เรามักจะได้ยินว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLM ตามหลังไทย หลายสิบปี ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานค่อนข้างแย่ ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบ้าง ถนนดินแดงฝุ่นตลบ โรงพยาบาลล้าหลังมาก คนที่มีเงินพอก็มักจะมารักษาหรือคลอดลูกที่ไทย
แต่ปรากฎว่าทำไมคนเขามีมือถือเล่นได้ มีแผงโซล่าเซลล์ไว้ผลิตไฟฟ้า มีเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
ปรากฏการณ์ที่ผมพูดถึงมักถูกเรียกว่า Leapfrogging หรือการก้าวกระโดดข้ามขั้น หรือในเชิงวิชาการอาจเรียกว่า Technological Leapfrogging ครับ มันคือสภาวะที่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา หรือสายโทรศัพท์พื้นฐาน ยังล้าหลัง แต่สามารถข้ามขั้นตอนการพัฒนาแบบดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ล้ำหน้ากว่าได้เลย
นี่คือปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพย้อนแย้งอย่างที่เราเห็นครับ
1. การข้ามขั้นตอนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Skipping) ในอดีต ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องวางสายโทรศัพท์บ้าน (Landline) ให้ทั่วประเทศก่อนจะมีมือถือ แต่ประเทศที่ ด้อยพัฒนา ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องข้ามเขาวางสายโทรศัพท์อีกต่อไป พวกเขาแค่ตั้งเสาสัญญาณ 4G/5G หรือใช้ดาวเทียม ก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทันที
2. เศรษฐกิจดิจิทัลแบบก้าวกระโดด เราอาจจะเห็นภาพคนที่อาศัยในกระท่อมที่ไม่มีประปาใช้ แต่ในมือกำลังกดโอนเงินผ่าน Mobile Banking หรือสแกน QR Code จ่ายเงิน สิ่งนี้เรียกว่า Financial Inclusion ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมากในประเทศแถบแอฟริกาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางแห่ง เพราะการสร้างแอปฯ มันง่ายและถูกกว่าการไปไล่ขุดถนนวางท่อประปาหรือสร้างธนาคารสาขา
3. ยุคแห่งการเข้าถึงข้อมูล (Information Access) แม้ระบบสาธารณูปโภคจะเหมือนไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ ความรู้ ของคนในยุคนั้นกับยุคนี้ต่างกันมหาศาลครับ เมื่อ 30 ปีที่แล้วถ้าถนนพังหรือไฟฟ้าไม่มี เราแทบไม่มีช่องทางร้องเรียนหรือหาความรู้มาแก้ปัญหาเอง
ปัจจุบัน มือถือเครื่องเดียวทำให้คนเข้าถึง YouTube TikTok หรือ Google เพื่อเรียนรู้วิธีติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้เอง หรือใช้ประจานความล้มเหลวของรัฐบาลได้ทันที
บางครั้งนักสังคมศาสตร์ก็เรียกสภาพนี้ว่า ความลักลั่นทางเทคโนโลยี คือการที่เทคโนโลยีส่วนบุคคล (Personal Tech) ก้าวไปไกลมากเพราะกลไกตลาดเสรีและราคาที่ถูกลง แต่สาธารณูปโภคส่วนรวม ยังย่ำอยู่กับที่เพราะติดขัดเรื่องคอร์รัปชัน การบริหารจัดการ หรือเสถียรภาพทางการเมือง
สรุปสั้น ๆ คือ ร่างกายยังอยู่ในยุคเก่า แต่สมองและเครื่องมือสื่อสารเชื่อมต่อกับโลกอนาคตไปแล้วครับ
ปรากฏการณ์ Leapfrogging นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจินตนาการ แต่เป็นภาพความจริงที่ชัดเจนมากในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ ระบบเก่า ยังไม่ครอบคลุม ทำให้เขาสามารถรับ ระบบใหม่ เข้าไปได้ง่ายกว่าประเทศที่เจริญแล้วเสียอีกครับ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดมีดังนี้
