สวัสดีครับ
รอบนี้อยากมาแชร์แพลนเที่ยวญี่ปุ่นที่ส่วนตัวรู้สึกว่า ลงตัวมาก สำหรับคนที่อยากเที่ยวหลายฟีลในทริปเดียว
ทริปนี้เป็นทริปช่วง 28 ต.ค. - 3 พ.ย. 2566
คอนเซปต์คือ “มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที ขอให้ได้หลายอารมณ์หน่อย”
เลยกลายเป็นทริปที่มีทั้ง
• โตเกียวสายกิน
• โตเกียวสายเดินเมือง
• สายช้อป
• สายโอตะ
• สายแลนด์มาร์ก
• สายดูวิวฟูจิ
• และมีแถมโยโกฮาม่ามาเปลี่ยนบรรยากาศอีก 1 วัน
พูดง่าย ๆ คือ ทริปเดียวแต่เหมือนได้เที่ยวหลายเมือง หลายมู้ดมาก
⸻
✨ ทำไมถึงชอบแพลนนี้
สิ่งที่ชอบมากคือมันไม่ใช่ทริปแนวอัดทุกอย่างจนเหนื่อย
แต่เป็นทริปที่ “มีจังหวะ” ดีมาก
บางวันเน้นเดินเล่นชิล ๆ
บางวันเน้นกิน
บางวันออกนอกเมือง
บางวันจัดเต็มเรื่องวิว
และที่สำคัญคือเรื่องพาสกับการเดินทางค่อนข้างคิดมาดี
ไม่ได้ซื้อมั่ว ๆ แต่ซื้อให้ตรงกับวันที่จะใช้งานจริง
⸻
🎫 พาสที่ใช้ในทริปนี้
ทริปนี้ใช้พาสหลัก ๆ ประมาณนี้
1. Skyliner ไป-กลับ + Subway 72 hrs
ไว้ใช้เข้าเมืองจากนาริตะ + ใช้รถไฟใต้ดิน 3 วันแรกในโตเกียว
2. JR Tokyo Wide Pass 3 วัน
เอาไว้ใช้ตอนออกนอกเมือง โดยในแพลนเริ่มใช้ช่วง 31 ต.ค. - 2 พ.ย.
3. บางวันมีซื้อ 1 day metro pass / ตั๋วแยกเพิ่ม
ตามความเหมาะสมของเส้นทางในวันนั้น ๆ
สรุปคือ
วันไหนเที่ยวในโตเกียวหนัก ๆ ก็ใช้ใต้ดินให้คุ้ม
วันไหนออกฟูจิก็ใช้ Wide Pass ให้คุ้มเหมือนกัน
อ่านแล้วรู้เลยว่าแพลนนี้ไม่ได้ทำแบบลอย ๆ แต่คิดเรื่องค่าเดินทางมาพอสมควร
⸻
Day 1 — ถึงโตเกียวปุ๊บ เริ่มทริปด้วยของกินกับสายโอตะทันที 🍣🎮
วันแรกพอมาถึงสนามบินนาริตะ ก็เข้าเมืองด้วย Keisei Skyliner
แล้วแวะไปจัดการเรื่องพาสก่อน จากนั้นค่อยไปฝากกระเป๋าที่โรงแรม Smile Hotel Tokyo Ayase Ekimae เพราะยังเช็กอินไม่ได้
อันนี้เป็นอะไรที่ชอบนะ
เพราะมันทำให้วันแรกไม่เสียเวลาไปกับการงงเรื่องเดินทางมาก
เคลียร์เรื่องพาส เรื่องกระเป๋าให้จบ แล้วค่อยเริ่มเที่ยวจริง
🍣 จุดแรกของทริป: ตลาดปลาซึกิจิ
เปิดทริปด้วยการไปหาของกินที่ Tsukiji
คือเอาจริง ถ้าถึงญี่ปุ่นแล้วมื้อแรกได้กินอะไรสด ๆ ดี ๆ มันช่วยยกระดับอารมณ์ทริปมาก
ในแพลนมีลิสต์ร้านแนะนำค่อนข้างเยอะเลย ทั้ง
• ของทอด
• ข้าวหน้าไก่ไข่
• ปลาไหล
• ซูชิ
• ไข่หวาน
ฟีลคือไม่ใช่ไปเดินผ่าน ๆ แต่ตั้งใจไปกินจริง 😂 
ตลาดปลาซึกิจิสำหรับผมเป็นที่ที่เหมาะกับวันแรกมาก
มันได้ความเป็นญี่ปุ่น ได้ความคึกคัก ได้ของกินอร่อย และยังไม่ต้องใช้พลังเยอะเกินไป
🎮 ต่อด้วย Akihabara
พอกินเสร็จ ก็เปลี่ยนอารมณ์ไปอีกโลกเลย คือไป Akihabara
จากฟีลปลาดิบ ของทอด ตลาดเช้า
กลายเป็นฟีลโมเดล ฟิกเกอร์ กาชาปอง ร้านโอตะทันที
ในแพลนมีพวกร้านอย่าง
• TamTam Hobby Shop
• Volks
• Yellow Submarine
• Akihabara Gachapon Kaikan
