ รู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่สบายใจ เพราะสภาพสังคมที่แย่มากๆ มีการข่มเหงรังแกใช้พวกข่ม ใครดูแตกต่างไม่เข้าพวก ก็จะรุมแกล้งคนที่ตกเป็นเป้าหมายโครตโชคร้าย และที่โครตโหดร้ายเหยื่อมันจะโดนรุมประนามโดนใส่ร้ายและเป็นฝ่ายผิดแทน คนส่วนใหญ่จะมองว่าเหยื่อเป็นฝ่ายผิด และมองว่าคนบูลลี่เป็นฝ่ายถูก ซึ่งเป็นอะไรที่บิดเบี้ยวมากๆแทนที่จะสืบหาความจริง และเหยื่อจะมีโอกาสยากที่จะให้สังคมเปิดใจ เพราะโดนมองว่าเป็นตัวตลกไปเสียแล้ว หาความยุติธรรมจากโรงเรียนเ*ี้
ยๆนี่ไม่ได้เลย
ซึ่งเราตกเป็นเหยื่อของการถูกรังแกและโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนมัธยม(โรงเรียนประถมก็โดน) แต่เราจะเล่าของมัธยม
ช่วงแรกๆตอน ม.ต้น ก็ปกติดี เพียงแต่ว่าคนจากที่เก่าจาก รร.D2 (เราจะขอสมมติชื่อกล่มนี้ว่ากลุ่ม A) ที่เคยกลั่นแกล้งเรามาเรียนที่เดียวและห้องเดียวกันกับเรา ซึ่งทำให้เราประสบปัญหากับการทำให้คนอื่นเชื่อใจ แต่อย่างน้อยก็มีกลุ่มเพื่อน(ที่ไม่แท้) ที่คนอื่นไม่เชื่อใจ เพราะกลุ่มผู้ชาย A ใส่ร้ายและเชิญชวนคนที่ไม่รู้จักเรามาบูลลี่ บวกกับรูปลักษณ์หน้าตาเราไม่ดี จึงโดนแกล้งง่าย ซึ่งตอนม.ต้นมันก็มีปัญหา แบบมันรวมกลุ่มมาบูลลี่ หาว่าเราไปมีอะไรกับพ่อตัวเอง ตอนนั้นเราได้ตั้งสติและเอามือถือถ่ายคลิปพวกมันตอนด่าเราเป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องครู ซึ่งครูก็ได้จัดการเคลียร์จน พวกนั้นไม่ยุ่งกับเรา
แต่นี่คือผลกระทบพวก A ได้ทิ้งเนื้อร้ายให้เราเป็นวงจรอุบาทว์ก็นินทาคนที่ไม่รู้จักเรา และพวกทีเหลือมันก็เริ่มเพ่งเล็งเรา
ซึ่งมันเริ่มมีเครือข่าย Hater ที่เกลียดเราเป็นความเกลียดชัง เข้าใจผิดมากมาย รวมกระทั่งพวกรุ่นพี่มันกลายเป็นลัทธิเกลียดเรา หลังจากนั้นมาเราใช้ชีวิตในโรงเรียนแบบไม่มีความสุข การโดนอะไรแบบนี้ทำให้เราเสียสุขภาพจิตและมีปัญหาเรื่องอารมณ์ มีปัญหาเรื่องการเรียนด้วยและการมาโรงเรียน จนอยู่ในภาวะซึมเศร้าทำร้ายตัวเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งตอน ม.3 ตอนเราสอบปลายภาค เราได้ถามครูคุมสอบว่าอีกข้อมันหายไปไหนแล้วอยู่ดีๆคนทั้งห้องก็หัวเราะใส่เรา เราจึงรู้สึกเจ็บจากการโดนรังแกมามากพอแล้ว เราระเบิดอารมณ์ด้วยความโกรธตะโกนด่าเสียงดังทำเสียงเข้มด่าว่า หยุด!!! หุบปากไอ้*ัส จะหัวเราะอะไรนักหนา!!!! ตะโกนจนคนทั่วโรงเรียนรู้ ตอนนั้นครูวิชาการและผ.อ ถึงกับเข้ามาดูเพราะได้ยินที่เราโวยวายดังเกิน