1. กลุ่มประเทศในแอฟริกา โดยเฉพาะเคนยาและไนจีเรีย นี่คือต้นแบบของโลกในเรื่อง Mobile Money ครับ
สองประเทศนี้ ถนนหนทางยังลำบาก ธนาคารสาขามีน้อยมาก เฉลี่ย 5 สาขาต่อประชากรแสนคน แต่คนกลับมีมือถือใช้กันเกือบทั่วประเทศ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เคนยาใช้ระบบ M-Pesa มานานแล้ว ซึ่งทำให้คนสามารถโอนเงิน จ่ายค่าน้ำค่าไฟ หรือกู้เงินผ่านมือถือได้โดยไม่ต้องมีบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิม คุณอาจเห็นชาวบ้านต้อนวัวอยู่กลางทุ่งที่ห่างไกลไฟฟ้า แต่เขาสามารถขายวัวและรับเงินโอนเข้ามือถือได้ทันที
2. บังกลาเทศ และ อินเดีย
สองประเทศนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของ พลังงานสะอาดข้ามช็อต (Energy Leapfrogging) สภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้าข้ามจังหวัดยังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านห่างไกล แทนที่จะรอรัฐบาลลากสายไฟ (ซึ่งอาจใช้เวลาอีก 20 ปี) ชาวบ้านเลือกติดตั้ง Solar Home Systems (SHS) ขนาดเล็กตามบ้านเอง บังกลาเทศกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนหนาแน่นที่สุดในโลก
ทำให้เราสามารถเห็นบ้านมุงจากหรือบ้านดิน แต่บนหลังคามีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อชาร์จมือถือและเปิดไฟ LED ในประเทศนี้จำนวนมาก
3. เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ในอาเซียนบ้านเราเอง สองประเทศนี้โดดเด่นเรื่อง Digital Economy ทั้งที่ระบบอินเทอร์เน็ตสายแลนหรือบรอดแบนด์ตามบ้านในบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึง หรือมีคุณภาพต่ำกว่าไทย แต่ประชากรส่วนใหญ่ข้ามยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) ไปสู่ยุค Mobile-First ทันที ทุกอย่างทำผ่านแอปฯ ตั้งแต่สั่งอาหารไปจนถึงการเล่นเกมเพื่อสร้างรายได้ (Play-to-Earn) อย่างที่เคยฮิตมากในฟิลิปปินส์ แม้ระบบผังเมืองหรือการระบายน้ำอาจจะยังเป็นปัญหาใหญ่ แต่ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล (QR Code) และการทำการค้าออนไลน์ (E-commerce) กลับคึกคักและทันสมัยไม่แพ้เมืองใหญ่ในยุโรป
4. ประเทศจีน (ในอดีตจนถึงปัจจุบัน) จีนคือพี่ใหญ่ของปรากฏการณ์นี้ ในขณะที่อเมริกาหรือยุโรปยังติดอยู่กับการใช้บัตรเครดิตและเช็คเงินสด จีนก้าวกระโดดข้ามระบบบัตรเครดิตไปสู่ Cashless Society อย่างสมบูรณ์ผ่าน Alipay และ WeChat Pay ภายในเวลาไม่กี่ปี
สรุปภาพรวม ประเทศเหล่านี้มักจะมีลักษณะร่วมกันคือ โครงสร้างภาครัฐตามไม่ทันความต้องการของประชาชน แต่เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง เช่น มือถือจีนราคาประหยัด หรือแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูก ประชาชนจึงเลือก ทางลัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเอง โดยไม่รอโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐบาลนั่นเองครับ
