“การถูก ติ หรือตำหนิติเตียน ไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นี้ แก้ยากมากที่สุด ฉะนั้น ตั้งแต่ไหนมา วิธีที่แก้ได้ดีที่สุดก็คือ ยกศัพท์ ที่มีข้อพิรุธ ชำรุด บกพร่อง มาทำความสมบูรณ์บริบูรณ์ แล้วก็ภาวนา หรือเพ่งตามนั้น ว่า จงสมบูรณ์บริบูรณ์, ที่ย่อมเป็นการทำดี ได้ถูกดี แก้ความตำหนิ หรือการติเตียนได้อย่างดีที่สุด, เป็นการปลอบโยน แล้วชุบชีวิต ให้ตนเองได้ทำงานทางหนังสือตำราต่อไปได้ ดังนั้น จึงต้องขอฝาก และขอชี้แจง ให้เพื่อนๆ ที่ศึกษาพระไตรปิฎก หรืองานภาษา จงพึงได้รู้ความ เพราะว่ามิใช่ จะมากะอวด ให้ถูกกับการรับรู้ เป็นที่ตั้ง
จรดแล้ว เพราะการที่อาจเขวไปตามการตำหนิ ติเตียน ที่เกิดขึ้นได้ตลอด ฉะนั้น แล้ว ก็เป็นการจิตตก หรือพลาดไปในการที่เราจะศึกษาหรือวิจัยได้เอง เช่นเขาบอกว่า รู้เรื่องพระไตรปิฎกต้องรู้อย่างนี้ เป็น ๑, ๒, และ ๓, แต่ประการอย่างนั้น เราไม่นับเป็นความรู้ เพราะที่จริงที่เรารู้จริง คือรู้ว่า นี้ ภาษาไทย นี้! รู้ การมาเทียบกับภาษาไทย หรือที่จริง ก็รู้ แด่การเริ่มที่จะวินิจ หรือวิจัย ด้วย ตรารูป ตราเสียง และอาณัติสัญญา
รู้ไปอย่างนั้น, คืออ่าน คือเข้าใจ คือวิจัยเองอย่างไร? ที่บอกว่า วิจัย คำว่า พุทโธ! เพียงคำเดียว ศัพท์เดียว ก็ยังถึงที่จรดถึงความวิเศษ อัศจรรย์ทั้งปวงได้ แต่ก็มิใช่ว่า จะมากล่าวตอบอย่างสรุปด้วย ช่วยเสริมอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าจะต้องตอบในที่ประชุมคน หรือท่ามกลางชนหมู่มาก หรือมติ หรือคติ ในคดีโลก หรือคดีธรรม ที่ต้องร่วมลงชื่อ แต่นี้ คือการให้ต้องเข้าใจว่า นี้เขียนถูก นี้เขียนผิด ไม่ใช่มาบอกว่า รู้กว่า หรือยังไม่รู้
ที่นี้ ย้อนคืนมาดู ก็ขอแก้ความ หรือขยายความ ที่ประมาท หรือปรามาส ความสุจริต ของกันและกัน ของเพื่อนผู้ที่เป็นสมาชิก คือโดยสมาชิกที่ไม่ได้รู้ โดยทำนองนั้น หรือโดยสมาชิก ไม่ได้รู้โดยทำนองโน้น ฉะนั้น ขอแก้! ว่า ประการที่รู้ที่ศึกษา ตามกลุ่มงาน ที่ได้ปรากฏ เริ่มคิด เริ่มอ่าน เริ่มวิเคราะห์ (
จากกลุ่ม ประมาณ ๔๐ คน ถึง ประมาณ ๒ พันคน) คือต้องแก้ว่า ที่โจทกัน ว่า
ไม่รู้เรื่องพระไตรปิฎก แล้วจะทำงานพระไตรปิฎก (ไปทำไมหว่า!)
ดังนั้น การถูก ติ หรือตำหนิติเตียน ไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่นไร ดังนั้น ต้องแก้ต่าง หรือบอกตามความจริงว่า ได้ค้นคว้าวิจัย จริง ๆ และจริงจังตั้งใจ จากแง่ไหนมุมไหน, แล้วเพราะจุดที่ใช้เริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่ การขบคิด วิเคราะห์วิจัย หรือขีดเขียน เรียบเรียง หรือรวบรวมความรู้ทางหนังสือ ตำรับตำรา หรือความรู้ทางภาษา จึงจะมาข้องเกี่ยว ด้วยโจทขึ้นฉะนั้น ไม่ถูกนัก และไม่น่าสบอารมณ์ เพราะน่าที่จะเป็นการก่อปัญหาเพิ่ม มากกว่าที่จะมาช่วยแก้โจท หรือช่วยสนับสนุนในการที่จะได้สรรเสริญสิ่งดี นัย ในตำราอย่างเดียวกัน
”
☺ อธิบาย แก้ต่าง ท่านสมาชิก masked rider ที่ประณามอาตมา ว่า “คุณไม่มีความรู้เรื่องปิฎกนี้หว่า!”
