Leapfrogging หรือการพัฒนาแบบก้าวกระโดด คืออะไร มาดูกัน

เรามักจะได้ยินว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLM ตามหลังไทย หลายสิบปี ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานค่อนข้างแย่  ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงบ้าง ถนนดินแดงฝุ่นตลบ  โรงพยาบาลล้าหลังมาก คนที่มีเงินพอก็มักจะมารักษาหรือคลอดลูกที่ไทย
แต่ปรากฎว่าทำไมคนเขามีมือถือเล่นได้ มีแผงโซล่าเซลล์ไว้ผลิตไฟฟ้า  มีเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
ปรากฏการณ์ที่ผมพูดถึงมักถูกเรียกว่า Leapfrogging หรือการก้าวกระโดดข้ามขั้น หรือในเชิงวิชาการอาจเรียกว่า Technological Leapfrogging ครับ  มันคือสภาวะที่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา หรือสายโทรศัพท์พื้นฐาน ยังล้าหลัง แต่สามารถข้ามขั้นตอนการพัฒนาแบบดั้งเดิมไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ล้ำหน้ากว่าได้เลย
 
นี่คือปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพย้อนแย้งอย่างที่เราเห็นครับ
1. การข้ามขั้นตอนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Skipping) ในอดีต ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องวางสายโทรศัพท์บ้าน (Landline) ให้ทั่วประเทศก่อนจะมีมือถือ แต่ประเทศที่ ด้อยพัฒนา ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องข้ามเขาวางสายโทรศัพท์อีกต่อไป พวกเขาแค่ตั้งเสาสัญญาณ 4G/5G หรือใช้ดาวเทียม ก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทันที
2. เศรษฐกิจดิจิทัลแบบก้าวกระโดด เราอาจจะเห็นภาพคนที่อาศัยในกระท่อมที่ไม่มีประปาใช้ แต่ในมือกำลังกดโอนเงินผ่าน Mobile Banking หรือสแกน QR Code จ่ายเงิน สิ่งนี้เรียกว่า Financial Inclusion ซึ่งเกิดขึ้นเร็วมากในประเทศแถบแอฟริกาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางแห่ง เพราะการสร้างแอปฯ มันง่ายและถูกกว่าการไปไล่ขุดถนนวางท่อประปาหรือสร้างธนาคารสาขา
3. ยุคแห่งการเข้าถึงข้อมูล (Information Access)  แม้ระบบสาธารณูปโภคจะเหมือนไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ ความรู้ ของคนในยุคนั้นกับยุคนี้ต่างกันมหาศาลครับ  เมื่อ 30 ปีที่แล้วถ้าถนนพังหรือไฟฟ้าไม่มี เราแทบไม่มีช่องทางร้องเรียนหรือหาความรู้มาแก้ปัญหาเอง
 ปัจจุบัน มือถือเครื่องเดียวทำให้คนเข้าถึง YouTube TikTok หรือ Google เพื่อเรียนรู้วิธีติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้เอง หรือใช้ประจานความล้มเหลวของรัฐบาลได้ทันที
 
บางครั้งนักสังคมศาสตร์ก็เรียกสภาพนี้ว่า ความลักลั่นทางเทคโนโลยี คือการที่เทคโนโลยีส่วนบุคคล (Personal Tech) ก้าวไปไกลมากเพราะกลไกตลาดเสรีและราคาที่ถูกลง แต่สาธารณูปโภคส่วนรวม ยังย่ำอยู่กับที่เพราะติดขัดเรื่องคอร์รัปชัน การบริหารจัดการ หรือเสถียรภาพทางการเมือง
สรุปสั้น ๆ คือ ร่างกายยังอยู่ในยุคเก่า แต่สมองและเครื่องมือสื่อสารเชื่อมต่อกับโลกอนาคตไปแล้วครับ

