ขออนุญาตตั้งกระทู้เพื่อสอบถาม/พูดคุย/แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกท่านนะคะ
เมื่อช่วงเดือนก.พ. เราได้พิจารณารับพนักงานเข้าใหม่ 1 ท่าน น้องเป็นผู้หญิง อายุ 38 ปี จบการศึกษา ปวส. มาทำงานในตำแหน่ง จนท.ประสานงาน
น้องมาเริ่มงานวันที่ 23 ก.พ. (น้องทำงานวันสุดท้ายจากที่เก่า 20 กพ. แล้วมาเริ่มงานต่อเลย) ปกติบริษัท จ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน โดยวันที่ 25 กพ. น้องได้รับเงินเดือน จำนวน 6 วัน (23 - 28 กพ.)
วันที่ 2 มี.ค. น้องส่งข้อความมาขอเบิกเงินล่วงหน้า 6,000 บาท ซึ่งเราแจ้งว่าไม่สามารถให้เบิกได้เนื่องจากน้องเพิ่งมาทำงาน ด้วยความเป็น HR + กับเป็นหัวหน้างาน จึงได้สอบถามปัญหาว่าติดขัดอะไร เผื่อเราจจะช่วยเหลือได้ น้องบอกว่ามีปัญหาทางบ้าน ต้องการเงินไปแก้ปัญหาตรงนี้ เราก็เลยให้น้องยืมเงินส่วนตัวของเราไป ตอนนั้นคิดแค่ว่า ช่วยเหลือน้องไปก่อน เพื่อน้องแก้ปัญหาได้แล้วจะได้มาใส่ใจเรื่องงานให้ดีขึ้น น้องบอว่า เงินเดือนออกจะคืนเงินส่วนนี้ให้ และเรายังอาสาให้น้องติดรถเรากลับบ้านทุกเย็น เพื่อช่วยประหยัด คชจ (และนั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวความกระอักกระอ่วนใจของเรา) เราคิดว่าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่โหมดปกติ แต่แล้ว
วันที่ 4 มี.ค. (วันทำงานต่อจากวันหยุดยาว) น้องไม่มาทำงานส่งข้อความมาบอกว่าขอลาป่วย เราก็รับทราบ พร้อมตอบกลับว่าให้พักผ่อนและขอให้หายไวๆ
วันที่ 5 มี.ค. น้องมาทำงานด้วยสภาพไม่ดีนัก (หน้าบวม ตาบวม เหมือนร้องไห้มาอย่างหนัก) และส่งข้อความมาว่าขอความช่วยเหลือหน่อย น้องโดนทำร้าย เพราะน้องไปกู้เงินนอกระบบมาแล้วไม่มีเงินจ่ายรายวัน เราเลยเรียกน้องคุยอย่างจริงจัง น้องเล่าว่ามีหนี้นอกระบบ 10,000 บาท ต้องจ่ายรายวัน วันละ 500 บาท น้องขอยืมเงินเราเพิ่มเพื่อเอาไปใช้หนี้ เราตัดสินใจให้น้องยืมเงินเพื่อจบหนี้ และให้น้องมีเงินเพื่อดำรงค์ชีวิตให้ผ่านพ้นไปจนถึงสิ้นเดือน ครั้งนี้น้องยืมเราเพิ่มอีก 14,000 บาท (รวมยอดเก่า ตอนนี้น้องยืมเราไปแล้ว 20,000 บาท) เราบอกให้น้องใช้เงินคืนเดือนละ 5,000 บาท เพราะคิดแล้วว่าน้องจะสามารถลดหนี้ของเรา และจะยังมีเงินใช้ในชีวิตประจำวันต่อเดือนได้พอ จากนั้นก็ทำงานตามปกติ ช่วงพักเที่ยงน้องก็ลงไปทานข้าวเป็นบางวัน เราถามน้องบอกว่าวันไหนไม่หิวก็ไม่ลงไปทาน เราก็คิดว่าแบบนี้คงเป็นปกติ จนกระทั่ง
วันที่ 20 มี.ค. น้องเดินมาบอกว่า น้องไม่มีเงินเหลือแล้ว ไม่มีเงินซักบาท น้องขอยืมเงินเราอีก 1,000 บาท เพราะเดี๋ยววันที่ 25 เงินเดือนก็จะออกแล้ว เราก็เห็นใจ ให้น้องยืมไปอีก
วันที่ 25 มี.ค. น้องขอเลขบัญชีไป และโอนเงินมาคืนเรา 5,000 บาท ช่วง 9.00 น. พร้อมส่งสลิปโอนเงินมาให้ สักพักช่วง 10.30 น. น้องส่งข้อความมาหาว่าขอเงิน 5,000 คืน เพราะคิด คชจ แล้ว ไม่พอใช้ เราพยายามบอกให้น้องลด คชจ ของตัวเอง และยืนยันว่า เงินส่วนนี้น้องต้องคืนเรา แต่สุดท้าย เราก็แพ้ความสงสาร โอนเงินให้น้องไป (เท่ากับเดือนนี้น้องไม่ใช้คืนเราแม้แต่บาทเดียว)
