ย้อนกลับไปตอนผมอายุ 30 ผมทำอะไร

ตอนนั้นยอมรับว่า สนใจเรื่องเดียว คือ เงิน

พอดีตอนนั้นได้ไปเรียน ป โท การเงิน ที่หนึ่ง และกำลังสอบ
ไลเซ่นส์หลายอย่างพร้อมๆกัน รู้เลยว่า ในช่วงนั้น ผมค่อนข้างใช้ชีวิตหนักหน่วงและคุ้มเลย เพราะไม่มีเวลาว่างให้ใคร แม้แต่ครอบครัวตัวเอง

โจทย์ผม มีข้อเดียว คือ จะเลิกทำงาน ปล่อยวางได้ตอนไหน โดยใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็น คงสภาพวิถีชีวิตในตอนนั้นโดยไม่ลดทอนมาตรฐานการครองชีพและการใช้ชีวิตลงในบั้นปลาย ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้เงินเก่ง ใช้ชีวิตกับแบรนด์เนมหรูหรามาตลอด แม้อายุมากขึ้น และเปลี่ยนนิสัยตรงนี้ลงได้บ้าง แต่ก็ยังตัดไม่ได้ทั้งหมด ถ้าเวลาผมเครียด สิ่งที่ผมยังคงทำเสมอ คือ การช้อปปิ้งและการไปเที่ยวต่างประเทศ มันคือ วิถีที่เยียวยาความเครียดผมได้

ปกติผมใช้เงินประมาณหกหลักต่อเดือน หากเทียบกับคนที่ใช้มากกว่าผม ผมก็คงใช้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าเทียบกับคนทั่วไป ผมก็อยู่ในกลุ่มใช้เงินเปลือง เพราะค่าใช้จ่ายนั้นเกือบทั้งหมด อยู่ที่การปรนเปรอกิเลสตัวเองทั้งหมด ดังนั้นแผนการเงินที่ผมวางไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ผมพยากรณ์ว่าจะอยู่ที่อัตรา 3.5% และมีการปรับเงินเฟ้อไปที่ 4% ในบางช่วงของชีวิต ผมพยากรณ์ไว้แบบนั้นในตอนนั้น จะทำให้ผมไปตลอดรอดฝั่งไหม คือ คำถามที่น่าสนใจ น่าติดตาม

แม้จะมีนิสัยแย่ๆกับการใช้เงิน แต่รู้ตัวนะ ไม่ใช่ไม่รู้ตัว แต่ผมโชคดีที่เป็นคนหาเงินเก่ง ผมมีรายได้หลายทางมาตั้งแต่อายุน้อยๆ เรียกได้ว่า หันไปทางไหน ได้เงินหมด ทุกวันนี้ ก็จ้างคนมาทำงานรูทีนหลายอย่างแทนผม เพราะแนวคิดส่วนตัวเราไม่ควรเสียเวลากับงานรูทีนมาก ใช้เงินแลกกับการตัดส่วนนี้ไปได้ เพราะการใช้ชีวิตส่วนตัวย่อมสำคัญกว่า ผมมักชอบทำตัวเป็นนักออกแบบชีวิต ชีวิตผมไม่ต้องเหมือนใคร แต่ผมต้องรู้จักความสุข ตามปรัชญาที่โสคราติส และเพลโตว่าไว้ สิ่งที่มีค่าแท้จริงแล้วคือความสุข
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่