กรณีที่มีข่าวช็อค เกี่ยวกับกรณี หนังสือการ์ตูน หงสาจอมราชันย์ ที่ ทางเจ้าของตัวจริง บอกว่า สนพ ไทย หมดลิขสิทธ์ไปนานแล้ว ซึ่งจริงๆ เราก็ได้ยินข่าว ความวุ่นวายเรื่องนี้มาพักใหญ่ๆล่ะ
กรณีนี้ ทำให้ คนในวงการ เล่าเรื่องราว สมัยก่อนลิขสิทธ์ ว่าเป็นยังไงบ้าง
ซึ่งผมก็เป็นคนนึงที่อยู่ในช่วงนั้นพอดี ก็เลยมาเล่าในสายตาคนอ่านธรรมดาๆมั่ง ว่ารู้สึกยังไงบ้าง และเกิดอะไรขึ้น
ย้อนกลับไปน่าจะช่วงปี 35-36 ที่อยู่ดีๆ การ์ตูนญี่ปุ่นก็หายไปจากแผงหนังสือ แบบไม่มีใครรู้เรื่อง ถามร้าน ร้านก็บอกแค่ว่าเขาไม่มาส่ง และตอนนั้น อินเทอร์เน็ทยังเป็นช่วงตั้งไข่ ไกลตัวจากคนทั่วไปมาก เพราะฉะนั้น พวกข่าวสารอะไร ยากมากที่จะค้นหา
จำได้ว่า หายไปเป็นปีเลย หายแบบหายเกลี้ยง
ก่อนหน้านั้น สนพ การ์ตูนญี่ปุ่นในไทยแข่งกันรุนแรงมาก เพราะ ความดังของดราก้อนบอล Talent ของ มิตรไมตรีจะได้เปรียบสุดเพราะ ออกวันจันทร์ ส่วน ZERO ของ วิบูลย์กิจ ออกวันพุธ แต่ ส่วนตัวชอบ การแปลและคุณภาพการพิมพ์ของ วิบูลย์กิจมากกว่า และด้วยไม่มีโซเซียลเหมือนยุคนี้ เลยไม่ต้องกลัวสปอยล์อะไร แค่รอไปซื้อวันพุธเท่านั้น และจริงๆมี Nova ของหมึกจีนอีกเล่ม แต่คนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่
สุดท้าย ทาง วิบูลย์กิจ ตัดสินใจ ใช้วิธีส่งคนไปญี่ปุ่น และส่งแฟกซ์มาเลย(ยุคหลังๆใครอ่านจะเห็นลายเส้นเป็นขีดๆ เพราะส่งมาทางแฟกซ์นี่แหละ) เรียกว่า ทุ่มกันสุดๆ
และนั่นแหละ อยู่ดีๆก็หายแว๊บไปจากแผงแบบงงๆทั้งหมด
หายไปเป็นปี และจำได้ว่า ที่กลับมาก่อนใครเลย คือ โดราเอมอน ของ เนชั่น ที่โปรโมทว่า ได้ลิขสิทธ์มาอย่างถูกต้อง หน้าปก รูปเล่มตามแบบญี่ปุ่นเป๊ะๆ แต่เรื่องอื่นๆ ยังคงเงียบ
จน กระทั่ง วิบูลย์กิจมาออก KC Weekly นั่นแหละ ทำให้ การ์ตูนญี่ปุ่น เริ่มๆ ทยอยกลับมา พร้อมกับ สนพ ใหญ่อื่นๆ เริ่มมาสนใจตลาด การ์ตูนกัน และเกิดศัพท์ใหม่ กับบรรดา สนพ ที่ยังตีพิมพ์แบบไม่มีลิขสิทธ์ว่า ไพเรท แต่ เหล่าไพเรท ก็เลี่ยงไปพิมพ์พวกการ์ตูนนอกกระแส หรือ ที่ยังไม่มีลิขสิทธ์ในไทยแทน เรื่องไหนพอมีลิขสิทธ์ก็หยุดพิมพ์ไป และเราเริ่มเรียก หนังสือการ์ตูนว่า มังงะ ตาม ญี่ปุ่น รวมถึงการเปิดอ่านแบบญี่ปุ่น ที่เราต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ด้วย(ใน หนังสือการ์ตูนแทบทุกเล่มตอนนั้น ต้องมีสอนวิธีอ่านกันเลยทีเดียว)