วันที่ 31 มี.ค. เราประสบอุบัติเหตุ ทำให้ต้องหยุดงาน น้องส่งข้อความมาว่า มี จนท. มาฝากเงินสดไว้ที่น้อง 2,950 บาท เรารับทราบ พร้อมแจ้งว่าพรุ่งนี้เราไปทำงาน ให้น้องเอาเงินมาส่งเราพรุ่งนี้
1 เม.ย. น้องส่งข้อความมาบอกว่าไม่สบาย ขอลาหยุด
2 เม.ย. น้องส่งข้อความมาบอกว่ยังไม่ดีขึ้น ขอลาหยุด (พร้อมแนบใบรับรองแพทย์ ที่เขียนว่ามีอาการไอ ปวดศีรษะ ได้รับการมาตรวจจริง)
3 เม.ย. น้องส่งข้อความมาบอกว่าขอลาหยุดต่ออีกวัน เพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ และอาทิตย์นี้จะเป็นวันหยุดต่อเนื่อง
7 เม.ย. น้องกลับมาทำงานตามปกติ และนำเงินสดมาให้เรา 2,000 บาท พร้อมทั้งแจ้งว่าน้องได้เอาเงิน 950 บาทไปใช้ส่วนตัว และจะหาเงินมาคืนให้ เย็นนั้นเราตัดสินใจรายงานเรื่องทั้งหมดให้บริษัทรับทราบ ทางบริษัทมีความเห็นให้น้องไม่ผ่านโปร ฯ โดยทางบริษัทจะจ่ายเงินสดให้น้องโดยคำนวนวันทำงานให้ถึงวันที่ 25 ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก แต่น้องต้องคืนยอดที่นำเงินบริษัทไปใช้ และชำระหนี้ที่ติดค้างเราอยู่ (ซึ่งเงินที่บริษัทจ่ายไม่พอที่จะใช้หนี้ที่น้องมีทั้งหมด)
8 เม.ย บริษัทแจ้งเรื่องให้น้องทราบ และชี้แจงรายละเอียด โดยบริษัทจะไม่เอาผิดน้องถ้าน้องยอมทำตามเงื่อนไขดังกล่าว เราจึงขอเงินทั้งหมดไว้ และจะยกหนี้ที่เหลือให้น้อง (ประมาณ 5,000 บาท) น้องไม่โอเคกับข้อเสนอของเรา น้องพูดเชิงว่าเราทำชีวิตน้องพัง ให้น้องสูญเสียงาน เราตัดช่องทางทำมาหากินน้อง ซึ่งเรารู้สึกแย่มาก น้องคืนเงินให้เราจำนวน 10,000 บาท ส่วน 11,000 บาทที่ค้างอยู่ เราบอกว่าเราไม่ยกหนี้ให้นะ ให้คืนเราตามที่คุยกันไว้ (เดือนละ 5,000 บาท) และแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต
8 เม.ย น้องส่งข้อความมาขอยืมเงิน 2,000 บาท ซึ่งเรายืนยันว่าเราไม่ให้ น้องพูดเชิงว่าไม่อยากอยู่แล้ว ถ้าน้องจบชีวิตตัวเองให้รู้ไว้ว่าเป็นเพราะเรา เราเหนื่อยใจมากตอนนี้ Toxic ชีวิตมาก เราคิดวนไปวนมาหลายรอบเรื่องนี้ จึงตัดสินใจมาตั้งกระทู้เพื่อขอความคิดเห็นว่าเราควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงจุดนี้ และหวังว่าทุกคนจะเสนอความคิดเพื่อที่เราจะใช้เป็นแนวทางจบเรื่องนี้และใช้ชีวิตต่อโดยไม่ Toxic กับเราอีก
โดนให้ออกจากงานแต่ยังไม่ครบโปร ฯ
เมื่อช่วงเดือนก.พ. เราได้พิจารณารับพนักงานเข้าใหม่ 1 ท่าน น้องเป็นผู้หญิง อายุ 38 ปี จบการศึกษา ปวส. มาทำงานในตำแหน่ง จนท.ประสานงาน
น้องมาเริ่มงานวันที่ 23 ก.พ. (น้องทำงานวันสุดท้ายจากที่เก่า 20 กพ. แล้วมาเริ่มงานต่อเลย) ปกติบริษัท จ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน โดยวันที่ 25 กพ. น้องได้รับเงินเดือน จำนวน 6 วัน (23 - 28 กพ.)
