ของแพงระเบิด เมื่อ "น้ำมัน" พ่นพิษ ลามถึงปากท้อง หมู-ไก่-ปลา กอดคอขึ้นราคา...
เปิดกระเป๋าตังค์มาน้ำตาแทบไหล เชื่อว่านาทีนี้ใครที่เดินเข้าตลาดสด หรือแวะร้านอาหารตามสั่งคงจะรู้สึกเหมือนกันว่า "แบงก์ร้อยเริ่มไม่มีความหมาย" เพราะล่าสุดจากรายงานข่าวใหญ่ช่อง 8 (26 มี.ค. 69) สถานการณ์ราคาสินค้าในบ้านเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์โดมิโน่ที่น่ากังวลสุดๆ
เกิดอะไรขึ้นกับ "ครัวไทย" ของเราบ้าง และทำไมของกินถึงแพงเอาๆ แบบฉุดไม่อยู่
ต้นเรื่องคือ "น้ำมัน" แต่ตอนจบคือ "หมู-ไก่"
ทุกอย่างเริ่มจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พอค่าน้ำมันแพง ค่าขนส่งก็ดีดตัวตาม พอรถขนหมูขนไก่ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น ราคาสินค้าที่ปลายทางอย่างตลาดสดก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยับตาม
เนื้อหมู ปรับขึ้นกิโลกรัมละ 10-15 บาท
เนื้อไก่ ขยับขึ้นตามมาอีกประมาณ 7-8 บาท
ปลาสด แม้ตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าจะพยายาม "กัดฟัน" ขายราคาเดิม (ประมาณ 80-100 บาท) เพื่อรักษาลูกค้า
แต่ก็บอกตรงๆ ว่าเริ่มแบกต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นเที่ยวละร้อยสองร้อยไม่ไหวแล้ว
อีกไม่นานอาจเห็นคิว "ปลา" ขึ้นราคาตามมาติดๆ
ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์... แม้แต่ "ของทอด" ก็สู้ชีวิต
ใครที่ชอบกินของทอด กล้วยทอด เผือกทอด ตอนนี้อาจจะต้องทำใจ เพราะต้นทุนรอบด้านมันรุมเร้าเหลือเกิน
น้ำมันปาล์ม พุ่งไปแตะขวดละ 50 บาท
ก๊าซหุงต้ม ถัง 15 กก. ดีดจาก 460 เป็น 480 บาท
วัตถุดิบ กล้วยน้ำว้า 3 หวีร้อย ส่วน "เผือก" นี่หนักสุด ถึงขั้นแม่ค้าบางรายต้องเลิกขายไปเลยเพราะสู้ราคาต้นทุนไม่ไหว
วิกฤตชาวสวน มะม่วงล้นสวนแต่คนกินเข้าไม่ถึง
เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในข่าวนี้คือฝั่งเกษตรกร ชาวสวนมะม่วงที่พิจิตรและสุโขทัยกำลังแย่ เพราะนอกจากต้นทุนขนส่งจะแพงแล้ว ค่าเงินบาทที่แข็งตัวยังทำให้การส่งออกไปมาเลเซียหรือสิงคโปร์ทำได้ยากขึ้น ผลคือ "มะม่วงล้นสวน" จนต้องเอามาเททิ้ง เพราะขายไปก็ขาดทุนค่ารถ กลายเป็นภาพที่เห็นแล้วหดหู่ใจจริงๆ
รัฐบาลว่ายังไง? มาตรการ "สินค้าควบคุม" มาแน่
ล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการเรียกประชุมด่วนและเตรียมขยายบัญชี "สินค้าควบคุม" จาก 59 รายการ เพิ่มเป็น 71 รายการ
โดยจะเน้นไปที่ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น กระดาษชำระ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน สบู่ และแชมพู
เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่ทุกคนกำลังลำบาก
เราจะปรับตัวยังไงดี ในสภาวะที่ของแพงทั้งแผ่นดินแบบนี้
สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการ "วางแผนการใช้จ่าย" เลือกซื้อของเท่าที่จำเป็น
และอาจจะต้องหันมามองหาวัตถุดิบทดแทนที่ราคายังพอรับได้
ส่วนฝั่งพ่อค้าแม่ค้า ก็น่าเห็นใจไม่แพ้กันเพราะหลายคนยอมกำไรน้อยลงเพื่อประคองลูกค้าไว้
สถานการณ์นี้คงยังไม่จบง่ายๆ ตราบใดที่ราคาน้ำมันโลกยังไม่นิ่ง เราคงต้องส่งกำลังใจให้กัน
และหวังว่ามาตรการจากภาครัฐจะช่วย "เบรก" ราคาสินค้าให้ลงมาอยู่ในจุดที่พวกเราพอจะหายใจคล่องคอขึ้นบ้าง
หมู-ไก่-ปลา น้ำมันพืช ก๊าซหุงต้ม พาเหรดขึ้นราคา หลังต้นทุนขนส่งอ่วม
ของแพงระเบิด เมื่อ "น้ำมัน" พ่นพิษ ลามถึงปากท้อง หมู-ไก่-ปลา กอดคอขึ้นราคา...