ปรากฏการณ์ Leapfrogging นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจินตนาการ แต่เป็นภาพความจริงที่ชัดเจนมากในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ ระบบเก่า ยังไม่ครอบคลุม ทำให้เขาสามารถรับ ระบบใหม่ เข้าไปได้ง่ายกว่าประเทศที่เจริญแล้วเสียอีกครับ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดมีดังนี้
1. กลุ่มประเทศในแอฟริกา โดยเฉพาะเคนยาและไนจีเรีย นี่คือต้นแบบของโลกในเรื่อง Mobile Money ครับ
สองประเทศนี้ ถนนหนทางยังลำบาก ธนาคารสาขามีน้อยมาก เฉลี่ย 5 สาขาต่อประชากรแสนคน แต่คนกลับมีมือถือใช้กันเกือบทั่วประเทศ
 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เคนยาใช้ระบบ M-Pesa มานานแล้ว ซึ่งทำให้คนสามารถโอนเงิน จ่ายค่าน้ำค่าไฟ หรือกู้เงินผ่านมือถือได้โดยไม่ต้องมีบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิม  คุณอาจเห็นชาวบ้านต้อนวัวอยู่กลางทุ่งที่ห่างไกลไฟฟ้า แต่เขาสามารถขายวัวและรับเงินโอนเข้ามือถือได้ทันที
2. บังกลาเทศ และ อินเดีย
สองประเทศนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของ พลังงานสะอาดข้ามช็อต (Energy Leapfrogging)  สภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้าข้ามจังหวัดยังเข้าไม่ถึงหมู่บ้านห่างไกล  แทนที่จะรอรัฐบาลลากสายไฟ (ซึ่งอาจใช้เวลาอีก 20 ปี) ชาวบ้านเลือกติดตั้ง Solar Home Systems (SHS) ขนาดเล็กตามบ้านเอง บังกลาเทศกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนหนาแน่นที่สุดในโลก
 ทำให้เราสามารถเห็นบ้านมุงจากหรือบ้านดิน แต่บนหลังคามีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อชาร์จมือถือและเปิดไฟ LED ในประเทศนี้จำนวนมาก
 
3. เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์  ในอาเซียนบ้านเราเอง สองประเทศนี้โดดเด่นเรื่อง Digital Economy  ทั้งที่ระบบอินเทอร์เน็ตสายแลนหรือบรอดแบนด์ตามบ้านในบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึง หรือมีคุณภาพต่ำกว่าไทย  แต่ประชากรส่วนใหญ่ข้ามยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) ไปสู่ยุค Mobile-First ทันที ทุกอย่างทำผ่านแอปฯ ตั้งแต่สั่งอาหารไปจนถึงการเล่นเกมเพื่อสร้างรายได้ (Play-to-Earn) อย่างที่เคยฮิตมากในฟิลิปปินส์   แม้ระบบผังเมืองหรือการระบายน้ำอาจจะยังเป็นปัญหาใหญ่ แต่ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล (QR Code) และการทำการค้าออนไลน์ (E-commerce) กลับคึกคักและทันสมัยไม่แพ้เมืองใหญ่ในยุโรป
 
4. ประเทศจีน (ในอดีตจนถึงปัจจุบัน)  จีนคือพี่ใหญ่ของปรากฏการณ์นี้ ในขณะที่อเมริกาหรือยุโรปยังติดอยู่กับการใช้บัตรเครดิตและเช็คเงินสด จีนก้าวกระโดดข้ามระบบบัตรเครดิตไปสู่ Cashless Society อย่างสมบูรณ์ผ่าน Alipay และ WeChat Pay ภายในเวลาไม่กี่ปี

สรุปภาพรวม ประเทศเหล่านี้มักจะมีลักษณะร่วมกันคือ โครงสร้างภาครัฐตามไม่ทันความต้องการของประชาชน แต่เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง เช่น มือถือจีนราคาประหยัด หรือแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูก ประชาชนจึงเลือก ทางลัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเอง โดยไม่รอโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐบาลนั่นเองครับ
เพิ่มเติมคือ  คำว่าล้าหลังกว่าไทย 30 ปี ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องพัฒนาทุกอย่างตามสเต็ปที่ไทยเคยเป็น  เช่น ก่อนจะมีมือถือ คนไทยจะใช้โทรศัพท์บ้าน หรือตู้ก่อน หรือก่อนจะมี 4G คนไทยต้องผ่าน 2G ก่อน ซึ่งประเทศเหล่านั้นสามารถข้ามช็อตไปเลย  เช่น จากที่ไม่เคยมีโทรศัพท์บ้านหรือตู้  แต่พอมาถึงยุคนี้สามารถซื้อมือถือราคาถูก เล่นเน็ตได้สายเฉิ่ม
 