เพิ่มเติมคือ คำว่าล้าหลังกว่าไทย 30 ปี ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องพัฒนาทุกอย่างตามสเต็ปที่ไทยเคยเป็น เช่น ก่อนจะมีมือถือ คนไทยจะใช้โทรศัพท์บ้าน หรือตู้ก่อน หรือก่อนจะมี 4G คนไทยต้องผ่าน 2G ก่อน ซึ่งประเทศเหล่านั้นสามารถข้ามช็อตไปเลย เช่น จากที่ไม่เคยมีโทรศัพท์บ้านหรือตู้ แต่พอมาถึงยุคนี้สามารถซื้อมือถือราคาถูก เล่นเน็ตได้สายเฉิ่ม
มีที่ไหนอีกน้า เชื่อว่าประเทศนี้ใครก็อยากรู้
กัมพูชาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดของปรากฏการณ์ Leapfrogging ในอาเซียนเลยครับ เพราะกัมพูชาผ่านช่วงเวลาที่โครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงักไปนานจากสงครามกลางเมือง ทำให้เมื่อถึงเวลาฟื้นฟูประเทศ พวกเขาจึงเลือกรับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้าไปแทนที่การซ่อมแซมระบบเก่า
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนในกัมพูชาครับ
1. การข้ามยุคโทรศัพท์สายแลน กัมพูชาเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่มีจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ แซงหน้า โทรศัพท์บ้าน (Fixed lines) ตั้งแต่ช่วงปี 1993 เพราะการขุดถนนเพื่อฝังสายโทรศัพท์ทั่วประเทศนั้นใช้งบประมาณและเวลาสูงมาก รัฐบาลและเอกชนจึงมุ่งไปที่การสร้างเสาสัญญาณมือถือแทน
ปัจจุบันกัมพูชามีอัตราการครอบคลุมของสัญญาณ 4G/5G ที่สูงมาก แม้แต่ในพื้นที่เกษตรกรรมห่างไกลที่ถนนยังเป็นดินแดง
2. ระบบการเงินดิจิทัล (FinTech) ที่ล้ำหน้า หลายคนอาจประหลาดใจว่าระบบการโอนเงินและจ่ายเงินของกัมพูชาอย่าง Bakong
បាគង ระบบบล็อกเชนที่พัฒนาโดยธนาคารกลางกัมพูชา มีความทันสมัยระดับโลก ในพื้นที่ที่ระบบธนาคารสาขาเข้าไม่ถึง ประชาชนจะใช้แอปพลิเคชันอย่าง Wing หรือ Bakong ในการโอนเงินและจ่ายเงินผ่าน QR Code กันอย่างแพร่หลาย และปัจจุบันกัมพูชายังสามารถสแกน QR Code จ่ายเงินข้ามพรมแดนกับไทยได้สะดวกมาก ซึ่งเป็นการข้ามขั้นตอนการแลกเงินสดแบบเดิมไปเลย
3. พลังงานทางเลือกในพื้นที่ห่างไกล ในพื้นที่เกษตรกรรมหรือสวนที่ไฟฟ้าของรัฐยังเข้าไม่ถึง คล้ายกับสภาพไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน
แต่เราจะเห็นการใช้ โซลาร์เซลล์ และ เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อย่างแพร่หลายในภาคการเกษตร ในชนบท เพราะความคล่องตัวสูงกว่าการรอขยายเขตไฟฟ้า รวมถึง แบตเตอรี่สำรองก็กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในบ้านสวน เพื่อใช้สำหรับชาร์จมือถือและเปิดไฟ LED ในตอนกลางคืน
4. การใช้ Social Media เพื่อการพาณิชย์
กัมพูชามีวัฒนธรรมการค้าขายผ่าน Facebook และ TikTok ที่เข้มข้นมากคล้ายกับไทย
แม้ระบบขนส่งและโลจิสติกส์อาจจะยังดูไม่ทันสมัยในสายตาคนนอก แต่พ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น เช่น คนขายอาหารทะเล หรือของป่า ใช้การ Live สด และรับโอนเงินผ่านมือถือเป็นหลัก เป็นการเปลี่ยนวิถีตลาดสดแบบเดิมเข้าสู่โลกดิจิทัลทันที
สรุปภาพรวมของกัมพูชา
กัมพูชาในตอนนี้จึงมีลักษณะเหมือน สองยุคที่ซ้อนทับกัน
คือ ถนนอาจยังเป็นฝุ่น คลองระบายน้ำยังไม่เป็นระบบ คล้ายไทยยุค 30 ปีก่อน
แต่คนใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เสพคอนเทนต์วิดีโอสั้น โอนเงินผ่านบล็อกเชน และขายของออนไลน์เป็นอาชีพหลัก