• HARD OFF
คือถ้าใครชอบอนิเม ชอบโมเดล ชอบเดินดูของแปลก ๆ หรือชอบความญี่ปุ่นแบบเฉพาะทาง
วันแรกนี่ถือว่าเปิดตัวได้ดีมากกก 
สรุป Day 1
วันแรกเป็นวันที่ผมว่า “กำลังดีมาก”
ไม่ได้แน่นจนหอบ
แต่ก็ไม่ได้เสียวันไปเฉย ๆ
ได้ทั้ง
• จัดการเรื่องพาส
• ฝากกระเป๋า
• กินของดี
• เดินเล่น
• ได้ฟีลญี่ปุ่นตั้งแต่วันแรก
พูดง่าย ๆ คือ ถึงแล้วได้เที่ยวเลย ไม่เสียโมเมนต์
⸻
Day 2 — วันคลาสสิกของโตเกียว พระราชวัง + อาซากุสะ + Skytree 🏯✨
วันที่สองยังใช้ Subway 72 ชั่วโมงอยู่
วันนี้เป็นวันแนว “ถ้ามาโตเกียวครั้งแรก ยังไงก็ต้องมีวันแบบนี้” 
👑 พระราชวังอิมพีเรียล
เริ่มเช้าด้วย พระราชวังอิมพีเรียล
ฟีลจะต่างจากวันแรกทันที เพราะบรรยากาศค่อนข้างนิ่ง สงบ ดูเป็นโตเกียวอีกแบบ
เหมาะกับการเริ่มวันมาก
แบบเดินเล่น รับอากาศ ดูเมืองแบบไม่รีบ
แล้วค่อยไปต่อจุดที่คนเยอะขึ้นทีหลัง
⛩️ วัดเซนโซจิ / อาซากุสะ
จากนั้นไปต่อ อาซากุสะ ซึ่งเป็นอีกย่านที่ผมรู้สึกว่า “ญี่ปุ่นมาก”
แค่ได้เดินผ่านโคมแดง
เดินถนนนากามิเสะ
เห็นร้านขนม ร้านของฝาก คนใส่กิโมโน
มันก็ได้อารมณ์เที่ยวญี่ปุ่นแล้ว
ในแพลนยังมีร้านแนะนำหลายร้านมาก เช่น
• เมล่อนปัง
• ซาลาเปาทอด
• เทมปุระ
• ราเมง
• ซูชิ
• มัทฉะเจลาโต
คือย่านนี้เป็นประเภทที่ ต่อให้ไม่มีแพลนเป๊ะ ๆ ก็ยังสนุกอยู่ดี
แต่พอมีลิสต์ของกินด้วย มันยิ่งเพลินเข้าไปอีก 
และถ้าเดินต่อก็ยังมีจุดถ่ายรูปแถวตึกอาซาฮี สะพานแดง ได้อีก
เป็นย่านที่ครบทั้งไหว้พระ กิน เดิน ถ่ายรูป ซื้อของฝาก
🌃 ปิดวันด้วย Tokyo Skytree
ช่วงท้ายวันไป Tokyo Skytree
ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นปลายทางที่เหมาะมากสำหรับวันแบบนี้
เพราะหลังจากเดินแลนด์มาร์กมาทั้งวัน พอไปจบที่ Skytree มันเหมือนเป็นการปิดวันแบบสวย ๆ
ใครอยากขึ้นไปดูวิวก็ได้
ใครไม่ขึ้นก็ยังมี Solamachi ให้เดินช้อป มีร้านแบรนด์ ร้านของกิน ร้านคาแรกเตอร์เยอะมาก 
สรุป Day 2
นี่คือวันของคนที่อยากได้ฟีลโตเกียวแบบภาพจำ
• เช้าเรียบ ๆ สงบ ๆ
• กลางวันญี่ปุ่นคลาสสิก
• เย็นวิวเมืองสวย ๆ
เป็นวันที่เที่ยวแล้วรู้สึกว่า “โอเค ฉันมาถึงโตเกียวจริง ๆ แล้ว”
⸻
Day 3 — เช้าไปโยโกฮาม่า บ่ายกลับโตเกียว เย็นเจอ Tokyo Tower ค่ำจบที่ Shinjuku 🚢🗼🌆
วันนี้เป็นวันที่ชอบมากอีกวัน เพราะมันมีความ “สลับมู้ด” ดีมาก
เช้าออกไป Yokohama
เย็นกลับเข้าโตเกียว
กลางคืนไปเดิน Shinjuku ต่อ
คือวันเดียวเหมือนได้หลายรสเลย 
🥟 Yokohama Chinatown
เริ่มจากไป Yokohama Chinatown
ย่านนี้จะให้อารมณ์คนละแบบกับโตเกียวเลย
เดินสนุก ของกินเยอะ บรรยากาศคึกคัก แต่ก็ไม่เหมือนโตเกียวตรง ๆ
เหมาะกับการไปเปลี่ยนบรรยากาศมาก
โดยเฉพาะถ้าอยู่แต่ในโตเกียวติดกันหลายวัน
🤖 Gundam Factory Yokohama