วันที่ 2 มี.ค. น้องส่งข้อความมาขอเบิกเงินล่วงหน้า 6,000 บาท ซึ่งเราแจ้งว่าไม่สามารถให้เบิกได้เนื่องจากน้องเพิ่งมาทำงาน ด้วยความเป็น HR + กับเป็นหัวหน้างาน จึงได้สอบถามปัญหาว่าติดขัดอะไร เผื่อเราจจะช่วยเหลือได้ น้องบอกว่ามีปัญหาทางบ้าน ต้องการเงินไปแก้ปัญหาตรงนี้ เราก็เลยให้น้องยืมเงินส่วนตัวของเราไป ตอนนั้นคิดแค่ว่า ช่วยเหลือน้องไปก่อน เพื่อน้องแก้ปัญหาได้แล้วจะได้มาใส่ใจเรื่องงานให้ดีขึ้น น้องบอว่า เงินเดือนออกจะคืนเงินส่วนนี้ให้ และเรายังอาสาให้น้องติดรถเรากลับบ้านทุกเย็น เพื่อช่วยประหยัด คชจ (และนั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวความกระอักกระอ่วนใจของเรา) เราคิดว่าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่โหมดปกติ แต่แล้ว
วันที่ 4 มี.ค. (วันทำงานต่อจากวันหยุดยาว) น้องไม่มาทำงานส่งข้อความมาบอกว่าขอลาป่วย เราก็รับทราบ พร้อมตอบกลับว่าให้พักผ่อนและขอให้หายไวๆ
วันที่ 5 มี.ค. น้องมาทำงานด้วยสภาพไม่ดีนัก (หน้าบวม ตาบวม เหมือนร้องไห้มาอย่างหนัก) และส่งข้อความมาว่าขอความช่วยเหลือหน่อย น้องโดนทำร้าย เพราะน้องไปกู้เงินนอกระบบมาแล้วไม่มีเงินจ่ายรายวัน เราเลยเรียกน้องคุยอย่างจริงจัง น้องเล่าว่ามีหนี้นอกระบบ 10,000 บาท ต้องจ่ายรายวัน วันละ 500 บาท น้องขอยืมเงินเราเพิ่มเพื่อเอาไปใช้หนี้ เราตัดสินใจให้น้องยืมเงินเพื่อจบหนี้ และให้น้องมีเงินเพื่อดำรงค์ชีวิตให้ผ่านพ้นไปจนถึงสิ้นเดือน ครั้งนี้น้องยืมเราเพิ่มอีก 14,000 บาท (รวมยอดเก่า ตอนนี้น้องยืมเราไปแล้ว 20,000 บาท) เราบอกให้น้องใช้เงินคืนเดือนละ 5,000 บาท เพราะคิดแล้วว่าน้องจะสามารถลดหนี้ของเรา และจะยังมีเงินใช้ในชีวิตประจำวันต่อเดือนได้พอ จากนั้นก็ทำงานตามปกติ ช่วงพักเที่ยงน้องก็ลงไปทานข้าวเป็นบางวัน เราถามน้องบอกว่าวันไหนไม่หิวก็ไม่ลงไปทาน เราก็คิดว่าแบบนี้คงเป็นปกติ จนกระทั่ง
วันที่ 20 มี.ค. น้องเดินมาบอกว่า น้องไม่มีเงินเหลือแล้ว ไม่มีเงินซักบาท น้องขอยืมเงินเราอีก 1,000 บาท เพราะเดี๋ยววันที่ 25 เงินเดือนก็จะออกแล้ว เราก็เห็นใจ ให้น้องยืมไปอีก
วันที่ 25 มี.ค. น้องขอเลขบัญชีไป และโอนเงินมาคืนเรา 5,000 บาท ช่วง 9.00 น. พร้อมส่งสลิปโอนเงินมาให้ สักพักช่วง 10.30 น. น้องส่งข้อความมาหาว่าขอเงิน 5,000 คืน เพราะคิด คชจ แล้ว ไม่พอใช้ เราพยายามบอกให้น้องลด คชจ ของตัวเอง และยืนยันว่า เงินส่วนนี้น้องต้องคืนเรา แต่สุดท้าย เราก็แพ้ความสงสาร โอนเงินให้น้องไป (เท่ากับเดือนนี้น้องไม่ใช้คืนเราแม้แต่บาทเดียว)