ซึ่งเรายอมรับว่าเรามีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ เป็นผลจากอาการที่ตัวเองป่วย Asperger ด้วยแต่สาเหตุที่เป็นอย่างงี้เพราะเกิดจากการที่เราโดนรังแกเราเสียใจมามากพอแล้ว เราเจ็บ ใครที่หาว่าเราอ่อนไหวน่ะ คุณเคยอยู่ในจุดๆที่โดนบูลลี่มาเป็น 10 ปีกว่าหรือเปล่าประสบการณ์นรกน่ะไม่ใช่เล่นๆ??? ใช่ว่าเราไม่เข็มแข็ง เราทนเราตอบโต้เราสู้เพื่อตัวเองมาโดยตลอด เราจึงต้องปกป้องตัวเอง เราพยายามอดทน และไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับเรา
และรู้ไหมที่เราระเบิดอารมณ์ได้ขนาดเนี้ยเพราะกุก็เก็บอารมณ์
อดทนมามากพอเป็นเดือนหลายเดือนได้ไง
ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีทางเลือกในเมื่อมีคนมาคุกคามเราก็ต้องตอบโต้ไป แต่ผลกระทบคือคนเริ่มตีตัวออกห่าง เริ่มไม่ไว้ใจเราไม่เข้าใจเราและเข้าพวกกับกลุ่ม A แทน พวกนี้ก็ได้ใจและเบลมกู ว่ากูเริ่มก่อน... จากนั้นมาก็มีทั้งกลุ่มหญิงและชาย นินทาเราว่าร้ายเราเรื่อยๆนินทาข้ามห้อง มาจนพวกรุ่นน้องก็มาตามคุกคาม
แม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนที่เราอยู่ ก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่สนใจแล้วดูทรงแทบหักหลังและนินทาลับหลังได้ทุกเมื่อ และอยู่ไปแล้วรู้สึกเหมือนโดนข่มตลอด เราพยายามคุยและเอาใจแต่กลับไม่สนใจทำยังกะว่าเราไม่ใช่คนที่จะคุยได้ (เราคิดอยากจะออกจากกลุ่มนั้นอยู่แล้ว) คือทุกคนเข้าใจผิดหมด ทำกับว่าเป็นเพียงลิ่วล้อเท่านั้น อยู่ในห้องเรียน แล้วรู้สึกไม่ไว้ใจใคร รู้สึกระแวง เพราะเคยโดนหักหลังมาแล้ว เรามองทุกคนเป็นศัตรูหมดทั้งๆที่ใจจริงเราไม่อยากจะมองเห็นศัตรู และใจเราเจ็บเกิน ยากที่จะเปิดใจ คนบางคนในห้องก็ปฎิบัติกับเราทำยังกะว่าเป็นแพะรับบาปเข้าพรรคพวกตัวเองแล้วตัดสินเรา เราปีก่อนๆนั้นจึงมีความคิดที่อยากจะลาโลก ไม่อยากอยู่แล้วร้องไห้ในห้องน้ำ ทุกคนเกลียดฉันหมด ฉันอยากจะออกจากวงจรอุบาทว์ อยากย้าย โรงเรียนนรกนี้ ก็ย้ายไม่ได้ อยากสิ้นชีวาก็อยากสิ้นเหนื่อยที่จะมาเจอไรแบบนี้ ไม่ได้รับความยุติธรรม พยายามเข้าหาคนอื่นแล้วกลับโดนปิดกั้นโอกาส รู้สึกร้องไห้เสียใจ รู้สึกโดนทอดทิ้ง โดนเข้าใจผิด โดนมองภาพจำเดิมๆ ทั้งๆที่เราอยากให้ทุกคนมองเราใหม่ เราไม่ใช่แบบที่ทุกคนคิด เราก็แค่คนที่รู้สึกเจ็บปวดโดนกระทำจนต้อง ปกป้องตัวเองแบบนี้
เราต้องทุกข์ทรมานกับอารมณ์ที่รุนแรงของตัวเองและอาการป่วย Asperger ที่ส่งผลให้สมอง อะมิกดาลา ไวต่อความรู้สึก
และสมองส่วนหน้าในการควบคุมอารมณ์ความคิด