ไฮไลต์ของโยโกฮาม่าในแพลนคือ Gundam Factory
ใครเป็นสายกันดั้มคือแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
แต่ต่อให้ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ ผมว่าก็น่าไปนะ
เพราะหุ่นมันใหญ่มาก และบรรยากาศมันพิเศษจริง ๆ
ในแพลนยังมีข้อมูลทั้งเรื่องบัตร โซน Gundam Dock, Café, Shop ต่าง ๆ ไว้ครบเลย 
พูดตรง ๆ คือวันไหนได้เห็นของจริงที่เคยดูในรูปมาตลอด มันก็มีความว้าวอยู่แล้ว
🗼 กลับโตเกียวแล้วไป Tokyo Tower
พอกลับเข้าเมือง ยังไม่จบทริปของวัน
ไปต่อ Tokyo Tower
สิ่งที่ชอบคือมันให้ฟีลคนละแบบกับ Skytree
Skytree จะดูโมเดิร์น ใหญ่ สูง ใหม่
แต่ Tokyo Tower จะมีความคลาสสิก โรแมนติก และ “โตเกียวในหนัง” มากกว่า
🌃 ค่ำ ๆ ไป Shinjuku
แล้วก็ไปต่อ Shinjuku
อันนี้คือปล่อยตัวปล่อยใจได้เลย
เดินเล่น หาอะไรกิน ดูไฟ ดูคน ดูเมือง
ในแพลนก็มีพวกจุดฮิตอย่าง
• ย่านกลาง Shinjuku
• ป้าย 3D
• Tokyu Kabukicho Tower
• Golden Gai
• ร้านอาหารต่าง ๆ
ใครชอบโตเกียวตอนกลางคืน วันแบบนี้คือดีมากจริง 
สรุป Day 3
นี่คือวันที่รู้สึกว่า “คุ้มมาก”
• เช้าเปลี่ยนเมือง
• กลางวันมีไฮไลต์
• เย็นกลับมาเจอแลนด์มาร์ก
• ค่ำจบด้วยเมืองใหญ่
เป็นวันที่เที่ยวแล้วไม่ซ้ำเลยสักช่วง
⸻
Day 4 — Meiji Jingu + Harajuku + Shibuya วันของสายเดินเมืองและช้อปเต็ม ๆ 🌿🛍️🚶
วันนี้เริ่มซื้อ 1 day metro pass เพิ่ม แล้วลุยโตเกียวอีกฝั่งหนึ่งบ้าง
🌿 ศาลเจ้าเมจิ
เริ่มจาก Meiji Jingu
อันนี้เป็นอีกจุดที่ชอบ เพราะอยู่ในเมืองแต่บรรยากาศเหมือนได้พักใจ
เดินเข้าไปแล้วต้นไม้เยอะมาก
ความวุ่นวายของโตเกียวหายไปพักนึงเลย
เหมาะกับการเริ่มวันก่อนจะไปเจอความคึกคักของ Harajuku และ Shibuya
👟 Harajuku
ออกจากความสงบ มาเจอความวัยรุ่นของ Harajuku ทันที
ย่านนี้ในแพลนใส่มาค่อนข้างละเอียดมาก
ทั้ง Takeshita Street, Kiddy Land, ร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ร้านกาชาปอง ห้าง WITH HARAJUKU ต่าง ๆ
มันเป็นย่านที่เดินเพลินมาก
ไม่ต้องซื้อของก็ยังสนุก
เพราะแต่ละร้าน แต่ละคน แต่ละมุม มันมีอะไรให้ดูไปหมด
ใครเป็นสายแฟชั่น สายของน่ารัก สายรองเท้า หรือชอบเดินดูความเป็นวัยรุ่นญี่ปุ่น
น่าจะชอบย่านนี้มาก 
🐕 Shibuya
จากนั้นก็ไปต่อ Shibuya
เอาจริง Shibuya คือย่านที่ไม่ต้องอธิบายเยอะ
มันมีพลังของมันเอง
ต่อให้แค่เดินเฉย ๆ
ก็ยังรู้สึกสนุกได้
เพราะรอบตัวมันมีแต่ความเป็นเมืองใหญ่ ความทันสมัย คนเยอะ ร้านเยอะ แสงเยอะ ทุกอย่างมันดูมีชีวิต
สรุป Day 4
วันนี้เหมาะกับคนที่ชอบ “เดินเมือง”
ไม่เน้นรีบ ไม่เน้นวิ่งแลนด์มาร์กหนัก ๆ
แต่เน้นซึมบรรยากาศและเดินเพลิน
เป็นอีกวันที่ถ้าขาไม่พัง ก็สนุกมากแน่ ๆ 😂
⸻
Day 5 — วันย้ายโหมดเข้าสู่ฟูจิ นั่ง Fuji Excursion ไปคาวากุจิโกะเต็มตัว 🚆🗻
วันนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ใช้ JR Tokyo Wide Pass จริงจัง
และมีการจองที่นั่ง Fuji Excursion ไว้เรียบร้อยแล้ว ออกจาก Shinjuku ตอนเช้าไป Kawaguchiko
นี่เป็นวันที่อารมณ์ทริปเปลี่ยนชัดมาก
จากโตเกียวที่คนแน่น ๆ รถไฟแน่น ๆ
กลายเป็นเมืองที่ทุกคนมาด้วยเป้าหมายคล้ายกันคือ “ดูฟูจิ”
แค่ได้นั่งรถไฟออกจากเมืองใหญ่ไปเรื่อย ๆ
มันก็มีความรู้สึกเหมือนทริปเข้าสู่ช่วงไฮไลต์แล้ว
ในแพลนมีทั้ง
• จุดถ่ายรูปรอบสถานี
• Lawson มุมฮิต
• ร้านอาหาร
• โรงแรม Fuji Kawaguchiko Resort Hotel
• ซูเปอร์ใกล้ที่พัก 
ส่วนตัวคิดว่าวันนี้ไม่ต้องแน่นมากก็ดีแล้ว
เพราะแค่ย้ายโลเคชัน ได้เห็นวิว ได้เข้าที่พัก ได้เดินเล่นแถวคาวากุจิโกะ
มันก็เพียงพอจะทำให้รู้สึกว่าคุ้มแล้ว
สรุป Day 5
เป็นวันของการ “เปลี่ยนโหมด”
จากเที่ยวเมือง มาเป็นเที่ยวธรรมชาติ
แค่ได้มานอนแถวฟูจิ ก็รู้สึกว่าทริปนี้พิเศษขึ้นเยอะมาก
⸻
Day 6 — วันพีกของทริป! ขับรถเที่ยวรอบฟูจิ วิวแน่นมาก สวยจนเหนื่อยยังยอม 🚗🍁🗻
ถ้าถามว่าไฮไลต์ของทั้งทริปคือวันไหน
สำหรับผมตอบได้เลยว่า วันนี้
เพราะในแพลนคือจัดเต็มมาก เป็นวันเช่ารถขับเที่ยวรอบฟูจิแบบจริงจัง
ลิสต์สถานที่คือเห็นแล้วอยากมีพลังเพิ่มอีก 200% เช่น
• Yamanakako
• Oshino Hakkai
• Mt. Fuji 5th Station
• Oishi Park / Natural Living Center
• Momiji Corridor
• Kachi Kachi Ropeway
• ล่องเรือ Ensoleille
• Chureito Pagoda
• ถนน Fuji-michi
• และมี Fuji-Q Highland แทรกมาด้วย
คืออ่านแพลนแล้วเห็นภาพเลยว่า
ถ้าวันนั้นอากาศดี ฟ้าเปิด ฟูจิชัด
น่าจะเป็นหนึ่งในวันที่สวยที่สุดของทริปแน่นอน
ผมชอบตรงที่มันไม่ได้มีแค่ “ไปดูฟูจิ 1 มุมแล้วจบ”
แต่มันเป็นการไปดูฟูจิหลายเวอร์ชันมาก
• ฟูจิคู่ทะเลสาบ
• ฟูจิคู่ใบไม้แดง
• ฟูจิคู่เจดีย์
• ฟูจิคู่ถนน
• ฟูจิแบบมองจากกระเช้า
• ฟูจิแบบขับรถไปเรื่อย ๆ
มันเลยดูไม่ซ้ำเลยแม้จะเป็นภูเขาเดียวกัน
พอเที่ยวเต็มวันแล้วก็นั่ง Fuji Excursion กลับ Shinjuku ตอนเย็น แล้วค่อยกลับที่พักอีกที
สรุป Day 6
วันนี้คือวันแบบ
เหนื่อยได้ แต่ยอม เพราะวิวมันคุ้ม
ถ้าใครรักญี่ปุ่นสายธรรมชาติ รักวิว รักฟูจิ
วันแบบนี้คือความสุขล้วน ๆ
⸻
Day 7 — วันกลับแบบไม่รีบเกิน ไม่ลุ้นเกิน จบทริปสวย ๆ ✈️
วันสุดท้ายในแพลนมีจอง Skyliner กลับสนามบินไว้แล้ว
ออกจาก Keisei-Ueno 13:37 ถึงสนามบินประมาณ 14:27 สำหรับไฟลต์ 17:30
ส่วนตัวว่าเวลาค่อนข้างโอเคเลย
ไม่ช้าเกินจนเสี่ยง
ไม่เร็วเกินจนต้องไปนั่งแห้งอยู่สนามบินนานมาก
วันกลับแบบนี้ชอบตรงที่มันไม่ต้องพยายามยัดโปรแกรมเพิ่ม
แค่เก็บของ เช็กเอาต์ เดินทางกลับแบบสบาย ๆ
แล้วเก็บความรู้สึกดี ๆ ของทริปไว้ดีกว่า
