สวัสดีครับ นี่เป็นกระทู้แรกของผม หากการแท็กหรือตั้งกระทู้ผิดพลาด ผมต้องขออภัยด้วยนะครับ
ก่อนเริ่มเนื้อหา ผมขอแจ้งไว้ ณ ที่นี้ ผมอาจจะใช้คำ บริบท ที่ไม่เหมาะสมต้องขออภัยหากทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เพียงอยากจะสื่อสารออกไปเพื่อให้เข้าใจถึงประเด็นที่เป็นอยู่ครับ
ผมมีปัญหาเรื่องจิตใจในการใช้ชีวิตคู่ครับ ที่สาเหตุมาจากเรื่องงานที่เราทั้งสองทำไม่เหมือนกัน
ผมทำงานออฟฟิศครับ งานส่วนมากนั่งทำ 90% เลย อยู่หน้าคอม เพราะฉนั้นสิ่งที่เหนื่อยของผมคือสมอง ที่ใช้ในการคิด วิเคราะห์เยอะมาก ไม่ใช่งานรูทีน ( ขอไม่ระบุว่างานอะไรนะครับ ) มันทำให้ผมมีเวลา มีแรงในการใช้ชีวิตค่อนข้างเยอะ
ส่วนแฟนของผม เขาทำงานห้างทั่วไปครับ เป็นงานยืน และใช้แรง อย่างที่ทุกคนทราบกันในการเก็บร้านและจัดการสต็อกที่ใหญ่พอสมควร เขาไม่มีเวลา แถมกลับมาก็หมดแรงในการใช้ชีวิต ได้แต่นอนเปื่อย ซึ่งก็เข้าใจครับ ผมเองเคยผ่านงานแบบนี้มาก่อน
ปัญหาของเราคือ : ผมฟังแฟนบ่นเรื่องเหนื่อยกับงานทุกวัน ทั้งเรื่องปวดขา เรื่องของหนัก เรื่องพักผ่อนน้อย แรกๆเราก็ให้กำลังใจกัน แต่นานเข้าๆมันชักจะเริ่มเห็นปัญหาเพิ่มขึ้นมาครับ คือเราไม่อยากเห็นเขาเหนื่อย เราก็แนะนำให้เขาหางานใหม่ทำ แต่เขาเหมือนปิดกั้นตัวเองประมาณว่า ฉั้นใช้คอมพิวเตอร์ไม่เก่ง ทำนองนี้ครับ แต่ด้วยความที่เขาเองก็คงเหนื่อยมากแล้ว พักหลังเขาก็ยื่นสมัครกับทางเวปไปหลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนเรียก หรือติดต่อกลับมาเลย
ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ : เวลาที่ผมพยายามแนะนำเรื่องงานใหม่ ที่เป็นงาน Office ให้ เขาก็อ้างแต่งานเดิมมันได้เงินเยอะเพราะค่า incentive แต่ผมเห็นบ่นทุกเดือนว่าไม่ถึงเป้า เหมือนเขาโฟกัสอยู่กับคำว่า "เดี๋ยวก็ได้เยอะ" ผมพยายามที่จะสื่อสารเรื่องสังคมงานในที่ๆเขาอยู่ กับสังคมงานแบบ Office ว่ามันต่างกัน ใช่เขาจะต้องเจอคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ เอาเปรียบแน่นอน แต่เจอน้อยกว่าที่ๆรับสมัครพนักงานเริ่มต้นวุฒิ ม.3 ( ไม่ได้ดูถูกใครนะครับตามที่ได้ชี้แจงไปข้างต้น ขออภัยหากใช้คำไม่เหมาะสม ) เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่เขาขาดการขัดเกลาจากการศึกษา พร้อมที่จะเอาเปรียบคนอื่น ไร้ความผิดชอบค่อนข้างเยอะกว่าที่จะได้เจอในสภาพแวดล้อมของคนที่เรียนจบ ป.