เปิดกระเป๋าตังค์มาน้ำตาแทบไหล เชื่อว่านาทีนี้ใครที่เดินเข้าตลาดสด หรือแวะร้านอาหารตามสั่งคงจะรู้สึกเหมือนกันว่า "แบงก์ร้อยเริ่มไม่มีความหมาย" เพราะล่าสุดจากรายงานข่าวใหญ่ช่อง 8 (26 มี.ค. 69) สถานการณ์ราคาสินค้าในบ้านเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์โดมิโน่ที่น่ากังวลสุดๆ
เกิดอะไรขึ้นกับ "ครัวไทย" ของเราบ้าง และทำไมของกินถึงแพงเอาๆ แบบฉุดไม่อยู่
ทุกอย่างเริ่มจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พอค่าน้ำมันแพง ค่าขนส่งก็ดีดตัวตาม พอรถขนหมูขนไก่ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น ราคาสินค้าที่ปลายทางอย่างตลาดสดก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยับตาม
เนื้อหมู ปรับขึ้นกิโลกรัมละ 10-15 บาท
เนื้อไก่ ขยับขึ้นตามมาอีกประมาณ 7-8 บาท
ปลาสด แม้ตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าจะพยายาม "กัดฟัน" ขายราคาเดิม (ประมาณ 80-100 บาท) เพื่อรักษาลูกค้า
แต่ก็บอกตรงๆ ว่าเริ่มแบกต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นเที่ยวละร้อยสองร้อยไม่ไหวแล้ว
อีกไม่นานอาจเห็นคิว "ปลา" ขึ้นราคาตามมาติดๆ
ใครที่ชอบกินของทอด กล้วยทอด เผือกทอด ตอนนี้อาจจะต้องทำใจ เพราะต้นทุนรอบด้านมันรุมเร้าเหลือเกิน
น้ำมันปาล์ม พุ่งไปแตะขวดละ 50 บาท
ก๊าซหุงต้ม ถัง 15 กก. ดีดจาก 460 เป็น 480 บาท
วัตถุดิบ กล้วยน้ำว้า 3 หวีร้อย ส่วน "เผือก" นี่หนักสุด ถึงขั้นแม่ค้าบางรายต้องเลิกขายไปเลยเพราะสู้ราคาต้นทุนไม่ไหว
เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในข่าวนี้คือฝั่งเกษตรกร ชาวสวนมะม่วงที่พิจิตรและสุโขทัยกำลังแย่ เพราะนอกจากต้นทุนขนส่งจะแพงแล้ว ค่าเงินบาทที่แข็งตัวยังทำให้การส่งออกไปมาเลเซียหรือสิงคโปร์ทำได้ยากขึ้น ผลคือ "มะม่วงล้นสวน" จนต้องเอามาเททิ้ง เพราะขายไปก็ขาดทุนค่ารถ กลายเป็นภาพที่เห็นแล้วหดหู่ใจจริงๆ
ล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการเรียกประชุมด่วนและเตรียมขยายบัญชี "สินค้าควบคุม" จาก 59 รายการ เพิ่มเป็น 71 รายการ
โดยจะเน้นไปที่ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น กระดาษชำระ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน สบู่ และแชมพู
เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่ทุกคนกำลังลำบาก
เราจะปรับตัวยังไงดี ในสภาวะที่ของแพงทั้งแผ่นดินแบบนี้
สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการ "วางแผนการใช้จ่าย" เลือกซื้อของเท่าที่จำเป็น
และอาจจะต้องหันมามองหาวัตถุดิบทดแทนที่ราคายังพอรับได้
ส่วนฝั่งพ่อค้าแม่ค้า ก็น่าเห็นใจไม่แพ้กันเพราะหลายคนยอมกำไรน้อยลงเพื่อประคองลูกค้าไว้
สถานการณ์นี้คงยังไม่จบง่ายๆ ตราบใดที่ราคาน้ำมันโลกยังไม่นิ่ง เราคงต้องส่งกำลังใจให้กัน
และหวังว่ามาตรการจากภาครัฐจะช่วย "เบรก" ราคาสินค้าให้ลงมาอยู่ในจุดที่พวกเราพอจะหายใจคล่องคอขึ้นบ้าง