***ทำไมล่ะเราแสดงความสามารถการวาดภาพ เราก็โดนอิจฉาว่าร้าย แถมตอนประกวดก็โดนแกล้งติดภาพกลับหัวอีก แค่การแสดงออกเรียนรู้ถามครู แต่กลับโดนหมั่นไส้ จะทำอะไรก็โดนว่าโดนตำหนิ
ทำไมต้องทำกันแบบนี้?? เราไม่อยากให้ทุกคนมาเป็นศัตรู อยู่กันดีๆ คิดวิเคราะห์ ไม่ต้องใช้ความรู้สึกด้านลบมากดคนอื่น
ถ้าสักวันโดนเองแบบนี้ จะรู้สึกว่าการโดนถูกกระทำแบบนี้จะขำกันไม่ออก****
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีปัญหาทางสุขภาพทางจิตและมีแนวโน้มใช้ความก้าวร้าวในการแก้ปัญหา ก็ครอบครัวซึ่งครอบครัวเรามีปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เราเคยโดนกระทืบในห้องน้ำ ไม่ก็โดนตบ
เราเติบโตมากับการเจอความรุนแรงแบบแรกๆ ก็ตอนนั้นอนุบาล 2 เห็นพ่อทำร้ายแม่เลือดสาดกระจัดกระจายเอาหัวทุบกำแพงหลายรอบและทุบหน้าอกกระทืบต่อยหน้าแม่กดลงบนพื้นหลายรอบ เป็นภาพที่สยดสยองที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
ช่วงก่อนมัธยม เอาข้อความจากในโน๊ตมา แต่เล่าไม่หมด เอาแค่บางส่วนจากชีวิต
ช่วงแรกๆ ตอนนั้นครอบครัวสุขสันต์ดี ก็มีทั้งพ่อและแม่และเรา ยังอยู่กันครบองค์ประกอบ เสียอย่างเดียวคือพ่อเราอะ เป็นคนอารมณ์ร้อนจะชอบสอนเราแบบใช้อารมณ์ร้อนๆ ตอนนั้นเรายังอยู่เตรียมอนุบาล เราอาจไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกว่าช่วงแรกๆพ่อแม่มีปัญหากันเรื่องอะไร ตอนพ่อแม่มีเราแรกๆ แม่เราอายุ 20 พ่อเราอายุ 23 เรียกว่าไม่พร้อมดีกว่า
ตอนนั้นพ่อแม่มีเราตอนเรียนมหาลัย ตอนนั้นก็มีความสุขดีนะโดยรวมๆ คนที่ตลาดก็เอ็นดูเราเพราะตอนนั้นเราผมหยิกแก้มยุ้ย น่ารัก แต่ก็เป็นทอม ชอบอะไรเกี่ยวกับผู้ชาย เวลาเล่นกับเพื่อนตอนเด็กๆเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ที่ โรงเรียนอนุบาล
มีปัญหาตบตีกับเพื่อนและกัดคอผู้ชายยังมี
เราชอบเพื่อนที่ร้านเกมมากกว่า
พอมาถึงช่วงจุดแตกหักเท่านั้นแหล่ะ ตอนอนุบาล 2 เราอยู่กับแม่ ไม่ได้อยู่กับพ่อ แม่ทำงานโรงงานเคมี เราอยู่หอพักกับแม่ใกล้ๆโรงงาน ตอนนั้นอยู่เรื่อยก็มีความสุขเหมือนกัน แต่เหมือนเดิม เข้ากับเพื่อนไม่ได้ พอนานวันเข้า
พ่อมาเยี่ยมแม่ที่หอพัก แล้วทะเลาะเรื่องอะไรกันสักอย่างตอนนั้นเรานั่งหัวเตียงแม่นั่งท้ายเตียงกับพ่อ
อยู่ดีๆพ่อก็กระชากหัวแม่แล้วต่อยหน้าแม่ จากนั้นก็
เอาหัวแม่กระแทกใส่กำแพงจนเลือดสาดเต็มห้อง แล้วก็จับกดบนเตียงแล้วก็รุมต่อยหน้าออกแม่หลายๆครั้ง ตอนเราเห็นเหตุการณ์ที่ไมีคลาดคิด เราหัวเราะแค่อยู่ดีๆก็ร้องไห้เพราะรู้สึกกลัวและไม่เข้าใจ แล้วเลือดก็เต็มตัวเรื หลังจากเหตุการณ์นั้นจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่เท่าที่ได้ยินมา แม่นอกใจพ่อเรา