ปรากฏการณ์นี้ทำให้กัมพูชาไม่ได้เดินตามรอยเท้าการพัฒนาของไทยแบบทีละขั้น แต่เป็นการ เลือกรับ เฉพาะเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความจำเป็นในปัจจุบันมาใช้ทันทีครับ
หัวใจสำคัญของ Leapfrogging ที่ทำให้ลำดับเหตุการณ์การพัฒนาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในอดีต โทรศัพท์บ้าน หรือ เสาไฟฟ้า คือตัวชี้วัดความเจริญ แต่ในยุคนี้ สัญญาณคลื่น และ แสงไฟ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งได้เร็วกว่าและราคาถูกกว่ามากครับ
1. ข้ามยุค สายส่ง ไปสู่ ไร้สาย
ในอดีตไทย 40 ปีก่อน ถ้าจะใช้โทรศัพท์ ต้องรอรัฐบาลมาปักเสา พาดสายทองแดงเข้าบ้าน ซึ่งใช้เวลาเป็นสิบปีและใช้งบมหาศาล
กัมพูชายุคนี้เขาไม่ต้องรอสายโทรศัพท์อีกต่อไป แค่ตั้งเสาส่งสัญญาณ (Base Station) หนึ่งต้น ก็ครอบคลุมคนได้ทั้งหมู่บ้าน คนจึงข้ามยุค ฮัลโหลบ้าน ไปสู่ วิดีโอคอล ได้ทันที
2. ข้ามยุค โรงไฟฟ้า ไปสู่ พลังงานบนหลังคา
การจะมีแสงไฟต้องรอโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และลากสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านป่าผ่านเขา
และในพื้นที่ห่างไกลหรือบ้านสวนที่สายไฟยังไปไม่ถึง เขาใช้ Solar Home System ครับ แค่แผงโซลาร์เซลล์หนึ่งแผงกับแบตเตอรี่หนึ่งลูก เขาก็มีแสงสว่าง มีพัดลม และชาร์จมือถือเพื่อดูโลกภายนอกได้แล้ว โดยไม่ต้องง้อเสาไฟฟ้าแม้แต่ต้นเดียว
3. ข้ามยุค สมุดบัญชี ไปสู่ กระเป๋าเงินดิจิทัล
ในอดีตจะทำธุรกรรมต้องเข้าเมืองไปธนาคาร มีสมุดบัญชี มีบัตรเอทีเอ็ม
แต่คนกัมพูชายุคนี้หลายคนไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ทุกคนมีแอปฯ ในมือถือ เขาสามารถรับเงินค่าแรงหรือจ่ายเงินซื้อของในตลาดผ่าน QR Code ได้เลย ซึ่งความสะดวกนี้แทบไม่ต่างจากคนในเมืองใหญ่
ทำไมเขาถึงทำได้?
สาเหตุหลักคือ ราคาเทคโนโลยีที่ถูกลงครับ
เมื่อก่อนโซลาร์เซลล์หรือมือถือคือของหรูหรา แต่ตอนนี้ มือถือราคาไม่กี่พันบาทกับแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากจีน กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ
ในขณะที่ถนนหน้าบ้านเขายังเป็นดินแดง ฝุ่นตลบเหมือนย้อนเวลากลับไป 40 ปี แต่คนในบ้านกำลังนั่งดู TikTok ความคมชัดสูง หรือโอนเงินผ่านระบบบล็อกเชน มันก็คือการที่ โลกดิจิทัล วิ่งแซง โลกกายภาพ ไปไกลมากนั่นเองครับ
ซึ่งในแง่หนึ่งมันช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เร็วขึ้นกว่าการรอให้ถนนลาดยางเสร็จเสียอีก
สรุปเนื้อหาอีกรอบ
1. การข้ามขั้นตอนเทคโนโลยี (Stage-skipping)
แทนที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องรอสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าให้ครบก่อน (เช่น การวางสายโทรศัพท์พื้นฐานตามบ้าน หรือการขยายสาขาธนาคารให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน) พวกเขาเลือกที่จะ
กระโดดข้าม ไปใช้เทคโนโลยีใหม่เลย
จากไม่มีโทรศัพท์ -> เป็นสมาร์ทโฟน ข้ามยุคโทรศัพท์บ้านไปสู่ยุคไร้สาย
จากไม่มีบัญชีธนาคาร -> เป็น Mobile Banking ข้ามยุคการใช้บัตรเครดิตหรือการไปธนาคาร ไปสู่การสแกนจ่ายผ่าน QR Code หรือระบบอย่าง Bakong ในกัมพูชา
2. ทำไมถึงเกิด Leapfrogging?