🍁 แจกแพลนเที่ยวญี่ปุ่น 7 วัน 6 คืน แบบโคตรคุ้ม! โตเกียว + โยโกฮาม่า + ฟูจิ เที่ยวครบ กินฉ่ำ เดินเพลิน วิวดีมากกก 🇯🇵
รอบนี้อยากมาแชร์แพลนเที่ยวญี่ปุ่นที่ส่วนตัวรู้สึกว่า ลงตัวมาก สำหรับคนที่อยากเที่ยวหลายฟีลในทริปเดียว
ทริปนี้เป็นทริปช่วง 28 ต.ค. - 3 พ.ย. 2566
คอนเซปต์คือ “มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที ขอให้ได้หลายอารมณ์หน่อย”
เลยกลายเป็นทริปที่มีทั้ง
• โตเกียวสายกิน
• โตเกียวสายเดินเมือง
• สายช้อป
• สายโอตะ
• สายแลนด์มาร์ก
• สายดูวิวฟูจิ
• และมีแถมโยโกฮาม่ามาเปลี่ยนบรรยากาศอีก 1 วัน
พูดง่าย ๆ คือ ทริปเดียวแต่เหมือนได้เที่ยวหลายเมือง หลายมู้ดมาก
⸻
✨ ทำไมถึงชอบแพลนนี้
สิ่งที่ชอบมากคือมันไม่ใช่ทริปแนวอัดทุกอย่างจนเหนื่อย
แต่เป็นทริปที่ “มีจังหวะ” ดีมาก
บางวันเน้นเดินเล่นชิล ๆ
บางวันเน้นกิน
บางวันออกนอกเมือง
บางวันจัดเต็มเรื่องวิว
และที่สำคัญคือเรื่องพาสกับการเดินทางค่อนข้างคิดมาดี
ไม่ได้ซื้อมั่ว ๆ แต่ซื้อให้ตรงกับวันที่จะใช้งานจริง
⸻
🎫 พาสที่ใช้ในทริปนี้
ทริปนี้ใช้พาสหลัก ๆ ประมาณนี้
1. Skyliner ไป-กลับ + Subway 72 hrs
ไว้ใช้เข้าเมืองจากนาริตะ + ใช้รถไฟใต้ดิน 3 วันแรกในโตเกียว
2. JR Tokyo Wide Pass 3 วัน
เอาไว้ใช้ตอนออกนอกเมือง โดยในแพลนเริ่มใช้ช่วง 31 ต.ค. - 2 พ.ย.
3. บางวันมีซื้อ 1 day metro pass / ตั๋วแยกเพิ่ม
ตามความเหมาะสมของเส้นทางในวันนั้น ๆ
สรุปคือ
วันไหนเที่ยวในโตเกียวหนัก ๆ ก็ใช้ใต้ดินให้คุ้ม
วันไหนออกฟูจิก็ใช้ Wide Pass ให้คุ้มเหมือนกัน
อ่านแล้วรู้เลยว่าแพลนนี้ไม่ได้ทำแบบลอย ๆ แต่คิดเรื่องค่าเดินทางมาพอสมควร
⸻
Day 1 — ถึงโตเกียวปุ๊บ เริ่มทริปด้วยของกินกับสายโอตะทันที 🍣🎮
วันแรกพอมาถึงสนามบินนาริตะ ก็เข้าเมืองด้วย Keisei Skyliner
แล้วแวะไปจัดการเรื่องพาสก่อน จากนั้นค่อยไปฝากกระเป๋าที่โรงแรม Smile Hotel Tokyo Ayase Ekimae เพราะยังเช็กอินไม่ได้
อันนี้เป็นอะไรที่ชอบนะ
เพราะมันทำให้วันแรกไม่เสียเวลาไปกับการงงเรื่องเดินทางมาก
เคลียร์เรื่องพาส เรื่องกระเป๋าให้จบ แล้วค่อยเริ่มเที่ยวจริง
🍣 จุดแรกของทริป: ตลาดปลาซึกิจิ
เปิดทริปด้วยการไปหาของกินที่ Tsukiji
คือเอาจริง ถ้าถึงญี่ปุ่นแล้วมื้อแรกได้กินอะไรสด ๆ ดี ๆ มันช่วยยกระดับอารมณ์ทริปมาก
ในแพลนมีลิสต์ร้านแนะนำค่อนข้างเยอะเลย ทั้ง
• ของทอด
• ข้าวหน้าไก่ไข่
• ปลาไหล
• ซูชิ
• ไข่หวาน
ฟีลคือไม่ใช่ไปเดินผ่าน ๆ แต่ตั้งใจไปกินจริง 😂 
ตลาดปลาซึกิจิสำหรับผมเป็นที่ที่เหมาะกับวันแรกมาก
มันได้ความเป็นญี่ปุ่น ได้ความคึกคัก ได้ของกินอร่อย และยังไม่ต้องใช้พลังเยอะเกินไป
🎮 ต่อด้วย Akihabara
พอกินเสร็จ ก็เปลี่ยนอารมณ์ไปอีกโลกเลย คือไป Akihabara
จากฟีลปลาดิบ ของทอด ตลาดเช้า
กลายเป็นฟีลโมเดล ฟิกเกอร์ กาชาปอง ร้านโอตะทันที
ในแพลนมีพวกร้านอย่าง
• TamTam Hobby Shop
