สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิป!
วันนี้ขออนุญาตยกเรื่องที่ "เซนซิทีฟ" แต่สำคัญมากมาคุยกันครับ นั่นคือเรื่อง
"กลิ่นตัว" เชื่อไหมครับว่าหลายคนเสียความมั่นใจ เสียโอกาสในหน้าที่การงาน หรือแม้แต่โดนแฟนทิ้งเพราะเรื่องกลิ่นตัวมาเยอะแล้ว
หลายคนพยายามแก้ด้วยการประโคมฉีดน้ำหอม หรืออาบน้ำวันละ 3-4 รอบ แต่กลิ่นก็ยังวนเวียนอยู่เหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจ "ต้นตอ" ของมันครับ วันนี้ผมจะพาไปชำแหละสาเหตุของกลิ่นตัวแบบละเอียดที่สุด เพื่อที่บทความหน้าเราจะได้หาทางแก้ให้ถูกจุดกันครับ!
1. เหงื่อไม่ใช่ผู้ร้าย... แต่ "แบคทีเรีย" คือตัวการ! รู้ไหมครับว่า "เหงื่อ" ของมนุษย์เราจริงๆ แล้ว
ไม่มีกลิ่น ครับ! มันคือน้ำกับเกลือแร่ธรรมดาๆ นี่แหละ แต่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเหม็นฉุนมันเกิดจาก "แบคทีเรีย" ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเราครับ พอมันมากินเหงื่อและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว มันจะขับถ่ายของเสียออกมาเป็น "กรดไขมัน" ซึ่งไอ้เจ้านี่แหละครับคือที่มาของกลิ่นตุๆ ที่เราได้กลิ่นกัน
2. ต่อมเหงื่อเจ้าปัญหา (ต่อมอะโพไครน์) ในร่างกายเรามีต่อมเหงื่อ 2 ชนิดครับ:
ต่อมเอคไครน์ (Eccrine): อยู่ทั่วร่างกาย ระบายความร้อน เหงื่อใสๆ กลิ่นน้อยมาก
ต่อมอะโพไครน์ (Apocrine): นี่คือตัวแสบ! อยู่เฉพาะจุดที่มีขนเยอะ เช่น รักแร้ และขาหนีบ เหงื่อจากต่อมนี้จะมีความเข้มข้นสูง มีโปรตีนและไขมันเยอะ ซึ่งเป็น "บุฟเฟต์ชั้นดี" ของแบคทีเรีย ยิ่งเหงื่อออกตรงนี้เยอะ กลิ่นก็ยิ่งแรงครับ
3. อาหารที่กิน... ส่งกลิ่นออกมาทางผิวหนัง สิ่งที่เรากินเข้าไปมีผลต่อกลิ่นตัวโดยตรงครับ อาหารที่มีกำมะถันสูง เช่น
กระเทียม, หอมแดง, เครื่องเทศรสจัด, หรือเนื้อแดงจำนวนมาก พอกระบวนการย่อยทำงาน สารพวกนี้จะซึมเข้ากระแสเลือดและถูกขับออกมาพร้อมเหงื่อ ทำให้กลิ่นตัวเรามีเอกลักษณ์ (ในทางที่ไม่ค่อยดี) ตามอาหารที่กินครับ
4. ฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย วัยรุ่นจะเป็นวัยที่กลิ่นตัวแรงที่สุด เพราะฮอร์โมนแอนโดรเจนไปกระตุ้นต่อมอะโพไครน์ให้ทำงานหนักขึ้น รวมถึงช่วงที่มีความเครียด ร่างกายจะผลิตเหงื่อจากต่อมอะโพไครน์ออกมามากกว่าปกติ (เหงื่อเย็น) ซึ่งกลิ่นจะฉุนกว่าเหงื่อที่เกิดจากความร้อนครับ
5. ปัญหาสุขภาพแฝง บางครั้งกลิ่นตัวที่แรงผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของโรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน (กลิ่นจะออกหวานๆ เหมือนผลไม้เน่า), โรคตับ, โรคไต หรือความผิดปกติของระบบเผาผลาญที่ทำให้ร่างกายขับสารบางอย่างออกมาทางเหงื่อมากเกินไป
6. เสื้อผ้าและสุขอนามัยส่วนตัว เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ที่ระบายอากาศไม่ดีจะทำให้เหงื่อหมักหมมและเป็นที่เพาะพันธุ์แบคทีเรียชั้นยอดครับ ต่อให้เราอาบน้ำสะอาดแค่ไหน แต่ถ้าใส่เสื้อตัวเดิมที่ซักไม่สะอาด (มีแบคทีเรียค้างที่ใยผ้า) พอเหงื่อออกปุ๊บ กลิ่นก็จะกลับมาทันทีครับ
สรุป: กลิ่นตัวเกิดจากหลายปัจจัยผสมกันครับ ทั้งเรื่องของชีวภาพ อาหารการกิน และพฤติกรรมส่วนตัว
หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจ "ที่มา" ของกลิ่นตัวมากขึ้นนะครับ บทความหน้าผมจะมาแชร์วิธีจัดการแบบอยู่หมัด ทั้งวิธีธรรมชาติและนวัตกรรมใหม่ๆ ใครมีคำถามหรืออยากแชร์ประสบการณ์ "กลิ่นตัวเปลี่ยนชีวิต" มาคอมเมนต์คุยกันได้นะครับ!