ตรี อย่างน้อยก็เจอน้อยลง แต่ทุกครั้งที่เราพยายามสื่อสารไป เขาจะมีคำตอบเหมือนกันทุกครั้งว่า "ไม่ ฟังเค้านะ....." พร้อมด้วยเหตุผลของ เรื่อง incentive เรื่องความรู้ ผมบอกว่าความรู้หาได้นะ เราพัฒนาได้ กรมแรงงานมีให้อบรม Excel พร้อมใบรับรอง เขาก็ได้แต่ขำแต่ไม่ได้สนใจอะไร ( ส่วนตัวผมชอบหาหลักสูตร online เรียนครับเลยแนะนำไปแบบนั้น ) มันเหมือนความคิดเรื่องงานเรามันสวนทางกัน
ผมเหนื่อยที่จะมีประเด็นเรื่องนี้มากครับ ผมเลิกงานมาด้วยความสุขในงานที่ผมรัก แต่ผมต้องมาทุกข์ใจกับปัญหาเพื่อนร่วมงาน สุขภาพกาย ของแฟนที่เจอมาในทุกวัน โดยที่ผมไม่ได้อยู่ที่นั่นกับแฟนเลย ผมได้แต่ปล่อยผ่านพร้อมความเจ็บปวดที่แฟนต้องเหนื่อยทุกวัน วันหยุดยาวก็ไม่ได้หยุด
แต่ทางออกของผมมักไม่ตรงกับใจของเขาเสมอ เรื่องอื่นๆเราไม่มีปัญหาอะไรกันเลยครับ อยู่กันมาหลักหลายปีแล้ว ผมรักเขามากเรื่องงานเรือน เรื่องมาตรฐานความรักที่เคารพกันและกัน
หากเป็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจะมีทางออกจากเรื่องนี้ยังไงบ้างครับ ผมไม่เคยคิดว่าเราทำงานสูงกว่า เราเหนือกว่าเขาหรือใคร แต่ผมต้องการสื่อให้เขาเข้าใจสภาพแวดล้อมสังคมและลักษณะงานที่เขาควรจะเปลี่ยน
ขอบคุณล่วงหน้าหากท่านใดกำลังสนใจเรื่องนี้และให้คำปรึกษาผมครับ
ปัญหาชีวิตคู่กับงานที่ทำคนละอย่าง
ก่อนเริ่มเนื้อหา ผมขอแจ้งไว้ ณ ที่นี้ ผมอาจจะใช้คำ บริบท ที่ไม่เหมาะสมต้องขออภัยหากทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เพียงอยากจะสื่อสารออกไปเพื่อให้เข้าใจถึงประเด็นที่เป็นอยู่ครับ
ผมมีปัญหาเรื่องจิตใจในการใช้ชีวิตคู่ครับ ที่สาเหตุมาจากเรื่องงานที่เราทั้งสองทำไม่เหมือนกัน
ผมทำงานออฟฟิศครับ งานส่วนมากนั่งทำ 90% เลย อยู่หน้าคอม เพราะฉนั้นสิ่งที่เหนื่อยของผมคือสมอง ที่ใช้ในการคิด วิเคราะห์เยอะมาก ไม่ใช่งานรูทีน ( ขอไม่ระบุว่างานอะไรนะครับ ) มันทำให้ผมมีเวลา มีแรงในการใช้ชีวิตค่อนข้างเยอะ
ส่วนแฟนของผม เขาทำงานห้างทั่วไปครับ เป็นงานยืน และใช้แรง อย่างที่ทุกคนทราบกันในการเก็บร้านและจัดการสต็อกที่ใหญ่พอสมควร เขาไม่มีเวลา แถมกลับมาก็หมดแรงในการใช้ชีวิต ได้แต่นอนเปื่อย ซึ่งก็เข้าใจครับ ผมเองเคยผ่านงานแบบนี้มาก่อน