ต้นทุนต่ำกว่า การตั้งเสาสัญญาณมือถือหรือใช้ระบบดาวเทียมง่ายและถูกกว่าการขุดดินวางสายเคเบิลทั่วประเทศ
ไม่มีภาระจากระบบเก่า ประเทศที่เจริญแล้วบางครั้งขยับตัวยากเพราะติดกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีมูลค่ามหาศาล (Entrenched technology) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเริ่มใหม่ด้วยของที่ล้ำสมัยที่สุดได้เลย
3. ตัวอย่างอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พลังงาน การข้ามการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ไปใช้แผงโซลาร์เซลล์และระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาดในหมู่บ้านห่างไกล
การเกษตร การใช้โดรนเพื่อตรวจสอบพืชผลในพื้นที่ที่ไม่มีเทคโนโลยีสำรวจทางอากาศแบบเดิม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ป้อนข้อความ https://unctad.org/system/files/official-document/presspb2018d8_en.pdf
https://www.oxfordreference.com/display/10.1093/acref/
https://futures.is
Leapfrogging หรือการพัฒนาแบบก้าวกระโดด คืออะไร มาดูกัน
แต่ปรากฎว่าทำไมคนเขามีมือถือเล่นได้ มีแผงโซล่าเซลล์ไว้ผลิตไฟฟ้า มีเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
ปรากฏการณ์ที่ผมพูดถึงมักถูกเรียกว่า Leapfrogging หรือการก้าวกระโดดข้ามขั้น หรือในเชิงวิชาการอาจเรียกว่า Technological Leapfrogging ครับ มันคือสภาวะที่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา หรือสายโทรศัพท์พื้นฐาน ยังล้าหลัง แต่สามารถข้ามขั้นตอนการพัฒนาแบบดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ล้ำหน้ากว่าได้เลย
นี่คือปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพย้อนแย้งอย่างที่เราเห็นครับ
1. การข้ามขั้นตอนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Skipping) ในอดีต ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องวางสายโทรศัพท์บ้าน (Landline) ให้ทั่วประเทศก่อนจะมีมือถือ แต่ประเทศที่ ด้อยพัฒนา ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องข้ามเขาวางสายโทรศัพท์อีกต่อไป พวกเขาแค่ตั้งเสาสัญญาณ 4G/5G หรือใช้ดาวเทียม ก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทันที
2. เศรษฐกิจดิจิทัลแบบก้าวกระโดด เราอาจจะเห็นภาพคนที่อาศัยในกระท่อมที่ไม่มีประปาใช้ แต่ในมือกำลังกดโอนเงินผ่าน Mobile Banking หรือสแกน QR Code จ่ายเงิน สิ่งนี้เรียกว่า Financial Inclusion ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมากในประเทศแถบแอฟริกาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางแห่ง เพราะการสร้างแอปฯ มันง่ายและถูกกว่าการไปไล่ขุดถนนวางท่อประปาหรือสร้างธนาคารสาขา
3. ยุคแห่งการเข้าถึงข้อมูล (Information Access) แม้ระบบสาธารณูปโภคจะเหมือนไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ ความรู้ ของคนในยุคนั้นกับยุคนี้ต่างกันมหาศาลครับ เมื่อ 30 ปีที่แล้วถ้าถนนพังหรือไฟฟ้าไม่มี เราแทบไม่มีช่องทางร้องเรียนหรือหาความรู้มาแก้ปัญหาเอง
ปัจจุบัน มือถือเครื่องเดียวทำให้คนเข้าถึง YouTube TikTok หรือ Google เพื่อเรียนรู้วิธีติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้เอง หรือใช้ประจานความล้มเหลวของรัฐบาลได้ทันที
บางครั้งนักสังคมศาสตร์ก็เรียกสภาพนี้ว่า ความลักลั่นทางเทคโนโลยี คือการที่เทคโนโลยีส่วนบุคคล (Personal Tech) ก้าวไปไกลมากเพราะกลไกตลาดเสรีและราคาที่ถูกลง แต่สาธารณูปโภคส่วนรวม ยังย่ำอยู่กับที่เพราะติดขัดเรื่องคอร์รัปชัน การบริหารจัดการ หรือเสถียรภาพทางการเมือง