[เจาะลึก] "กลิ่นตัวแรง" ไม่ใช่เรื่องตลก! เกิดจากอะไรกันแน่? ทำไมอาบน้ำสะอาดแล้วกลิ่นยังอยู่?
วันนี้ขออนุญาตยกเรื่องที่ "เซนซิทีฟ" แต่สำคัญมากมาคุยกันครับ นั่นคือเรื่อง "กลิ่นตัว" เชื่อไหมครับว่าหลายคนเสียความมั่นใจ เสียโอกาสในหน้าที่การงาน หรือแม้แต่โดนแฟนทิ้งเพราะเรื่องกลิ่นตัวมาเยอะแล้ว
หลายคนพยายามแก้ด้วยการประโคมฉีดน้ำหอม หรืออาบน้ำวันละ 3-4 รอบ แต่กลิ่นก็ยังวนเวียนอยู่เหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจ "ต้นตอ" ของมันครับ วันนี้ผมจะพาไปชำแหละสาเหตุของกลิ่นตัวแบบละเอียดที่สุด เพื่อที่บทความหน้าเราจะได้หาทางแก้ให้ถูกจุดกันครับ!
1. เหงื่อไม่ใช่ผู้ร้าย... แต่ "แบคทีเรีย" คือตัวการ! รู้ไหมครับว่า "เหงื่อ" ของมนุษย์เราจริงๆ แล้ว ไม่มีกลิ่น ครับ! มันคือน้ำกับเกลือแร่ธรรมดาๆ นี่แหละ แต่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเหม็นฉุนมันเกิดจาก "แบคทีเรีย" ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเราครับ พอมันมากินเหงื่อและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว มันจะขับถ่ายของเสียออกมาเป็น "กรดไขมัน" ซึ่งไอ้เจ้านี่แหละครับคือที่มาของกลิ่นตุๆ ที่เราได้กลิ่นกัน
2. ต่อมเหงื่อเจ้าปัญหา (ต่อมอะโพไครน์) ในร่างกายเรามีต่อมเหงื่อ 2 ชนิดครับ:
ต่อมเอคไครน์ (Eccrine): อยู่ทั่วร่างกาย ระบายความร้อน เหงื่อใสๆ กลิ่นน้อยมาก
ต่อมอะโพไครน์ (Apocrine): นี่คือตัวแสบ! อยู่เฉพาะจุดที่มีขนเยอะ เช่น รักแร้ และขาหนีบ เหงื่อจากต่อมนี้จะมีความเข้มข้นสูง มีโปรตีนและไขมันเยอะ ซึ่งเป็น "บุฟเฟต์ชั้นดี" ของแบคทีเรีย ยิ่งเหงื่อออกตรงนี้เยอะ กลิ่นก็ยิ่งแรงครับ
3. อาหารที่กิน... ส่งกลิ่นออกมาทางผิวหนัง สิ่งที่เรากินเข้าไปมีผลต่อกลิ่นตัวโดยตรงครับ อาหารที่มีกำมะถันสูง เช่น กระเทียม, หอมแดง, เครื่องเทศรสจัด, หรือเนื้อแดงจำนวนมาก พอกระบวนการย่อยทำงาน สารพวกนี้จะซึมเข้ากระแสเลือดและถูกขับออกมาพร้อมเหงื่อ ทำให้กลิ่นตัวเรามีเอกลักษณ์ (ในทางที่ไม่ค่อยดี) ตามอาหารที่กินครับ
4. ฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย วัยรุ่นจะเป็นวัยที่กลิ่นตัวแรงที่สุด เพราะฮอร์โมนแอนโดรเจนไปกระตุ้นต่อมอะโพไครน์ให้ทำงานหนักขึ้น รวมถึงช่วงที่มีความเครียด ร่างกายจะผลิตเหงื่อจากต่อมอะโพไครน์ออกมามากกว่าปกติ (เหงื่อเย็น) ซึ่งกลิ่นจะฉุนกว่าเหงื่อที่เกิดจากความร้อนครับ
5. ปัญหาสุขภาพแฝง บางครั้งกลิ่นตัวที่แรงผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของโรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน (กลิ่นจะออกหวานๆ เหมือนผลไม้เน่า), โรคตับ, โรคไต หรือความผิดปกติของระบบเผาผลาญที่ทำให้ร่างกายขับสารบางอย่างออกมาทางเหงื่อมากเกินไป
6. เสื้อผ้าและสุขอนามัยส่วนตัว เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ที่ระบายอากาศไม่ดีจะทำให้เหงื่อหมักหมมและเป็นที่เพาะพันธุ์แบคทีเรียชั้นยอดครับ ต่อให้เราอาบน้ำสะอาดแค่ไหน แต่ถ้าใส่เสื้อตัวเดิมที่ซักไม่สะอาด (มีแบคทีเรียค้างที่ใยผ้า) พอเหงื่อออกปุ๊บ กลิ่นก็จะกลับมาทันทีครับ
สรุป: กลิ่นตัวเกิดจากหลายปัจจัยผสมกันครับ ทั้งเรื่องของชีวภาพ อาหารการกิน และพฤติกรรมส่วนตัว
หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจ "ที่มา" ของกลิ่นตัวมากขึ้นนะครับ บทความหน้าผมจะมาแชร์วิธีจัดการแบบอยู่หมัด ทั้งวิธีธรรมชาติและนวัตกรรมใหม่ๆ ใครมีคำถามหรืออยากแชร์ประสบการณ์ "กลิ่นตัวเปลี่ยนชีวิต" มาคอมเมนต์คุยกันได้นะครับ!