พออยู่อนุบาล 3-ประถม เราก็เข้ากับเพื่อนที่ร.รไม่ได้เช่นเดิม
เราโดนบูลลี่สารพัด โดนบูลลี่เรื่องหน้าตาบ้างแบบ ไอ้เหยิน ไม่ก็ไอ้หน้าม้าเต่อ และทำเป็นรังเกียจใส่เรา
พอเราจะเล่นกับใครก็โดนผลักไสหัว
ครูก็ไม่สนใจ หรอก ก็อย่างเงี้ยแหล่ะสังคม
ทำให้เรากลายเป็นคนมีความรุนแรงช่วงนั้น
ช่วงที่ทำให้เรามีปมมากที่สุดก็ตอนประถม
ประถมต้นนั้น เรากลายเป็นคนที่มีความรุนแรง
ใครทำอะไรให้เราไม่พอใจเรา จะชอบหยิกแขน ไม่ก็พยายามทำร้ายคนนั่งข้างๆ และก็ชอบแอบขโมยของ ไม่ก็ด่า เราจะด่าเรื่อยๆจนอีกฝ่ายยอม
และก็มีคนแกล้งเราต่อ ไม่ใช่ใครอื่นก็ครู ครูคนนั้นเขาได้ตั้งฉายาให้กับเราว่า ไอ้ผีปอปกินขี้ เพราะเราไว้เล็บยาว แล้ว คนอื่นก็เข้าใจผิดว่าตอนเราล้างตูด มีขี้ติดเล็บ เพราะครูชอบปล่อยข่าวเท็จให้กับเรา จนโดนล้อ แต่ที่ทำให้เราไม่ใจสลายเพราะมีเพื่อนเยอะที่ตลาดนัด เราเลยยังมีความสุขได้ ตอนนั้นเรามีปัญหากับโต๊ะผู้หญิงเยอะมากจนไปนั่ง โต๊ะกับพวกผู้ชาย
บอกเลยว่าเราโดนบูลลี่หนัก ผู้ชายพยายามทำร้ายเรา และแกล้งเรา เราก็สู้แต่แรงสู้ผู้ชายไม่ได้ เราแบบโดนเอาสมุดของคนอื่นไปใส่โต๊ะของเราและโดนใส่ร้าย แถมยังโดนเอารองเท้าไปซ่อนอีก แล้วยังมาใส่ร้ายเรา เราก็โดนครูป่วยจิตด่า จนครูต้องจับเราไปย้ายหลังห้องกับผู้ชายคนหนึ่งที่มีปัญหาพอๆกับเรา จำได้ว่ามันชื่อ สมาร์ท แต่มันไม่เคยแกล้งเรา
พอมีจุดๆหนึ่งเรา ได้แอบขโมยตังค์ย่าที่มีจำนวนเยอะมากๆ ไปแจกให้กับเพื่อนที่โรงเรียน จนมีไอ้หน้าไหนก็ไม่รู้ไปห้องพ่อเรา แล้วพอพ่อเรารู้ ตอนกลับมาที่บ้านอะ พ่อเรียกเรามาคุย ตอนนั้นเรายังอยู่ประถมต้นอยู่เลย แล้วอยู่ดีๆพอก็ตบหน้าเรา แล้วพอเราพูดพ่อก็ตบหน้าเราอีก ไม่รอช้า เอาไม้เรียวยาวๆ ฟาดกลางหลังแรงๆหลายรอบ ตอนนั้นย่าได้แค่นั่งดู เราไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่พ่อตีเรากี่รอบ แต่เดาได้ว่ามากกว่า100 ครั้ง เราร้องโหยหวนที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยร้องมา กลางหลังเราเป็นแผล เลือดออก พอวันถัดไปเรากลัวพ่อมากๆ ว่าจะทำร้ายเรา เราจิตตกมากๆ โดยด่าหลายเรื่องเลย แบบ มีอยู่ครั้งหนึ่งเราเล่นกุญแจ แล้วมันเผลอเด้งด้านบนสูงมากแล้วมันตกบนหลังคาแล้วถไลลงคลอง เราโดนด่ายาวๆ ด่าหนักมากๆ
แชร์ประสบการณ์โดนบูลลี่ในโรงเรียน โดนทอดทิ้ง ประสบปัญหากับโรค Asperger
เรื่องมัธยม
ปัจจุบันเราเรียนโรงเรียนวัดมัธยมนามสมมติ D1 และมีของโรงเรียนประถมวัดนามสมมติ D2 ติดกับโรงเรียนมัธยม D1
