"จาก 'เห่าฟ้า' สู่ D11A เส้นทางวิวัฒนาการจรวดหลายลำกล้องไทย"

"จาก 'เห่าฟ้า' สู่ D11A เส้นทางวิวัฒนาการจรวดหลายลำกล้องไทย"

ในโลกที่ความมั่นคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายของนโยบายระหว่างประเทศ การ "ยืมจมูกคนอื่นหายใจ" ในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์คือความเสี่ยงที่ประเทศไทยไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป ย้อนกลับไปในช่วงปี พ.ศ. 2510 ท่ามกลางกระแสทฤษฎีโดมิโนและการถอนตัวของพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ กองทัพไทยจึงต้องเริ่มก้าวสำคัญในการสร้าง "อธิปไตยทางเทคโนโลยี" เพื่อพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และนี่คือเส้นทาง 5 ทศวรรษของเทคโนโลยีจรวดไทยที่เปลี่ยนจากห้องทดลองสู่สนามรบจริง

1. โครงการเห่าฟ้า (Hao Fa): จุดเริ่มต้นจากความขาดแคลน
หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง ไทยเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธอย่างหนัก นำไปสู่การกำเนิดโครงการ "เห่าฟ้า" ในปี 2517 ภารกิจหลักคือการผลิตจรวดอากาศสู่พื้น (Air-to-Ground Rocket) ใช้งานเอง

ความสำเร็จเชิงวิศวกรรม: นักวิจัยไทยสามารถพัฒนา "เทคโนโลยีดินขับ" (Propellant) จากแบบสองฐาน (Double Base) จนมาถึง "เห่าฟ้า 3i" ที่มีระบบหุ้มดินขับช่วยลดน้ำหนักท่อจรวด

มาตรฐานสากล: โครงการนี้ไปถึงจุดสูงสุดในรุ่น "เห่าฟ้า 5 MX" ขนาด 2.75 นิ้ว ตามมาตรฐาน NATO ซึ่งผ่านการทดสอบสุดโหดทั้งการแช่แข็ง -54 องศา และการตกกระแทก ยืนยันว่าคนไทยผลิตอาวุธคุณภาพระดับโลกได้จริง

2. DTI-1: ก้าวกระโดดสู่รัศมีทำการ 180 กิโลเมตร
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมโครงการยักษ์อย่าง DTI-1 ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากระบบ WS-1B ของจีน

อานุภาพระดับยุทธศาสตร์: ด้วยขนาดลูกจรวด 302 มม. และพิสัยยิงไกลถึง 180 กิโลเมตร ทำให้ DTI-1 กลายเป็นอาวุธป้องปรามที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งของกองทัพบก

การผลิตในประเทศ: ไทยไม่ได้เพียงแค่ซื้อมาใช้ แต่ยังสร้างฐานการผลิตดินขับไร้ควันในจังหวัดนครสวรรค์และลพบุรี เพื่อความมั่นคงของสายการผลิตเอง

3. DTI-1G: ยุคสมัยแห่งความแม่นยำ (Precision Strike)
โลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสงครามสมัยใหม่ที่ต้องลดความสูญเสียข้างเคียง DTI จึงพัฒนาต่อยอดเป็น DTI-1G (Guided) * ระบบนำวิถีอัจฉริยะ: เป็นการบูรณาการระบบ GPS ร่วมกับ INS (Inertial Navigation System) ทำให้แม้ถูกรบกวนสัญญาณดาวเทียม ลูกจรวดก็ยังพุ่งเข้าหาเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

ดีไซน์โมดูลาร์: เปลี่ยนมาใช้ท่อยิงทรงสี่เหลี่ยม (Square Pod) ที่ช่วยให้การบรรจุลูกจรวดใหม่ทำได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่าตัว

4. DTI-2: ความภาคภูมิใจสายเลือดไทย 100%
หาก DTI-1 คือการเรียนรู้ DTI-2 คือบทพิสูจน์ฝีมือคนไทยอย่างแท้จริง เพราะนี่คือระบบจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ที่ออกแบบและผลิตเองในประเทศทั้งหมด

การชุบชีวิตยุทโธปกรณ์เก่า: หนึ่งในไฮไลต์คือการนำรถสายพาน Type-85 เก่ามาปรับปรุง (Modification) ติดตั้งระบบดิจิทัลและแท่นยิง DTI-2 เปลี่ยนรถถังยุคเก่าให้กลายเป็นเขี้ยวเล็บดิจิทัลที่มีระยะยิงไกลถึง 40 กิโลเมตร

5. D11A: นวัตกรรมฐานยิงอเนกประสงค์แห่งอนาคต
จุดสูงสุดในปัจจุบันคือโครงการ D11A ที่เปิดตัวในปี 2022 ภายใต้คอนเซปต์ "ฐานยิงไม่เลือกลูกจรวด" * ความยืดหยุ่นสูงสุด: สามารถติดตั้งชุดยิงได้หลายขนาดในรถคันเดียว ตั้งแต่จรวด 122 มม. ไปจนถึง Predator Hawk ขนาด 370 มม. ที่ยิงไกลถึง 300 กิโลเมตร

ระบบนิเวศอุตสาหกรรม: D11A ไม่ได้เป็นแค่รถยิงจรวด แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการร่วมทุนวิจัยกับอิสราเอล และการสร้างสนามยิงจรวดระยะไกลในไทยเอง

บทสรุป: มรดกแห่งความเพียรพยายาม
จาก "เห่าฟ้า" สู่ "D11A" ระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่แค่การสร้างอาวุธ แต่คือการสร้าง "เกียรติภูมิ" และ "ความมั่นใจ" ว่าในยามวิกฤต ประเทศไทยจะมีเทคโนโลยีของตนเองเพื่อปกป้องเอกราช สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศและเหล่านักวิจัยไทยยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนบนแผ่นดินไทยตลอดไป

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่