มีโซเซียล นี่แหละ ทำให้ คนที่ทำงานยุคนั้นมาเล่าว่า เกิดอะไรขึ้น อันนี้ที่ผมอ่านมา ถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติม ใดๆก็บอกด้วยนะครับ
โดยรวมๆคือ โดนลิขสิทธ์กันหมด โดยมีผู้อ้างตัวว่า ได้เป็นผู้รับมอบลิขสิทธ์จาก สนพ ญี่ปุ่น และส่งจดหมายไปยัง สนพ ต่างๆ ให้หยุดตีพิมพ์ การ์ตูนญี่ปุ่น ทำให้ สนพ ทั้งหลาย หยุดกึ้ก ทันที แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทาง วิบูลย์กิจ ที่คงไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เลยใจกล้าติดต่อไปยังญี่ปุ่น เพื่อสอบถามเรื่องลิขสิทธ์ ซึ่งคำตอบออกมาช็อกว่า ยังไม่มี สนพ ในไทยรายไหน ได้ลิขสิทธ์ไปทั้งนั้น ทางวิบูลย์กิจเลยติดต่อขอเจรจาด้วย ซึ่งไปนั่งให้เขาด่าในห้องประชุมเพราะเอาการ์ตูนเขามาพิมพ์เถื่อนตั้งหลายสิบปี เขารู้ แต่ที่ไม่ได้ทำอะไร เพราะมันยุ่งยาก(ในยุคนั้น) ทางวิบูลย์กิจ ก็ได้แต่ ก้มหัวขอโทษอย่างเดียว
สุดท้าย เขาคงเห็นใจว่า มาขอขมาให้เขาด่าถึงญี่ปุ่น ก็เลยยอมเจรจาทางการค้าให้ด้วยได้ แต่ การ์ตูนดังๆ ยังไม่ได้นะ เพราะละเมิดลิขสิทธ์เขามานาน สุดท้าย คุยกันเสร็จ KC Weekly เลยถือกำเนิดขึ้นมา และการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยก็เดินหน้าต่อไป
เอวัง ก็ ประการฉะนี้
ใครทันตอนนั้น หรือมีข้อมูลใดๆ ก็มาเล่ากันได้นะครับ
เรื่องราวลิขสิทธ์การ์ตูนญี่ปุ่นในไทย ในสายตาคนอ่าน
กรณีนี้ ทำให้ คนในวงการ เล่าเรื่องราว สมัยก่อนลิขสิทธ์ ว่าเป็นยังไงบ้าง
ซึ่งผมก็เป็นคนนึงที่อยู่ในช่วงนั้นพอดี ก็เลยมาเล่าในสายตาคนอ่านธรรมดาๆมั่ง ว่ารู้สึกยังไงบ้าง และเกิดอะไรขึ้น
ย้อนกลับไปน่าจะช่วงปี 35-36 ที่อยู่ดีๆ การ์ตูนญี่ปุ่นก็หายไปจากแผงหนังสือ แบบไม่มีใครรู้เรื่อง ถามร้าน ร้านก็บอกแค่ว่าเขาไม่มาส่ง และตอนนั้น อินเทอร์เน็ทยังเป็นช่วงตั้งไข่ ไกลตัวจากคนทั่วไปมาก เพราะฉะนั้น พวกข่าวสารอะไร ยากมากที่จะค้นหา
จำได้ว่า หายไปเป็นปีเลย หายแบบหายเกลี้ยง
ก่อนหน้านั้น สนพ การ์ตูนญี่ปุ่นในไทยแข่งกันรุนแรงมาก เพราะ ความดังของดราก้อนบอล Talent ของ มิตรไมตรีจะได้เปรียบสุดเพราะ ออกวันจันทร์ ส่วน ZERO ของ วิบูลย์กิจ ออกวันพุธ แต่ ส่วนตัวชอบ การแปลและคุณภาพการพิมพ์ของ วิบูลย์กิจมากกว่า และด้วยไม่มีโซเซียลเหมือนยุคนี้ เลยไม่ต้องกลัวสปอยล์อะไร แค่รอไปซื้อวันพุธเท่านั้น และจริงๆมี Nova ของหมึกจีนอีกเล่ม แต่คนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่