(เราใบ้ชื่อโรงเรียนไปตีความเอาตามลำดับอักษร ABC โรงเรียนตั้งอยู่ที่จังหวัด สมุทรสาคร) เป็นโรงเรียนที่ทำให้เราพอได้ยินชื่อแล้วหรือเห็นสถานที่นั้นๆ รู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่สบายใจ เพราะสภาพสังคมที่แย่มากๆ มีการข่มเหงรังแกใช้พวกข่ม ใครดูแตกต่างไม่เข้าพวก ก็จะรุมแกล้งคนที่ตกเป็นเป้าหมายโครตโชคร้าย และที่โครตโหดร้ายเหยื่อมันจะโดนรุมประนามโดนใส่ร้ายและเป็นฝ่ายผิดแทน คนส่วนใหญ่จะมองว่าเหยื่อเป็นฝ่ายผิด และมองว่าคนบูลลี่เป็นฝ่ายถูก ซึ่งเป็นอะไรที่บิดเบี้ยวมากๆแทนที่จะสืบหาความจริง และเหยื่อจะมีโอกาสยากที่จะให้สังคมเปิดใจ เพราะโดนมองว่าเป็นตัวตลกไปเสียแล้ว หาความยุติธรรมจากโรงเรียนเ*ี้
ยๆนี่ไม่ได้เลย
ซึ่งเราตกเป็นเหยื่อของการถูกรังแกและโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนมัธยม(โรงเรียนประถมก็โดน) แต่เราจะเล่าของมัธยม
ช่วงแรกๆตอน ม.ต้น ก็ปกติดี เพียงแต่ว่าคนจากที่เก่าจาก รร.D2 (เราจะขอสมมติชื่อกล่มนี้ว่ากลุ่ม A) ที่เคยกลั่นแกล้งเรามาเรียนที่เดียวและห้องเดียวกันกับเรา ซึ่งทำให้เราประสบปัญหากับการทำให้คนอื่นเชื่อใจ แต่อย่างน้อยก็มีกลุ่มเพื่อน(ที่ไม่แท้) ที่คนอื่นไม่เชื่อใจ เพราะกลุ่มผู้ชาย A ใส่ร้ายและเชิญชวนคนที่ไม่รู้จักเรามาบูลลี่ บวกกับรูปลักษณ์หน้าตาเราไม่ดี จึงโดนแกล้งง่าย ซึ่งตอนม.ต้นมันก็มีปัญหา แบบมันรวมกลุ่มมาบูลลี่ หาว่าเราไปมีอะไรกับพ่อตัวเอง ตอนนั้นเราได้ตั้งสติและเอามือถือถ่ายคลิปพวกมันตอนด่าเราเป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องครู ซึ่งครูก็ได้จัดการเคลียร์จน พวกนั้นไม่ยุ่งกับเรา
แต่นี่คือผลกระทบพวก A ได้ทิ้งเนื้อร้ายให้เราเป็นวงจรอุบาทว์ก็นินทาคนที่ไม่รู้จักเรา และพวกทีเหลือมันก็เริ่มเพ่งเล็งเรา
ซึ่งมันเริ่มมีเครือข่าย Hater ที่เกลียดเราเป็นความเกลียดชัง เข้าใจผิดมากมาย รวมกระทั่งพวกรุ่นพี่มันกลายเป็นลัทธิเกลียดเรา หลังจากนั้นมาเราใช้ชีวิตในโรงเรียนแบบไม่มีความสุข การโดนอะไรแบบนี้ทำให้เราเสียสุขภาพจิตและมีปัญหาเรื่องอารมณ์ มีปัญหาเรื่องการเรียนด้วยและการมาโรงเรียน จนอยู่ในภาวะซึมเศร้าทำร้ายตัวเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งตอน ม.3 ตอนเราสอบปลายภาค เราได้ถามครูคุมสอบว่าอีกข้อมันหายไปไหนแล้วอยู่ดีๆคนทั้งห้องก็หัวเราะใส่เรา เราจึงรู้สึกเจ็บจากการโดนรังแกมามากพอแล้ว เราระเบิดอารมณ์ด้วยความโกรธตะโกนด่าเสียงดังทำเสียงเข้มด่าว่า หยุด!!! หุบปากไอ้*ัส จะหัวเราะอะไรนักหนา!!!! ตะโกนจนคนทั่วโรงเรียนรู้ ตอนนั้นครูวิชาการและผ.อ ถึงกับเข้ามาดูเพราะได้ยินที่เราโวยวายดังเกิน