สรุปสั้น ๆ คือ ร่างกายยังอยู่ในยุคเก่า แต่สมองและเครื่องมือสื่อสารเชื่อมต่อกับโลกอนาคตไปแล้วครับ
ปรากฏการณ์ Leapfrogging นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจินตนาการ แต่เป็นภาพความจริงที่ชัดเจนมากในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ ระบบเก่า ยังไม่ครอบคลุม ทำให้เขาสามารถรับ ระบบใหม่ เข้าไปได้ง่ายกว่าประเทศที่เจริญแล้วเสียอีกครับ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดมีดังนี้
1. กลุ่มประเทศในแอฟริกา โดยเฉพาะเคนยาและไนจีเรีย นี่คือต้นแบบของโลกในเรื่อง Mobile Money ครับ
สองประเทศนี้ ถนนหนทางยังลำบาก ธนาคารสาขามีน้อยมาก เฉลี่ย 5 สาขาต่อประชากรแสนคน แต่คนกลับมีมือถือใช้กันเกือบทั่วประเทศ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เคนยาใช้ระบบ M-Pesa มานานแล้ว ซึ่งทำให้คนสามารถโอนเงิน จ่ายค่าน้ำค่าไฟ หรือกู้เงินผ่านมือถือได้โดยไม่ต้องมีบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิม คุณอาจเห็นชาวบ้านต้อนวัวอยู่กลางทุ่งที่ห่างไกลไฟฟ้า แต่เขาสามารถขายวัวและรับเงินโอนเข้ามือถือได้ทันที
2. บังกลาเทศ และ อินเดีย
สองประเทศนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของ พลังงานสะอาดข้ามช็อต (Energy Leapfrogging) สภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้าข้ามจังหวัดยังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านห่างไกล แทนที่จะรอรัฐบาลลากสายไฟ (ซึ่งอาจใช้เวลาอีก 20 ปี) ชาวบ้านเลือกติดตั้ง Solar Home Systems (SHS) ขนาดเล็กตามบ้านเอง บังกลาเทศกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนหนาแน่นที่สุดในโลก
ทำให้เราสามารถเห็นบ้านมุงจากหรือบ้านดิน แต่บนหลังคามีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อชาร์จมือถือและเปิดไฟ LED ในประเทศนี้จำนวนมาก
3. เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ในอาเซียนบ้านเราเอง สองประเทศนี้โดดเด่นเรื่อง Digital Economy ทั้งที่ระบบอินเทอร์เน็ตสายแลนหรือบรอดแบนด์ตามบ้านในบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึง หรือมีคุณภาพต่ำกว่าไทย แต่ประชากรส่วนใหญ่ข้ามยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) ไปสู่ยุค Mobile-First ทันที ทุกอย่างทำผ่านแอปฯ ตั้งแต่สั่งอาหารไปจนถึงการเล่นเกมเพื่อสร้างรายได้ (Play-to-Earn) อย่างที่เคยฮิตมากในฟิลิปปินส์ แม้ระบบผังเมืองหรือการระบายน้ำอาจจะยังเป็นปัญหาใหญ่ แต่ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล (QR Code) และการทำการค้าออนไลน์ (E-commerce) กลับคึกคักและทันสมัยไม่แพ้เมืองใหญ่ในยุโรป
4. ประเทศจีน (ในอดีตจนถึงปัจจุบัน) จีนคือพี่ใหญ่ของปรากฏการณ์นี้ ในขณะที่อเมริกาหรือยุโรปยังติดอยู่กับการใช้บัตรเครดิตและเช็คเงินสด จีนก้าวกระโดดข้ามระบบบัตรเครดิตไปสู่ Cashless Society อย่างสมบูรณ์ผ่าน Alipay และ WeChat Pay ภายในเวลาไม่กี่ปี
สรุปภาพรวม ประเทศเหล่านี้มักจะมีลักษณะร่วมกันคือ โครงสร้างภาครัฐตามไม่ทันความต้องการของประชาชน แต่เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง เช่น มือถือจีนราคาประหยัด หรือแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูก ประชาชนจึงเลือก ทางลัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเอง โดยไม่รอโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐบาลนั่นเองครับ