ปัญหาของเราคือ : ผมฟังแฟนบ่นเรื่องเหนื่อยกับงานทุกวัน ทั้งเรื่องปวดขา เรื่องของหนัก เรื่องพักผ่อนน้อย แรกๆเราก็ให้กำลังใจกัน แต่นานเข้าๆมันชักจะเริ่มเห็นปัญหาเพิ่มขึ้นมาครับ คือเราไม่อยากเห็นเขาเหนื่อย เราก็แนะนำให้เขาหางานใหม่ทำ แต่เขาเหมือนปิดกั้นตัวเองประมาณว่า ฉั้นใช้คอมพิวเตอร์ไม่เก่ง ทำนองนี้ครับ แต่ด้วยความที่เขาเองก็คงเหนื่อยมากแล้ว พักหลังเขาก็ยื่นสมัครกับทางเวปไปหลายที่ แต่ไม่มีที่ไหนเรียก หรือติดต่อกลับมาเลย
ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ : เวลาที่ผมพยายามแนะนำเรื่องงานใหม่ ที่เป็นงาน Office ให้ เขาก็อ้างแต่งานเดิมมันได้เงินเยอะเพราะค่า incentive แต่ผมเห็นบ่นทุกเดือนว่าไม่ถึงเป้า เหมือนเขาโฟกัสอยู่กับคำว่า "เดี๋ยวก็ได้เยอะ" ผมพยายามที่จะสื่อสารเรื่องสังคมงานในที่ๆเขาอยู่ กับสังคมงานแบบ Office ว่ามันต่างกัน ใช่เขาจะต้องเจอคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ เอาเปรียบแน่นอน แต่เจอน้อยกว่าที่ๆรับสมัครพนักงานเริ่มต้นวุฒิ ม.3 ( ไม่ได้ดูถูกใครนะครับตามที่ได้ชี้แจงไปข้างต้น ขออภัยหากใช้คำไม่เหมาะสม ) เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่เขาขาดการขัดเกลาจากการศึกษา พร้อมที่จะเอาเปรียบคนอื่น ไร้ความผิดชอบค่อนข้างเยอะกว่าที่จะได้เจอในสภาพแวดล้อมของคนที่เรียนจบ ป.ตรี อย่างน้อยก็เจอน้อยลง แต่ทุกครั้งที่เราพยายามสื่อสารไป เขาจะมีคำตอบเหมือนกันทุกครั้งว่า "ไม่ ฟังเค้านะ....." พร้อมด้วยเหตุผลของ เรื่อง incentive เรื่องความรู้ ผมบอกว่าความรู้หาได้นะ เราพัฒนาได้ กรมแรงงานมีให้อบรม Excel พร้อมใบรับรอง เขาก็ได้แต่ขำแต่ไม่ได้สนใจอะไร ( ส่วนตัวผมชอบหาหลักสูตร online เรียนครับเลยแนะนำไปแบบนั้น ) มันเหมือนความคิดเรื่องงานเรามันสวนทางกัน
ผมเหนื่อยที่จะมีประเด็นเรื่องนี้มากครับ ผมเลิกงานมาด้วยความสุขในงานที่ผมรัก แต่ผมต้องมาทุกข์ใจกับปัญหาเพื่อนร่วมงาน สุขภาพกาย ของแฟนที่เจอมาในทุกวัน โดยที่ผมไม่ได้อยู่ที่นั่นกับแฟนเลย ผมได้แต่ปล่อยผ่านพร้อมความเจ็บปวดที่แฟนต้องเหนื่อยทุกวัน วันหยุดยาวก็ไม่ได้หยุด
แต่ทางออกของผมมักไม่ตรงกับใจของเขาเสมอ เรื่องอื่นๆเราไม่มีปัญหาอะไรกันเลยครับ อยู่กันมาหลักหลายปีแล้ว ผมรักเขามากเรื่องงานเรือน เรื่องมาตรฐานความรักที่เคารพกันและกัน
หากเป็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆจะมีทางออกจากเรื่องนี้ยังไงบ้างครับ ผมไม่เคยคิดว่าเราทำงานสูงกว่า เราเหนือกว่าเขาหรือใคร แต่ผมต้องการสื่อให้เขาเข้าใจสภาพแวดล้อมสังคมและลักษณะงานที่เขาควรจะเปลี่ยน
ขอบคุณล่วงหน้าหากท่านใดกำลังสนใจเรื่องนี้และให้คำปรึกษาผมครับ