ซึ่งเรายอมรับว่าเรามีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ เป็นผลจากอาการที่ตัวเองป่วย Asperger ด้วยแต่สาเหตุที่เป็นอย่างงี้เพราะเกิดจากการที่เราโดนรังแกเราเสียใจมามากพอแล้ว เราเจ็บ ใครที่หาว่าเราอ่อนไหวน่ะ คุณเคยอยู่ในจุดๆที่โดนบูลลี่มาเป็น 10 ปีกว่าหรือเปล่าประสบการณ์นรกน่ะไม่ใช่เล่นๆ??? ใช่ว่าเราไม่เข็มแข็ง เราทนเราตอบโต้เราสู้เพื่อตัวเองมาโดยตลอด เราจึงต้องปกป้องตัวเอง เราพยายามอดทน และไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับเรา
และรู้ไหมที่เราระเบิดอารมณ์ได้ขนาดเนี้ยเพราะกุก็เก็บอารมณ์
อดทนมามากพอเป็นเดือนหลายเดือนได้ไง
ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีทางเลือกในเมื่อมีคนมาคุกคามเราก็ต้องตอบโต้ไป แต่ผลกระทบคือคนเริ่มตีตัวออกห่าง เริ่มไม่ไว้ใจเราไม่เข้าใจเราและเข้าพวกกับกลุ่ม A แทน พวกนี้ก็ได้ใจและเบลมกู ว่ากูเริ่มก่อน... จากนั้นมาก็มีทั้งกลุ่มหญิงและชาย นินทาเราว่าร้ายเราเรื่อยๆนินทาข้ามห้อง มาจนพวกรุ่นน้องก็มาตามคุกคาม
แม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนที่เราอยู่ ก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่สนใจแล้วดูทรงแทบหักหลังและนินทาลับหลังได้ทุกเมื่อ และอยู่ไปแล้วรู้สึกเหมือนโดนข่มตลอด เราพยายามคุยและเอาใจแต่กลับไม่สนใจทำยังกะว่าเราไม่ใช่คนที่จะคุยได้ (เราคิดอยากจะออกจากกลุ่มนั้นอยู่แล้ว) คือทุกคนเข้าใจผิดหมด ทำกับว่าเป็นเพียงลิ่วล้อเท่านั้น อยู่ในห้องเรียน แล้วรู้สึกไม่ไว้ใจใคร รู้สึกระแวง เพราะเคยโดนหักหลังมาแล้ว เรามองทุกคนเป็นศัตรูหมดทั้งๆที่ใจจริงเราไม่อยากจะมองเห็นศัตรู และใจเราเจ็บเกิน ยากที่จะเปิดใจ คนบางคนในห้องก็ปฎิบัติกับเราทำยังกะว่าเป็นแพะรับบาปเข้าพรรคพวกตัวเองแล้วตัดสินเรา เราปีก่อนๆนั้นจึงมีความคิดที่อยากจะลาโลก ไม่อยากอยู่แล้วร้องไห้ในห้องน้ำ ทุกคนเกลียดฉันหมด ฉันอยากจะออกจากวงจรอุบาทว์ อยากย้าย โรงเรียนนรกนี้ ก็ย้ายไม่ได้ อยากสิ้นชีวาก็อยากสิ้นเหนื่อยที่จะมาเจอไรแบบนี้ ไม่ได้รับความยุติธรรม พยายามเข้าหาคนอื่นแล้วกลับโดนปิดกั้นโอกาส รู้สึกร้องไห้เสียใจ รู้สึกโดนทอดทิ้ง โดนเข้าใจผิด โดนมองภาพจำเดิมๆ ทั้งๆที่เราอยากให้ทุกคนมองเราใหม่ เราไม่ใช่แบบที่ทุกคนคิด เราก็แค่คนที่รู้สึกเจ็บปวดโดนกระทำจนต้อง ปกป้องตัวเองแบบนี้