เพิ่มเติมคือ คำว่าล้าหลังกว่าไทย 30 ปี ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องพัฒนาทุกอย่างตามสเต็ปที่ไทยเคยเป็น เช่น ก่อนจะมีมือถือ คนไทยจะใช้โทรศัพท์บ้าน หรือตู้ก่อน หรือก่อนจะมี 4G คนไทยต้องผ่าน 2G ก่อน ซึ่งประเทศเหล่านั้นสามารถข้ามช็อตไปเลย เช่น จากที่ไม่เคยมีโทรศัพท์บ้านหรือตู้ แต่พอมาถึงยุคนี้สามารถซื้อมือถือราคาถูก เล่นเน็ตได้สายเฉิ่ม
มีที่ไหนอีกน้า เชื่อว่าประเทศนี้ใครก็อยากรู้
กัมพูชาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดของปรากฏการณ์ Leapfrogging ในอาเซียนเลยครับ เพราะกัมพูชาผ่านช่วงเวลาที่โครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงักไปนานจากสงครามกลางเมือง ทำให้เมื่อถึงเวลาฟื้นฟูประเทศ พวกเขาจึงเลือกรับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้าไปแทนที่การซ่อมแซมระบบเก่า
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนในกัมพูชาครับ
1. การข้ามยุคโทรศัพท์สายแลน กัมพูชาเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่มีจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ แซงหน้า โทรศัพท์บ้าน (Fixed lines) ตั้งแต่ช่วงปี 1993 เพราะการขุดถนนเพื่อฝังสายโทรศัพท์ทั่วประเทศนั้นใช้งบประมาณและเวลาสูงมาก รัฐบาลและเอกชนจึงมุ่งไปที่การสร้างเสาสัญญาณมือถือแทน
ปัจจุบันกัมพูชามีอัตราการครอบคลุมของสัญญาณ 4G/5G ที่สูงมาก แม้แต่ในพื้นที่เกษตรกรรมห่างไกลที่ถนนยังเป็นดินแดง
2. ระบบการเงินดิจิทัล (FinTech) ที่ล้ำหน้า หลายคนอาจประหลาดใจว่าระบบการโอนเงินและจ่ายเงินของกัมพูชาอย่าง Bakong បាគង ระบบบล็อกเชนที่พัฒนาโดยธนาคารกลางกัมพูชา มีความทันสมัยระดับโลก ในพื้นที่ที่ระบบธนาคารสาขาเข้าไม่ถึง ประชาชนจะใช้แอปพลิเคชันอย่าง Wing หรือ Bakong ในการโอนเงินและจ่ายเงินผ่าน QR Code กันอย่างแพร่หลาย และปัจจุบันกัมพูชายังสามารถสแกน QR Code จ่ายเงินข้ามพรมแดนกับไทยได้สะดวกมาก ซึ่งเป็นการข้ามขั้นตอนการแลกเงินสดแบบเดิมไปเลย
3. พลังงานทางเลือกในพื้นที่ห่างไกล ในพื้นที่เกษตรกรรมหรือสวนที่ไฟฟ้าของรัฐยังเข้าไม่ถึง คล้ายกับสภาพไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน
แต่เราจะเห็นการใช้ โซลาร์เซลล์ และ เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อย่างแพร่หลายในภาคการเกษตร ในชนบท เพราะความคล่องตัวสูงกว่าการรอขยายเขตไฟฟ้า รวมถึง แบตเตอรี่สำรองก็กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในบ้านสวน เพื่อใช้สำหรับชาร์จมือถือและเปิดไฟ LED ในตอนกลางคืน
4. การใช้ Social Media เพื่อการพาณิชย์
กัมพูชามีวัฒนธรรมการค้าขายผ่าน Facebook และ TikTok ที่เข้มข้นมากคล้ายกับไทย
แม้ระบบขนส่งและโลจิสติกส์อาจจะยังดูไม่ทันสมัยในสายตาคนนอก แต่พ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น เช่น คนขายอาหารทะเล หรือของป่า ใช้การ Live สด และรับโอนเงินผ่านมือถือเป็นหลัก เป็นการเปลี่ยนวิถีตลาดสดแบบเดิมเข้าสู่โลกดิจิทัลทันที
สรุปภาพรวมของกัมพูชา
กัมพูชาในตอนนี้จึงมีลักษณะเหมือน สองยุคที่ซ้อนทับกัน
คือ ถนนอาจยังเป็นฝุ่น คลองระบายน้ำยังไม่เป็นระบบ คล้ายไทยยุค 30 ปีก่อน
แต่คนใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เสพคอนเทนต์วิดีโอสั้น โอนเงินผ่านบล็อกเชน และขายของออนไลน์เป็นอาชีพหลัก
ปรากฏการณ์นี้ทำให้กัมพูชาไม่ได้เดินตามรอยเท้าการพัฒนาของไทยแบบทีละขั้น แต่เป็นการ เลือกรับ เฉพาะเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความจำเป็นในปัจจุบันมาใช้ทันทีครับ
หัวใจสำคัญของ Leapfrogging ที่ทำให้ลำดับเหตุการณ์การพัฒนาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในอดีต โทรศัพท์บ้าน หรือ เสาไฟฟ้า คือตัวชี้วัดความเจริญ แต่ในยุคนี้ สัญญาณคลื่น และ แสงไฟ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งได้เร็วกว่าและราคาถูกกว่ามากครับ