วันที่ 31 มี.ค. เราประสบอุบัติเหตุ ทำให้ต้องหยุดงาน น้องส่งข้อความมาว่า มี จนท. มาฝากเงินสดไว้ที่น้อง 2,950 บาท เรารับทราบ พร้อมแจ้งว่าพรุ่งนี้เราไปทำงาน ให้น้องเอาเงินมาส่งเราพรุ่งนี้
1 เม.ย. น้องส่งข้อความมาบอกว่าไม่สบาย ขอลาหยุด
2 เม.ย. น้องส่งข้อความมาบอกว่ยังไม่ดีขึ้น ขอลาหยุด (พร้อมแนบใบรับรองแพทย์ ที่เขียนว่ามีอาการไอ ปวดศีรษะ ได้รับการมาตรวจจริง)
3 เม.ย. น้องส่งข้อความมาบอกว่าขอลาหยุดต่ออีกวัน เพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ และอาทิตย์นี้จะเป็นวันหยุดต่อเนื่อง
7 เม.ย. น้องกลับมาทำงานตามปกติ และนำเงินสดมาให้เรา 2,000 บาท พร้อมทั้งแจ้งว่าน้องได้เอาเงิน 950 บาทไปใช้ส่วนตัว และจะหาเงินมาคืนให้ เย็นนั้นเราตัดสินใจรายงานเรื่องทั้งหมดให้บริษัทรับทราบ ทางบริษัทมีความเห็นให้น้องไม่ผ่านโปร ฯ โดยทางบริษัทจะจ่ายเงินสดให้น้องโดยคำนวนวันทำงานให้ถึงวันที่ 25 ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก แต่น้องต้องคืนยอดที่นำเงินบริษัทไปใช้ และชำระหนี้ที่ติดค้างเราอยู่ (ซึ่งเงินที่บริษัทจ่ายไม่พอที่จะใช้หนี้ที่น้องมีทั้งหมด)
8 เม.ย บริษัทแจ้งเรื่องให้น้องทราบ และชี้แจงรายละเอียด โดยบริษัทจะไม่เอาผิดน้องถ้าน้องยอมทำตามเงื่อนไขดังกล่าว เราจึงขอเงินทั้งหมดไว้ และจะยกหนี้ที่เหลือให้น้อง (ประมาณ 5,000 บาท) น้องไม่โอเคกับข้อเสนอของเรา น้องพูดเชิงว่าเราทำชีวิตน้องพัง ให้น้องสูญเสียงาน เราตัดช่องทางทำมาหากินน้อง ซึ่งเรารู้สึกแย่มาก น้องคืนเงินให้เราจำนวน 10,000 บาท ส่วน 11,000 บาทที่ค้างอยู่ เราบอกว่าเราไม่ยกหนี้ให้นะ ให้คืนเราตามที่คุยกันไว้ (เดือนละ 5,000 บาท) และแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต
8 เม.ย น้องส่งข้อความมาขอยืมเงิน 2,000 บาท ซึ่งเรายืนยันว่าเราไม่ให้ น้องพูดเชิงว่าไม่อยากอยู่แล้ว ถ้าน้องจบชีวิตตัวเองให้รู้ไว้ว่าเป็นเพราะเรา เราเหนื่อยใจมากตอนนี้ Toxic ชีวิตมาก เราคิดวนไปวนมาหลายรอบเรื่องนี้ จึงตัดสินใจมาตั้งกระทู้เพื่อขอความคิดเห็นว่าเราควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงจุดนี้ และหวังว่าทุกคนจะเสนอความคิดเพื่อที่เราจะใช้เป็นแนวทางจบเรื่องนี้และใช้ชีวิตต่อโดยไม่ Toxic กับเราอีก