เราต้องทุกข์ทรมานกับอารมณ์ที่รุนแรงของตัวเองและอาการป่วย Asperger ที่ส่งผลให้สมอง อะมิกดาลา ไวต่อความรู้สึก
และสมองส่วนหน้าในการควบคุมอารมณ์ความคิด
***ทำไมล่ะเราแสดงความสามารถการวาดภาพ เราก็โดนอิจฉาว่าร้าย แถมตอนประกวดก็โดนแกล้งติดภาพกลับหัวอีก แค่การแสดงออกเรียนรู้ถามครู แต่กลับโดนหมั่นไส้ จะทำอะไรก็โดนว่าโดนตำหนิ
ทำไมต้องทำกันแบบนี้?? เราไม่อยากให้ทุกคนมาเป็นศัตรู อยู่กันดีๆ คิดวิเคราะห์ ไม่ต้องใช้ความรู้สึกด้านลบมากดคนอื่น
ถ้าสักวันโดนเองแบบนี้ จะรู้สึกว่าการโดนถูกกระทำแบบนี้จะขำกันไม่ออก****
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีปัญหาทางสุขภาพทางจิตและมีแนวโน้มใช้ความก้าวร้าวในการแก้ปัญหา ก็ครอบครัวซึ่งครอบครัวเรามีปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เราเคยโดนกระทืบในห้องน้ำ ไม่ก็โดนตบ
เราเติบโตมากับการเจอความรุนแรงแบบแรกๆ ก็ตอนนั้นอนุบาล 2 เห็นพ่อทำร้ายแม่เลือดสาดกระจัดกระจายเอาหัวทุบกำแพงหลายรอบและทุบหน้าอกกระทืบต่อยหน้าแม่กดลงบนพื้นหลายรอบ เป็นภาพที่สยดสยองที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
ช่วงก่อนมัธยม เอาข้อความจากในโน๊ตมา แต่เล่าไม่หมด เอาแค่บางส่วนจากชีวิต
ช่วงแรกๆ ตอนนั้นครอบครัวสุขสันต์ดี ก็มีทั้งพ่อและแม่และเรา ยังอยู่กันครบองค์ประกอบ เสียอย่างเดียวคือพ่อเราอะ เป็นคนอารมณ์ร้อนจะชอบสอนเราแบบใช้อารมณ์ร้อนๆ ตอนนั้นเรายังอยู่เตรียมอนุบาล เราอาจไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกว่าช่วงแรกๆพ่อแม่มีปัญหากันเรื่องอะไร ตอนพ่อแม่มีเราแรกๆ แม่เราอายุ 20 พ่อเราอายุ 23 เรียกว่าไม่พร้อมดีกว่า
ตอนนั้นพ่อแม่มีเราตอนเรียนมหาลัย ตอนนั้นก็มีความสุขดีนะโดยรวมๆ คนที่ตลาดก็เอ็นดูเราเพราะตอนนั้นเราผมหยิกแก้มยุ้ย น่ารัก แต่ก็เป็นทอม ชอบอะไรเกี่ยวกับผู้ชาย เวลาเล่นกับเพื่อนตอนเด็กๆเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ที่ โรงเรียนอนุบาล
มีปัญหาตบตีกับเพื่อนและกัดคอผู้ชายยังมี
เราชอบเพื่อนที่ร้านเกมมากกว่า
พอมาถึงช่วงจุดแตกหักเท่านั้นแหล่ะ ตอนอนุบาล 2 เราอยู่กับแม่ ไม่ได้อยู่กับพ่อ แม่ทำงานโรงงานเคมี เราอยู่หอพักกับแม่ใกล้ๆโรงงาน ตอนนั้นอยู่เรื่อยก็มีความสุขเหมือนกัน แต่เหมือนเดิม เข้ากับเพื่อนไม่ได้ พอนานวันเข้า
พ่อมาเยี่ยมแม่ที่หอพัก แล้วทะเลาะเรื่องอะไรกันสักอย่างตอนนั้นเรานั่งหัวเตียงแม่นั่งท้ายเตียงกับพ่อ
อยู่ดีๆพ่อก็กระชากหัวแม่แล้วต่อยหน้าแม่ จากนั้นก็