• Volks
• Yellow Submarine
• Akihabara Gachapon Kaikan
• HARD OFF
คือถ้าใครชอบอนิเม ชอบโมเดล ชอบเดินดูของแปลก ๆ หรือชอบความญี่ปุ่นแบบเฉพาะทาง
วันแรกนี่ถือว่าเปิดตัวได้ดีมากกก 
สรุป Day 1
วันแรกเป็นวันที่ผมว่า “กำลังดีมาก”
ไม่ได้แน่นจนหอบ
แต่ก็ไม่ได้เสียวันไปเฉย ๆ
ได้ทั้ง
• จัดการเรื่องพาส
• ฝากกระเป๋า
• กินของดี
• เดินเล่น
• ได้ฟีลญี่ปุ่นตั้งแต่วันแรก
พูดง่าย ๆ คือ ถึงแล้วได้เที่ยวเลย ไม่เสียโมเมนต์
⸻
Day 2 — วันคลาสสิกของโตเกียว พระราชวัง + อาซากุสะ + Skytree 🏯✨
วันที่สองยังใช้ Subway 72 ชั่วโมงอยู่
วันนี้เป็นวันแนว “ถ้ามาโตเกียวครั้งแรก ยังไงก็ต้องมีวันแบบนี้” 
👑 พระราชวังอิมพีเรียล
เริ่มเช้าด้วย พระราชวังอิมพีเรียล
ฟีลจะต่างจากวันแรกทันที เพราะบรรยากาศค่อนข้างนิ่ง สงบ ดูเป็นโตเกียวอีกแบบ
เหมาะกับการเริ่มวันมาก
แบบเดินเล่น รับอากาศ ดูเมืองแบบไม่รีบ
แล้วค่อยไปต่อจุดที่คนเยอะขึ้นทีหลัง
⛩️ วัดเซนโซจิ / อาซากุสะ
จากนั้นไปต่อ อาซากุสะ ซึ่งเป็นอีกย่านที่ผมรู้สึกว่า “ญี่ปุ่นมาก”
แค่ได้เดินผ่านโคมแดง
เดินถนนนากามิเสะ
เห็นร้านขนม ร้านของฝาก คนใส่กิโมโน
มันก็ได้อารมณ์เที่ยวญี่ปุ่นแล้ว
ในแพลนยังมีร้านแนะนำหลายร้านมาก เช่น
• เมล่อนปัง
• ซาลาเปาทอด
• เทมปุระ
• ราเมง
• ซูชิ
• มัทฉะเจลาโต
คือย่านนี้เป็นประเภทที่ ต่อให้ไม่มีแพลนเป๊ะ ๆ ก็ยังสนุกอยู่ดี
แต่พอมีลิสต์ของกินด้วย มันยิ่งเพลินเข้าไปอีก 
และถ้าเดินต่อก็ยังมีจุดถ่ายรูปแถวตึกอาซาฮี สะพานแดง ได้อีก
เป็นย่านที่ครบทั้งไหว้พระ กิน เดิน ถ่ายรูป ซื้อของฝาก
🌃 ปิดวันด้วย Tokyo Skytree
ช่วงท้ายวันไป Tokyo Skytree
ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นปลายทางที่เหมาะมากสำหรับวันแบบนี้
เพราะหลังจากเดินแลนด์มาร์กมาทั้งวัน พอไปจบที่ Skytree มันเหมือนเป็นการปิดวันแบบสวย ๆ
ใครอยากขึ้นไปดูวิวก็ได้
ใครไม่ขึ้นก็ยังมี Solamachi ให้เดินช้อป มีร้านแบรนด์ ร้านของกิน ร้านคาแรกเตอร์เยอะมาก 
สรุป Day 2
นี่คือวันของคนที่อยากได้ฟีลโตเกียวแบบภาพจำ
• เช้าเรียบ ๆ สงบ ๆ
• กลางวันญี่ปุ่นคลาสสิก
• เย็นวิวเมืองสวย ๆ
เป็นวันที่เที่ยวแล้วรู้สึกว่า “โอเค ฉันมาถึงโตเกียวจริง ๆ แล้ว”
⸻
Day 3 — เช้าไปโยโกฮาม่า บ่ายกลับโตเกียว เย็นเจอ Tokyo Tower ค่ำจบที่ Shinjuku 🚢🗼🌆
วันนี้เป็นวันที่ชอบมากอีกวัน เพราะมันมีความ “สลับมู้ด” ดีมาก
เช้าออกไป Yokohama
เย็นกลับเข้าโตเกียว
กลางคืนไปเดิน Shinjuku ต่อ
คือวันเดียวเหมือนได้หลายรสเลย 
🥟 Yokohama Chinatown
เริ่มจากไป Yokohama Chinatown
ย่านนี้จะให้อารมณ์คนละแบบกับโตเกียวเลย
เดินสนุก ของกินเยอะ บรรยากาศคึกคัก แต่ก็ไม่เหมือนโตเกียวตรง ๆ
เหมาะกับการไปเปลี่ยนบรรยากาศมาก
โดยเฉพาะถ้าอยู่แต่ในโตเกียวติดกันหลายวัน