มีที่ไหนอีกน้า  เชื่อว่าประเทศนี้ใครก็อยากรู้
กัมพูชาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดของปรากฏการณ์ Leapfrogging ในอาเซียนเลยครับ เพราะกัมพูชาผ่านช่วงเวลาที่โครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงักไปนานจากสงครามกลางเมือง ทำให้เมื่อถึงเวลาฟื้นฟูประเทศ พวกเขาจึงเลือกรับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้าไปแทนที่การซ่อมแซมระบบเก่า
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนในกัมพูชาครับ
1. การข้ามยุคโทรศัพท์สายแลน  กัมพูชาเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่มีจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ แซงหน้า โทรศัพท์บ้าน (Fixed lines) ตั้งแต่ช่วงปี 1993  เพราะการขุดถนนเพื่อฝังสายโทรศัพท์ทั่วประเทศนั้นใช้งบประมาณและเวลาสูงมาก  รัฐบาลและเอกชนจึงมุ่งไปที่การสร้างเสาสัญญาณมือถือแทน
ปัจจุบันกัมพูชามีอัตราการครอบคลุมของสัญญาณ 4G/5G ที่สูงมาก  แม้แต่ในพื้นที่เกษตรกรรมห่างไกลที่ถนนยังเป็นดินแดง
2. ระบบการเงินดิจิทัล (FinTech) ที่ล้ำหน้า  หลายคนอาจประหลาดใจว่าระบบการโอนเงินและจ่ายเงินของกัมพูชาอย่าง Bakong បាគង ระบบบล็อกเชนที่พัฒนาโดยธนาคารกลางกัมพูชา มีความทันสมัยระดับโลก  ในพื้นที่ที่ระบบธนาคารสาขาเข้าไม่ถึง ประชาชนจะใช้แอปพลิเคชันอย่าง Wing หรือ Bakong ในการโอนเงินและจ่ายเงินผ่าน QR Code กันอย่างแพร่หลาย  และปัจจุบันกัมพูชายังสามารถสแกน QR Code จ่ายเงินข้ามพรมแดนกับไทยได้สะดวกมาก ซึ่งเป็นการข้ามขั้นตอนการแลกเงินสดแบบเดิมไปเลย
3. พลังงานทางเลือกในพื้นที่ห่างไกล  ในพื้นที่เกษตรกรรมหรือสวนที่ไฟฟ้าของรัฐยังเข้าไม่ถึง คล้ายกับสภาพไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน
แต่เราจะเห็นการใช้ โซลาร์เซลล์ และ เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อย่างแพร่หลายในภาคการเกษตร ในชนบท เพราะความคล่องตัวสูงกว่าการรอขยายเขตไฟฟ้า  รวมถึง แบตเตอรี่สำรองก็กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในบ้านสวน เพื่อใช้สำหรับชาร์จมือถือและเปิดไฟ LED ในตอนกลางคืน
 
4. การใช้ Social Media เพื่อการพาณิชย์
กัมพูชามีวัฒนธรรมการค้าขายผ่าน Facebook และ TikTok ที่เข้มข้นมากคล้ายกับไทย
แม้ระบบขนส่งและโลจิสติกส์อาจจะยังดูไม่ทันสมัยในสายตาคนนอก แต่พ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น เช่น คนขายอาหารทะเล หรือของป่า ใช้การ Live สด และรับโอนเงินผ่านมือถือเป็นหลัก เป็นการเปลี่ยนวิถีตลาดสดแบบเดิมเข้าสู่โลกดิจิทัลทันที
สรุปภาพรวมของกัมพูชา
กัมพูชาในตอนนี้จึงมีลักษณะเหมือน สองยุคที่ซ้อนทับกัน
 คือ ถนนอาจยังเป็นฝุ่น คลองระบายน้ำยังไม่เป็นระบบ คล้ายไทยยุค 30 ปีก่อน
แต่คนใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เสพคอนเทนต์วิดีโอสั้น โอนเงินผ่านบล็อกเชน และขายของออนไลน์เป็นอาชีพหลัก
ปรากฏการณ์นี้ทำให้กัมพูชาไม่ได้เดินตามรอยเท้าการพัฒนาของไทยแบบทีละขั้น แต่เป็นการ เลือกรับ เฉพาะเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความจำเป็นในปัจจุบันมาใช้ทันทีครับ
 