1. ข้ามยุค สายส่ง ไปสู่ ไร้สาย
ในอดีตไทย 40 ปีก่อน ถ้าจะใช้โทรศัพท์ ต้องรอรัฐบาลมาปักเสา พาดสายทองแดงเข้าบ้าน ซึ่งใช้เวลาเป็นสิบปีและใช้งบมหาศาล
กัมพูชายุคนี้เขาไม่ต้องรอสายโทรศัพท์อีกต่อไป แค่ตั้งเสาส่งสัญญาณ (Base Station) หนึ่งต้น ก็ครอบคลุมคนได้ทั้งหมู่บ้าน คนจึงข้ามยุค ฮัลโหลบ้าน ไปสู่ วิดีโอคอล ได้ทันที
2. ข้ามยุค โรงไฟฟ้า ไปสู่ พลังงานบนหลังคา
การจะมีแสงไฟต้องรอโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และลากสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านป่าผ่านเขา
และในพื้นที่ห่างไกลหรือบ้านสวนที่สายไฟยังไปไม่ถึง เขาใช้ Solar Home System ครับ แค่แผงโซลาร์เซลล์หนึ่งแผงกับแบตเตอรี่หนึ่งลูก เขาก็มีแสงสว่าง มีพัดลม และชาร์จมือถือเพื่อดูโลกภายนอกได้แล้ว โดยไม่ต้องง้อเสาไฟฟ้าแม้แต่ต้นเดียว
3. ข้ามยุค สมุดบัญชี ไปสู่ กระเป๋าเงินดิจิทัล
ในอดีตจะทำธุรกรรมต้องเข้าเมืองไปธนาคาร มีสมุดบัญชี มีบัตรเอทีเอ็ม
แต่คนกัมพูชายุคนี้หลายคนไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ทุกคนมีแอปฯ ในมือถือ เขาสามารถรับเงินค่าแรงหรือจ่ายเงินซื้อของในตลาดผ่าน QR Code ได้เลย ซึ่งความสะดวกนี้แทบไม่ต่างจากคนในเมืองใหญ่
ทำไมเขาถึงทำได้?
สาเหตุหลักคือ ราคาเทคโนโลยีที่ถูกลงครับ
เมื่อก่อนโซลาร์เซลล์หรือมือถือคือของหรูหรา แต่ตอนนี้ มือถือราคาไม่กี่พันบาทกับแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากจีน กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ
ในขณะที่ถนนหน้าบ้านเขายังเป็นดินแดง ฝุ่นตลบเหมือนย้อนเวลากลับไป 40 ปี แต่คนในบ้านกำลังนั่งดู TikTok ความคมชัดสูง หรือโอนเงินผ่านระบบบล็อกเชน มันก็คือการที่ โลกดิจิทัล วิ่งแซง โลกกายภาพ ไปไกลมากนั่นเองครับ
ซึ่งในแง่หนึ่งมันช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เร็วขึ้นกว่าการรอให้ถนนลาดยางเสร็จเสียอีก
สรุปเนื้อหาอีกรอบ
1. การข้ามขั้นตอนเทคโนโลยี (Stage-skipping)
แทนที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องรอสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าให้ครบก่อน (เช่น การวางสายโทรศัพท์พื้นฐานตามบ้าน หรือการขยายสาขาธนาคารให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน) พวกเขาเลือกที่จะ กระโดดข้าม ไปใช้เทคโนโลยีใหม่เลย
จากไม่มีโทรศัพท์ -> เป็นสมาร์ทโฟน ข้ามยุคโทรศัพท์บ้านไปสู่ยุคไร้สาย
จากไม่มีบัญชีธนาคาร -> เป็น Mobile Banking ข้ามยุคการใช้บัตรเครดิตหรือการไปธนาคาร ไปสู่การสแกนจ่ายผ่าน QR Code หรือระบบอย่าง Bakong ในกัมพูชา
2. ทำไมถึงเกิด Leapfrogging?
ต้นทุนต่ำกว่า การตั้งเสาสัญญาณมือถือหรือใช้ระบบดาวเทียมง่ายและถูกกว่าการขุดดินวางสายเคเบิลทั่วประเทศ
ไม่มีภาระจากระบบเก่า ประเทศที่เจริญแล้วบางครั้งขยับตัวยากเพราะติดกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีมูลค่ามหาศาล (Entrenched technology) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเริ่มใหม่ด้วยของที่ล้ำสมัยที่สุดได้เลย
3. ตัวอย่างอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พลังงาน การข้ามการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ไปใช้แผงโซลาร์เซลล์และระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาดในหมู่บ้านห่างไกล
การเกษตร การใช้โดรนเพื่อตรวจสอบพืชผลในพื้นที่ที่ไม่มีเทคโนโลยีสำรวจทางอากาศแบบเดิม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้