🤖 Gundam Factory Yokohama
ไฮไลต์ของโยโกฮาม่าในแพลนคือ Gundam Factory
ใครเป็นสายกันดั้มคือแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
แต่ต่อให้ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ ผมว่าก็น่าไปนะ
เพราะหุ่นมันใหญ่มาก และบรรยากาศมันพิเศษจริง ๆ
ในแพลนยังมีข้อมูลทั้งเรื่องบัตร โซน Gundam Dock, Café, Shop ต่าง ๆ ไว้ครบเลย 
พูดตรง ๆ คือวันไหนได้เห็นของจริงที่เคยดูในรูปมาตลอด มันก็มีความว้าวอยู่แล้ว
🗼 กลับโตเกียวแล้วไป Tokyo Tower
พอกลับเข้าเมือง ยังไม่จบทริปของวัน
ไปต่อ Tokyo Tower
สิ่งที่ชอบคือมันให้ฟีลคนละแบบกับ Skytree
Skytree จะดูโมเดิร์น ใหญ่ สูง ใหม่
แต่ Tokyo Tower จะมีความคลาสสิก โรแมนติก และ “โตเกียวในหนัง” มากกว่า
🌃 ค่ำ ๆ ไป Shinjuku
แล้วก็ไปต่อ Shinjuku
อันนี้คือปล่อยตัวปล่อยใจได้เลย
เดินเล่น หาอะไรกิน ดูไฟ ดูคน ดูเมือง
ในแพลนก็มีพวกจุดฮิตอย่าง
• ย่านกลาง Shinjuku
• ป้าย 3D
• Tokyu Kabukicho Tower
• Golden Gai
• ร้านอาหารต่าง ๆ
ใครชอบโตเกียวตอนกลางคืน วันแบบนี้คือดีมากจริง 
สรุป Day 3
นี่คือวันที่รู้สึกว่า “คุ้มมาก”
• เช้าเปลี่ยนเมือง
• กลางวันมีไฮไลต์
• เย็นกลับมาเจอแลนด์มาร์ก
• ค่ำจบด้วยเมืองใหญ่
เป็นวันที่เที่ยวแล้วไม่ซ้ำเลยสักช่วง
⸻
Day 4 — Meiji Jingu + Harajuku + Shibuya วันของสายเดินเมืองและช้อปเต็ม ๆ 🌿🛍️🚶
วันนี้เริ่มซื้อ 1 day metro pass เพิ่ม แล้วลุยโตเกียวอีกฝั่งหนึ่งบ้าง
🌿 ศาลเจ้าเมจิ
เริ่มจาก Meiji Jingu
อันนี้เป็นอีกจุดที่ชอบ เพราะอยู่ในเมืองแต่บรรยากาศเหมือนได้พักใจ
เดินเข้าไปแล้วต้นไม้เยอะมาก
ความวุ่นวายของโตเกียวหายไปพักนึงเลย
เหมาะกับการเริ่มวันก่อนจะไปเจอความคึกคักของ Harajuku และ Shibuya
👟 Harajuku
ออกจากความสงบ มาเจอความวัยรุ่นของ Harajuku ทันที
ย่านนี้ในแพลนใส่มาค่อนข้างละเอียดมาก
ทั้ง Takeshita Street, Kiddy Land, ร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ร้านกาชาปอง ห้าง WITH HARAJUKU ต่าง ๆ
มันเป็นย่านที่เดินเพลินมาก
ไม่ต้องซื้อของก็ยังสนุก
เพราะแต่ละร้าน แต่ละคน แต่ละมุม มันมีอะไรให้ดูไปหมด
ใครเป็นสายแฟชั่น สายของน่ารัก สายรองเท้า หรือชอบเดินดูความเป็นวัยรุ่นญี่ปุ่น
น่าจะชอบย่านนี้มาก 
🐕 Shibuya
จากนั้นก็ไปต่อ Shibuya
เอาจริง Shibuya คือย่านที่ไม่ต้องอธิบายเยอะ
มันมีพลังของมันเอง
ต่อให้แค่เดินเฉย ๆ
ก็ยังรู้สึกสนุกได้
เพราะรอบตัวมันมีแต่ความเป็นเมืองใหญ่ ความทันสมัย คนเยอะ ร้านเยอะ แสงเยอะ ทุกอย่างมันดูมีชีวิต
สรุป Day 4
วันนี้เหมาะกับคนที่ชอบ “เดินเมือง”
ไม่เน้นรีบ ไม่เน้นวิ่งแลนด์มาร์กหนัก ๆ
แต่เน้นซึมบรรยากาศและเดินเพลิน
เป็นอีกวันที่ถ้าขาไม่พัง ก็สนุกมากแน่ ๆ 😂
⸻