หัวใจสำคัญของ Leapfrogging ที่ทำให้ลำดับเหตุการณ์การพัฒนาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในอดีต โทรศัพท์บ้าน หรือ เสาไฟฟ้า คือตัวชี้วัดความเจริญ แต่ในยุคนี้ สัญญาณคลื่น และ แสงไฟ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งได้เร็วกว่าและราคาถูกกว่ามากครับ
1. ข้ามยุค สายส่ง ไปสู่ ไร้สาย
 ในอดีตไทย 40 ปีก่อน ถ้าจะใช้โทรศัพท์ ต้องรอรัฐบาลมาปักเสา พาดสายทองแดงเข้าบ้าน ซึ่งใช้เวลาเป็นสิบปีและใช้งบมหาศาล
กัมพูชายุคนี้เขาไม่ต้องรอสายโทรศัพท์อีกต่อไป แค่ตั้งเสาส่งสัญญาณ (Base Station) หนึ่งต้น ก็ครอบคลุมคนได้ทั้งหมู่บ้าน คนจึงข้ามยุค ฮัลโหลบ้าน ไปสู่ วิดีโอคอล ได้ทันที
2. ข้ามยุค โรงไฟฟ้า ไปสู่ พลังงานบนหลังคา
การจะมีแสงไฟต้องรอโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และลากสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านป่าผ่านเขา
และในพื้นที่ห่างไกลหรือบ้านสวนที่สายไฟยังไปไม่ถึง เขาใช้ Solar Home System ครับ แค่แผงโซลาร์เซลล์หนึ่งแผงกับแบตเตอรี่หนึ่งลูก เขาก็มีแสงสว่าง มีพัดลม และชาร์จมือถือเพื่อดูโลกภายนอกได้แล้ว โดยไม่ต้องง้อเสาไฟฟ้าแม้แต่ต้นเดียว
3. ข้ามยุค สมุดบัญชี ไปสู่ กระเป๋าเงินดิจิทัล
ในอดีตจะทำธุรกรรมต้องเข้าเมืองไปธนาคาร มีสมุดบัญชี มีบัตรเอทีเอ็ม
แต่คนกัมพูชายุคนี้หลายคนไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ทุกคนมีแอปฯ ในมือถือ เขาสามารถรับเงินค่าแรงหรือจ่ายเงินซื้อของในตลาดผ่าน QR Code ได้เลย ซึ่งความสะดวกนี้แทบไม่ต่างจากคนในเมืองใหญ่
ทำไมเขาถึงทำได้?
สาเหตุหลักคือ ราคาเทคโนโลยีที่ถูกลงครับ
เมื่อก่อนโซลาร์เซลล์หรือมือถือคือของหรูหรา แต่ตอนนี้ มือถือราคาไม่กี่พันบาทกับแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจากจีน กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
 
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ
ในขณะที่ถนนหน้าบ้านเขายังเป็นดินแดง ฝุ่นตลบเหมือนย้อนเวลากลับไป 40 ปี แต่คนในบ้านกำลังนั่งดู TikTok ความคมชัดสูง หรือโอนเงินผ่านระบบบล็อกเชน  มันก็คือการที่ โลกดิจิทัล วิ่งแซง โลกกายภาพ ไปไกลมากนั่นเองครับ
ซึ่งในแง่หนึ่งมันช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้เร็วขึ้นกว่าการรอให้ถนนลาดยางเสร็จเสียอีก

สรุปเนื้อหาอีกรอบ
1. การข้ามขั้นตอนเทคโนโลยี (Stage-skipping)
แทนที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องรอสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าให้ครบก่อน (เช่น การวางสายโทรศัพท์พื้นฐานตามบ้าน หรือการขยายสาขาธนาคารให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน) พวกเขาเลือกที่จะ กระโดดข้าม ไปใช้เทคโนโลยีใหม่เลย 
 
จากไม่มีโทรศัพท์ -> เป็นสมาร์ทโฟน ข้ามยุคโทรศัพท์บ้านไปสู่ยุคไร้สาย
จากไม่มีบัญชีธนาคาร -> เป็น Mobile Banking ข้ามยุคการใช้บัตรเครดิตหรือการไปธนาคาร ไปสู่การสแกนจ่ายผ่าน QR Code หรือระบบอย่าง Bakong ในกัมพูชา 
 
2. ทำไมถึงเกิด Leapfrogging?
ต้นทุนต่ำกว่า การตั้งเสาสัญญาณมือถือหรือใช้ระบบดาวเทียมง่ายและถูกกว่าการขุดดินวางสายเคเบิลทั่วประเทศ
ไม่มีภาระจากระบบเก่า ประเทศที่เจริญแล้วบางครั้งขยับตัวยากเพราะติดกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีมูลค่ามหาศาล (Entrenched technology) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเริ่มใหม่ด้วยของที่ล้ำสมัยที่สุดได้เลย 
 
3. ตัวอย่างอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พลังงาน การข้ามการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ไปใช้แผงโซลาร์เซลล์และระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาดในหมู่บ้านห่างไกล
การเกษตร การใช้โดรนเพื่อตรวจสอบพืชผลในพื้นที่ที่ไม่มีเทคโนโลยีสำรวจทางอากาศแบบเดิม 
 
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่