เอาหัวแม่กระแทกใส่กำแพงจนเลือดสาดเต็มห้อง แล้วก็จับกดบนเตียงแล้วก็รุมต่อยหน้าออกแม่หลายๆครั้ง ตอนเราเห็นเหตุการณ์ที่ไมีคลาดคิด เราหัวเราะแค่อยู่ดีๆก็ร้องไห้เพราะรู้สึกกลัวและไม่เข้าใจ แล้วเลือดก็เต็มตัวเรื หลังจากเหตุการณ์นั้นจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ แต่เท่าที่ได้ยินมา แม่นอกใจพ่อเรา
พออยู่อนุบาล 3-ประถม เราก็เข้ากับเพื่อนที่ร.รไม่ได้เช่นเดิม
เราโดนบูลลี่สารพัด โดนบูลลี่เรื่องหน้าตาบ้างแบบ ไอ้เหยิน ไม่ก็ไอ้หน้าม้าเต่อ และทำเป็นรังเกียจใส่เรา
พอเราจะเล่นกับใครก็โดนผลักไสหัว
ครูก็ไม่สนใจ หรอก ก็อย่างเงี้ยแหล่ะสังคม
ทำให้เรากลายเป็นคนมีความรุนแรงช่วงนั้น
ช่วงที่ทำให้เรามีปมมากที่สุดก็ตอนประถม
ประถมต้นนั้น เรากลายเป็นคนที่มีความรุนแรง
ใครทำอะไรให้เราไม่พอใจเรา จะชอบหยิกแขน ไม่ก็พยายามทำร้ายคนนั่งข้างๆ และก็ชอบแอบขโมยของ ไม่ก็ด่า เราจะด่าเรื่อยๆจนอีกฝ่ายยอม
และก็มีคนแกล้งเราต่อ ไม่ใช่ใครอื่นก็ครู ครูคนนั้นเขาได้ตั้งฉายาให้กับเราว่า ไอ้ผีปอปกินขี้ เพราะเราไว้เล็บยาว แล้ว คนอื่นก็เข้าใจผิดว่าตอนเราล้างตูด มีขี้ติดเล็บ เพราะครูชอบปล่อยข่าวเท็จให้กับเรา จนโดนล้อ แต่ที่ทำให้เราไม่ใจสลายเพราะมีเพื่อนเยอะที่ตลาดนัด เราเลยยังมีความสุขได้ ตอนนั้นเรามีปัญหากับโต๊ะผู้หญิงเยอะมากจนไปนั่ง โต๊ะกับพวกผู้ชาย
บอกเลยว่าเราโดนบูลลี่หนัก ผู้ชายพยายามทำร้ายเรา และแกล้งเรา เราก็สู้แต่แรงสู้ผู้ชายไม่ได้ เราแบบโดนเอาสมุดของคนอื่นไปใส่โต๊ะของเราและโดนใส่ร้าย แถมยังโดนเอารองเท้าไปซ่อนอีก แล้วยังมาใส่ร้ายเรา เราก็โดนครูป่วยจิตด่า จนครูต้องจับเราไปย้ายหลังห้องกับผู้ชายคนหนึ่งที่มีปัญหาพอๆกับเรา จำได้ว่ามันชื่อ สมาร์ท แต่มันไม่เคยแกล้งเรา
พอมีจุดๆหนึ่งเรา ได้แอบขโมยตังค์ย่าที่มีจำนวนเยอะมากๆ ไปแจกให้กับเพื่อนที่โรงเรียน จนมีไอ้หน้าไหนก็ไม่รู้ไปห้องพ่อเรา แล้วพอพ่อเรารู้ ตอนกลับมาที่บ้านอะ พ่อเรียกเรามาคุย ตอนนั้นเรายังอยู่ประถมต้นอยู่เลย แล้วอยู่ดีๆพอก็ตบหน้าเรา แล้วพอเราพูดพ่อก็ตบหน้าเราอีก ไม่รอช้า เอาไม้เรียวยาวๆ ฟาดกลางหลังแรงๆหลายรอบ ตอนนั้นย่าได้แค่นั่งดู เราไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่พ่อตีเรากี่รอบ แต่เดาได้ว่ามากกว่า100 ครั้ง เราร้องโหยหวนที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยร้องมา กลางหลังเราเป็นแผล เลือดออก พอวันถัดไปเรากลัวพ่อมากๆ ว่าจะทำร้ายเรา เราจิตตกมากๆ โดยด่าหลายเรื่องเลย แบบ มีอยู่ครั้งหนึ่งเราเล่นกุญแจ แล้วมันเผลอเด้งด้านบนสูงมากแล้วมันตกบนหลังคาแล้วถไลลงคลอง เราโดนด่ายาวๆ ด่าหนักมากๆ