Day 5 — วันย้ายโหมดเข้าสู่ฟูจิ นั่ง Fuji Excursion ไปคาวากุจิโกะเต็มตัว 🚆🗻
วันนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ใช้ JR Tokyo Wide Pass จริงจัง
และมีการจองที่นั่ง Fuji Excursion ไว้เรียบร้อยแล้ว ออกจาก Shinjuku ตอนเช้าไป Kawaguchiko
นี่เป็นวันที่อารมณ์ทริปเปลี่ยนชัดมาก
จากโตเกียวที่คนแน่น ๆ รถไฟแน่น ๆ
กลายเป็นเมืองที่ทุกคนมาด้วยเป้าหมายคล้ายกันคือ “ดูฟูจิ”
แค่ได้นั่งรถไฟออกจากเมืองใหญ่ไปเรื่อย ๆ
มันก็มีความรู้สึกเหมือนทริปเข้าสู่ช่วงไฮไลต์แล้ว
ในแพลนมีทั้ง
• จุดถ่ายรูปรอบสถานี
• Lawson มุมฮิต
• ร้านอาหาร
• โรงแรม Fuji Kawaguchiko Resort Hotel
• ซูเปอร์ใกล้ที่พัก 
ส่วนตัวคิดว่าวันนี้ไม่ต้องแน่นมากก็ดีแล้ว
เพราะแค่ย้ายโลเคชัน ได้เห็นวิว ได้เข้าที่พัก ได้เดินเล่นแถวคาวากุจิโกะ
มันก็เพียงพอจะทำให้รู้สึกว่าคุ้มแล้ว
สรุป Day 5
เป็นวันของการ “เปลี่ยนโหมด”
จากเที่ยวเมือง มาเป็นเที่ยวธรรมชาติ
แค่ได้มานอนแถวฟูจิ ก็รู้สึกว่าทริปนี้พิเศษขึ้นเยอะมาก
⸻
Day 6 — วันพีกของทริป! ขับรถเที่ยวรอบฟูจิ วิวแน่นมาก สวยจนเหนื่อยยังยอม 🚗🍁🗻
ถ้าถามว่าไฮไลต์ของทั้งทริปคือวันไหน
สำหรับผมตอบได้เลยว่า วันนี้
เพราะในแพลนคือจัดเต็มมาก เป็นวันเช่ารถขับเที่ยวรอบฟูจิแบบจริงจัง
ลิสต์สถานที่คือเห็นแล้วอยากมีพลังเพิ่มอีก 200% เช่น
• Yamanakako
• Oshino Hakkai
• Mt. Fuji 5th Station
• Oishi Park / Natural Living Center
• Momiji Corridor
• Kachi Kachi Ropeway
• ล่องเรือ Ensoleille
• Chureito Pagoda
• ถนน Fuji-michi
• และมี Fuji-Q Highland แทรกมาด้วย
คืออ่านแพลนแล้วเห็นภาพเลยว่า
ถ้าวันนั้นอากาศดี ฟ้าเปิด ฟูจิชัด
น่าจะเป็นหนึ่งในวันที่สวยที่สุดของทริปแน่นอน
ผมชอบตรงที่มันไม่ได้มีแค่ “ไปดูฟูจิ 1 มุมแล้วจบ”
แต่มันเป็นการไปดูฟูจิหลายเวอร์ชันมาก
• ฟูจิคู่ทะเลสาบ
• ฟูจิคู่ใบไม้แดง
• ฟูจิคู่เจดีย์
• ฟูจิคู่ถนน
• ฟูจิแบบมองจากกระเช้า
• ฟูจิแบบขับรถไปเรื่อย ๆ
มันเลยดูไม่ซ้ำเลยแม้จะเป็นภูเขาเดียวกัน
พอเที่ยวเต็มวันแล้วก็นั่ง Fuji Excursion กลับ Shinjuku ตอนเย็น แล้วค่อยกลับที่พักอีกที
สรุป Day 6
วันนี้คือวันแบบ
เหนื่อยได้ แต่ยอม เพราะวิวมันคุ้ม
ถ้าใครรักญี่ปุ่นสายธรรมชาติ รักวิว รักฟูจิ
วันแบบนี้คือความสุขล้วน ๆ
⸻
Day 7 — วันกลับแบบไม่รีบเกิน ไม่ลุ้นเกิน จบทริปสวย ๆ ✈️
วันสุดท้ายในแพลนมีจอง Skyliner กลับสนามบินไว้แล้ว
ออกจาก Keisei-Ueno 13:37 ถึงสนามบินประมาณ 14:27 สำหรับไฟลต์ 17:30
ส่วนตัวว่าเวลาค่อนข้างโอเคเลย
ไม่ช้าเกินจนเสี่ยง
ไม่เร็วเกินจนต้องไปนั่งแห้งอยู่สนามบินนานมาก
วันกลับแบบนี้ชอบตรงที่มันไม่ต้องพยายามยัดโปรแกรมเพิ่ม
แค่เก็บของ เช็กเอาต์ เดินทางกลับแบบสบาย ๆ
แล้วเก็บความรู้สึกดี ๆ ของทริปไว้ดีกว่า