ทำไมไทยต้องอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์? สำรวจกลไกตลาดโลก และเหตุผลที่ "เกาหลีเหนือ" ไม่อ้างอิงตลาดเสรี

ทำไมไทยต้องอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์? สำรวจกลไกตลาดโลก และเหตุผลที่ "เกาหลีเหนือ" คือประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ไม่อ้างอิงตลาดเสรี

ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันผันผวน เรามักจะได้ยินการออกมาตั้งคำถามจาก NGO และฝ่ายการเมืองบางกลุ่มว่า "ทำไมไทยต้องอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ ทำไมไม่กำหนดราคาเอง?" เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราต้องกลับมามองกลไก "ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์" (Commodity Market) ของโลกเสียก่อน

ทำไมน้ำมันถึงต้องอ้างอิงราคาตลาดกลาง?

น้ำมันสำเร็จรูปเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก (Global Commodity) ราคาจึงถูกกำหนดโดยกลไก "อุปสงค์และอุปทาน" ของตลาดโลก ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งกำหนดขึ้นเองได้

การมี "ตลาดกลาง" จึงเป็นเสมือนศูนย์รวมข้อมูลและตัวแทนของราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในภูมิภาคนั้นๆ อย่างโปร่งใส ทำให้การซื้อขายระหว่างประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน ป้องกันการตั้งราคาตามอำเภอใจ

ปัจจุบัน ตลาดกลางซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปหลักๆ ของโลกมีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่:

-ตลาดนิวยอร์ค (NYMEX) - อ้างอิงราคาฝั่งทวีปอเมริกา

-ตลาดลอนดอน (ICE) - อ้างอิงราคาฝั่งทวีปยุโรป

-ตลาดสิงคโปร์ (SIMEX) - อ้างอิงราคาฝั่งทวีปเอเชีย


เอเชียตะวันออกอิงสิงคโปร์หมด ยกเว้น... "เกาหลีเหนือ"

สิงคโปร์คือศูนย์กลางการกลั่นและค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ดังนั้นประเทศในแถบเอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ล้วนใช้วิธีอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ทั้งสิ้น เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงในภูมิภาค

แต่มีเพียง "ประเทศเดียว" ในเอเชียตะวันออกที่ไม่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ นั่นคือ "เกาหลีเหนือ" ซึ่งเป็นรัฐที่ไม่ได้ค้าขายภายใต้กลไกตลาดเสรี

หมายเหตุ: แม้แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง มาเลเซียและบรูไน ที่มีการชดเชยราคาน้ำมันให้ประชาชนจนได้ใช้น้ำมันราคาถูกกว่าตลาดโลกนั้น ก็ยังใช้การอ้างอิง ราคาจากตลาดกลางที่สิงคโปร์ เพื่อจะได้ทราบว่าจะนำเงินจำนวนเท่าไรไปชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมันให้กับประชาชน

หากไทยเลิกอิงสิงคโปร์ จะเกิดอะไรขึ้น?

หากทำเช่นนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็น "ประเทศที่ 2 ต่อจากเกาหลีเหนือ" ในภูมิภาคนี้ทันที ที่ตัดขาดตัวเองออกจากกลไกตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ความเสียหายจากนโยบายที่บิดเบือนตลาด จะตกอยู่กับระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

กรณีที่บังคับกดราคาให้ "ต่ำกว่า" ตลาดโลก (นโยบายประชานิยม)

- วิกฤตน้ำมันขาดแคลนทันที: น้ำมันเป็นสินค้าเสรี หากรัฐบังคับให้ขายถูกกว่าความเป็นจริง โรงกลั่นในประเทศย่อมเลือก "ส่งออก" น้ำมันไปขายประเทศอื่นที่ได้ราคาสูงกว่าและคุ้มทุน แทนที่จะยอมขายขาดทุนในบ้านเรา ส่งผลให้ไม่มีน้ำมันเหลือพอใช้ในประเทศ

- เกิดการลักลอบนำออกไปขาย: เมื่อน้ำมันไทยถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างผิดปกติ จะเกิดขบวนการลักลอบขนน้ำมันจากไทยไปขายทำกำไรตามแนวชายแดนทันที

- กองทุนและภาษีพังพินาศ: หากรัฐจะอุดหนุนเพื่อกดราคา รัฐก็ต้องเอาเงินภาษีหรือกู้เงินเข้ากองทุนน้ำมันมาโปะส่วนต่างมหาศาลทุกวัน จนกลายเป็นหนี้สาธารณะก้อนโตที่ประชาชนต้องตามใช้หนี้ในอนาคต

https://www.facebook.com/share/1DBF9G3pkM/?mibextid=wwXIfr

สรุป: การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ จึงไม่ใช่เรื่องของการ "เอื้อนายทุน" อย่างที่มักถูกหยิบยกมาโจมตี แต่คือการใช้กลไกที่สะท้อน "ต้นทุนที่แท้จริงและโปร่งใสที่สุด" ของภูมิภาค เพื่อรักษาสมดุลไม่ให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน และปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยไม่ให้พังทลายจากการแทรกแซงตลาดนั่นเอง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่