สุดท้าย ทาง วิบูลย์กิจ ตัดสินใจ ใช้วิธีส่งคนไปญี่ปุ่น และส่งแฟกซ์มาเลย(ยุคหลังๆใครอ่านจะเห็นลายเส้นเป็นขีดๆ เพราะส่งมาทางแฟกซ์นี่แหละ) เรียกว่า ทุ่มกันสุดๆ
และนั่นแหละ อยู่ดีๆก็หายแว๊บไปจากแผงแบบงงๆทั้งหมด
หายไปเป็นปี และจำได้ว่า ที่กลับมาก่อนใครเลย คือ โดราเอมอน ของ เนชั่น ที่โปรโมทว่า ได้ลิขสิทธ์มาอย่างถูกต้อง หน้าปก รูปเล่มตามแบบญี่ปุ่นเป๊ะๆ แต่เรื่องอื่นๆ ยังคงเงียบ
จน กระทั่ง วิบูลย์กิจมาออก KC Weekly นั่นแหละ ทำให้ การ์ตูนญี่ปุ่น เริ่มๆ ทยอยกลับมา พร้อมกับ สนพ ใหญ่อื่นๆ เริ่มมาสนใจตลาด การ์ตูนกัน และเกิดศัพท์ใหม่ กับบรรดา สนพ ที่ยังตีพิมพ์แบบไม่มีลิขสิทธ์ว่า ไพเรท แต่ เหล่าไพเรท ก็เลี่ยงไปพิมพ์พวกการ์ตูนนอกกระแส หรือ ที่ยังไม่มีลิขสิทธ์ในไทยแทน เรื่องไหนพอมีลิขสิทธ์ก็หยุดพิมพ์ไป และเราเริ่มเรียก หนังสือการ์ตูนว่า มังงะ ตาม ญี่ปุ่น รวมถึงการเปิดอ่านแบบญี่ปุ่น ที่เราต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ด้วย(ใน หนังสือการ์ตูนแทบทุกเล่มตอนนั้น ต้องมีสอนวิธีอ่านกันเลยทีเดียว)
มีโซเซียล นี่แหละ ทำให้ คนที่ทำงานยุคนั้นมาเล่าว่า เกิดอะไรขึ้น อันนี้ที่ผมอ่านมา ถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติม ใดๆก็บอกด้วยนะครับ
โดยรวมๆคือ โดนลิขสิทธ์กันหมด โดยมีผู้อ้างตัวว่า ได้เป็นผู้รับมอบลิขสิทธ์จาก สนพ ญี่ปุ่น และส่งจดหมายไปยัง สนพ ต่างๆ ให้หยุดตีพิมพ์ การ์ตูนญี่ปุ่น ทำให้ สนพ ทั้งหลาย หยุดกึ้ก ทันที แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทาง วิบูลย์กิจ ที่คงไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เลยใจกล้าติดต่อไปยังญี่ปุ่น เพื่อสอบถามเรื่องลิขสิทธ์ ซึ่งคำตอบออกมาช็อกว่า ยังไม่มี สนพ ในไทยรายไหน ได้ลิขสิทธ์ไปทั้งนั้น ทางวิบูลย์กิจเลยติดต่อขอเจรจาด้วย ซึ่งไปนั่งให้เขาด่าในห้องประชุมเพราะเอาการ์ตูนเขามาพิมพ์เถื่อนตั้งหลายสิบปี เขารู้ แต่ที่ไม่ได้ทำอะไร เพราะมันยุ่งยาก(ในยุคนั้น) ทางวิบูลย์กิจ ก็ได้แต่ ก้มหัวขอโทษอย่างเดียว
สุดท้าย เขาคงเห็นใจว่า มาขอขมาให้เขาด่าถึงญี่ปุ่น ก็เลยยอมเจรจาทางการค้าให้ด้วยได้ แต่ การ์ตูนดังๆ ยังไม่ได้นะ เพราะละเมิดลิขสิทธ์เขามานาน สุดท้าย คุยกันเสร็จ KC Weekly เลยถือกำเนิดขึ้นมา และการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยก็เดินหน้าต่อไป
เอวัง ก็ ประการฉะนี้
ใครทันตอนนั้น หรือมีข้อมูลใดๆ ก็มาเล่ากันได้นะครับ