“การถูก ติ หรือตำหนิติเตียน ไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นี้ แก้ยากมากที่สุด ฉะนั้น ตั้งแต่ไหนมา วิธีที่แก้ได้ดีที่สุดก็คือ ยกศัพท์ ที่มีข้อพิรุธ ชำรุด บกพร่อง มาทำความสมบูรณ์บริบูรณ์ แล้วก็ภาวนา หรือเพ่งตามนั้น ว่า จงสมบูรณ์บริบูรณ์, ที่ย่อมเป็นการทำดี ได้ถูกดี แก้ความตำหนิ หรือการติเตียนได้อย่างดีที่สุด, เป็นการปลอบโยน แล้วชุบชีวิต ให้ตนเองได้ทำงานทางหนังสือตำราต่อไปได้ ดังนั้น จึงต้องขอฝาก และขอชี้แจง ให้เพื่อนๆ ที่ศึกษาพระไตรปิฎก หรืองานภาษา จงพึงได้รู้ความ เพราะว่ามิใช่ จะมากะอวด ให้ถูกกับการรับรู้ เป็นที่ตั้ง
จรดแล้ว เพราะการที่อาจเขวไปตามการตำหนิ ติเตียน ที่เกิดขึ้นได้ตลอด ฉะนั้น แล้ว ก็เป็นการจิตตก หรือพลาดไปในการที่เราจะศึกษาหรือวิจัยได้เอง เช่นเขาบอกว่า รู้เรื่องพระไตรปิฎกต้องรู้อย่างนี้ เป็น ๑, ๒, และ ๓, แต่ประการอย่างนั้น เราไม่นับเป็นความรู้ เพราะที่จริงที่เรารู้จริง คือรู้ว่า นี้ ภาษาไทย นี้! รู้ การมาเทียบกับภาษาไทย หรือที่จริง ก็รู้ แด่การเริ่มที่จะวินิจ หรือวิจัย ด้วย ตรารูป ตราเสียง และอาณัติสัญญา
รู้ไปอย่างนั้น, คืออ่าน คือเข้าใจ คือวิจัยเองอย่างไร? ที่บอกว่า วิจัย คำว่า พุทโธ! เพียงคำเดียว ศัพท์เดียว ก็ยังถึงที่จรดถึงความวิเศษ อัศจรรย์ทั้งปวงได้ แต่ก็มิใช่ว่า จะมากล่าวตอบอย่างสรุปด้วย ช่วยเสริมอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าจะต้องตอบในที่ประชุมคน หรือท่ามกลางชนหมู่มาก หรือมติ หรือคติ ในคดีโลก หรือคดีธรรม ที่ต้องร่วมลงชื่อ แต่นี้ คือการให้ต้องเข้าใจว่า นี้เขียนถูก นี้เขียนผิด ไม่ใช่มาบอกว่า รู้กว่า หรือยังไม่รู้
ที่นี้ ย้อนคืนมาดู ก็ขอแก้ความ หรือขยายความ ที่ประมาท หรือปรามาส ความสุจริต ของกันและกัน ของเพื่อนผู้ที่เป็นสมาชิก คือโดยสมาชิกที่ไม่ได้รู้ โดยทำนองนั้น หรือโดยสมาชิก ไม่ได้รู้โดยทำนองโน้น ฉะนั้น ขอแก้! ว่า ประการที่รู้ที่ศึกษา ตามกลุ่มงาน ที่ได้ปรากฏ เริ่มคิด เริ่มอ่าน เริ่มวิเคราะห์ (จากกลุ่ม ประมาณ ๔๐ คน ถึง ประมาณ ๒ พันคน) คือต้องแก้ว่า ที่โจทกัน ว่า ไม่รู้เรื่องพระไตรปิฎก แล้วจะทำงานพระไตรปิฎก (ไปทำไมหว่า!)
ดังนั้น การถูก ติ หรือตำหนิติเตียน ไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่นไร ดังนั้น ต้องแก้ต่าง หรือบอกตามความจริงว่า ได้ค้นคว้าวิจัย จริง ๆ และจริงจังตั้งใจ จากแง่ไหนมุมไหน, แล้วเพราะจุดที่ใช้เริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่ การขบคิด วิเคราะห์วิจัย หรือขีดเขียน เรียบเรียง หรือรวบรวมความรู้ทางหนังสือ ตำรับตำรา หรือความรู้ทางภาษา จึงจะมาข้องเกี่ยว ด้วยโจทขึ้นฉะนั้น ไม่ถูกนัก และไม่น่าสบอารมณ์ เพราะน่าที่จะเป็นการก่อปัญหาเพิ่ม มากกว่าที่จะมาช่วยแก้โจท หรือช่วยสนับสนุนในการที่จะได้สรรเสริญสิ่งดี นัย ในตำราอย่างเดียวกัน”