รายชื่อคณะรัฐมนตรี"อนุทิน 2" ที่ล่าสุด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยอมรับว่า การจัดทำบัญชีรายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว พร้อมสำหรับดำเนินขั้นตอน นำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป
ตามไทม์ไลน์ หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ นายกฯ จะนำครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นจะเป็นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 7-9 เม.ย.นี้ จากนั้นรัฐบาลจะเริ่มนับหนึ่ง ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบ
ที่ถูกจับตา คือนโยบายที่รัฐบาลต้องแถลงต่อรัฐสภา ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำรัฐบาล มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกระทรวงสำคัญไว้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง พลังงาน พาณิชย์ อุตสาหกรรม คมนาคม หรือแม้แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แม้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างเพื่อไทย แต่ภูมิใจไทยก็ใช้กลไกบริหารให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ คอยกำกับดูแลอีกชั้น
ที่สำคัญ ภมิใจไทยได้ ยังรวบกระทรวงด้านความมั่นคงไว้หมด ทั้ง มหาดไทย กลาโหม ยุติธรรม รวมถึง การต่างประเทศ
ดังนั้น ในการจัดทำร่างนโยบาย ที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ภูมิใจไทยจึงมุ่งเน้นการต่อยอดนโยบายหลักของพรรค นโยบายเร่งด่วนที่ย้ำความรวดเร็ว และแม่นยำ เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ โดยผนึกคำว่า“พลัส” (Plus) ไว้ แทบทุกชุดนโยบาย
โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” มี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้
ก่อนหน้านี้ ในการสัมมนา “191 สส.” พรรคภูมิใจไทย ที่จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 8 มี.ค. มีสัญญาณมาจาก“บิ๊กคีย์แมน” ค่ายสีน้ำเงิน ตั้งโจทย์ให้ ลูกพรรค เร่งผลักดัน “วาระด่วน” ภายใน 6 เดือน
เรื่องแรก คือ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนกระทรวงการท่องเที่ยว ควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน
ส่วนกระทรวงกีฬา จะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ มุ่งเน้นการพัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ โดยคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6 เดือน
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาต และการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการ ต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service
เช่น การก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
ส่วนกฎหมายอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน ตามเป้าหมายพรรคสีน้ำเงินจะต้องผลักดันให้แล้วสร็จภายใน 1 ปี โดยจะมี 2 เรื่อง คือ
1. ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดตัวเอง หรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้
2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท. ทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องการปลดล็อคเรื่องอายุ และวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่จำกัดแค่ 2 วาระ
ส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิต จะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที
นอกจากนี้ เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขันด้านพลังงานไฟฟ้า เสรีเหมือนในต่างประเทศ มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น ค่ายโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
ภายใต้นโยบายรัฐบาลผสม ภูมิใจไทยเพิ่งเรียกประชุมตัวแทนพรรคร่วม เพื่อรวบรวมนโยบายต่างๆ นำมาพิจารณา จัดหมวดหมู่ สำหรับแถลงต่อรัฐสภาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า น่าสนใจว่า นโยบายที่มีการประโคม ผ่านเวทีหาเสียง นโยบายใดจะถูกบรรจุลงในแผนงานรัฐบาล
โดยเฉพาะนโยบายพรรคแกนนำ ที่"อนุทิน" เคยปราศรัยที่ จ.หนองคาย เมื่อ 25 ม.ค.2569 ว่า “รับรองว่าถ้าได้เป็นอีก 4 ปี จะทำจนประชาชนร้องว่า พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว”
ถึงที่สุดแล้ว จะ “ทำได้” เพื่อต่อยอดการเมืองในอนาคต หรือจะเป็นแค่นโยบาย “ขายฝัน” ได้อำนาจ แต่ใช้แบบเสียของ
อย่าลืมว่า ภายใต้สภาวะสงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังโอบล้อมไทย และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ตอกย้ำด้วยสถานการณ์พลังงานในประเทศที่กำลังวิกฤติ สะท้อนจากภาพที่ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมัน ในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทยอยขยับสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
ที่ต้องจับตาคือ การออกพ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าไม่ได้อยู่ในกรอบการวางร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยพรรคภูมิใจไทยระบุว่า เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลรักษาการ
เหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนกำลังตั้งคำถาม ถึงการบริหารจัดการของรัฐบาลว่า จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ตามสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” หรือไม่อย่างไร
เหนือไปกว่านั้น ประเด็นการบริหารจัดการน้ำมันในเวลานี้ กำลังถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับ“นักการเมืองภาคใต้” ที่ทำธุรกิจพลังงานว่า มีส่วนได้-เสีย หรือผลประโยชน์ทับซ้อนต่อสถานการณ์ในเวลานี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ถูกฝ่ายค้านล็อกเป้าและเตรียมใช้ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อฉายภาพ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พร้อมกระบวนการอย่างแน่นอน
ประเด็นร้อนนี้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่วัดฝีมือ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ในวันที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงที่สุดจะ “ท่าดี” หรือ “ทีเหลว” อีกทั้งยังเป็นด่าน “ชี้ชะตา”พรรคภูมิใจไทยในสนามการเมืองในอนาคตอีกด้วย
ที่สำคัญเดิมพันรัฐบาลภูมิใจไทย ที่นายกฯอนุทิน เคยลั่นในการปราศรัยในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน ก่อนครบ 4 เดือน จะเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาล ที่ลุ้นระทึกยิ่ง
"หากครบทดลองงานแล้ว ขอให้ประชาชนต่อสัญญาให้ได้หรือไม่ และถ้า 12 เดือนผ่านไป ทำแล้วดัชนีทุกอย่างตก ไม่มีปัญญาทำให้กับพี่น้องได้ ไม่ต้องไล่ ออกให้เอง ไม่อยู่ให้เปลืองภาษีไม่อยู่ให้เปลืองข้าวสาร"
https://www.facebook.com/share/p/1BhLVS95WV/
#ราคาน้ำมัน #ดีเซล #น้ำมันขาด #เนชั่นสุดสัปดาห์ #การเมือง #ข่าวล่าสุด #อนุทิน #รัฐบาล
ชี้ชะตารัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ผ่าเส้นตาย 1 ปี ผ่าด่านวิกฤต 'น้ำมัน'
ตามไทม์ไลน์ หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ นายกฯ จะนำครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นจะเป็นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 7-9 เม.ย.นี้ จากนั้นรัฐบาลจะเริ่มนับหนึ่ง ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบ
ที่ถูกจับตา คือนโยบายที่รัฐบาลต้องแถลงต่อรัฐสภา ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำรัฐบาล มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกระทรวงสำคัญไว้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง พลังงาน พาณิชย์ อุตสาหกรรม คมนาคม หรือแม้แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แม้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างเพื่อไทย แต่ภูมิใจไทยก็ใช้กลไกบริหารให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ คอยกำกับดูแลอีกชั้น
ที่สำคัญ ภมิใจไทยได้ ยังรวบกระทรวงด้านความมั่นคงไว้หมด ทั้ง มหาดไทย กลาโหม ยุติธรรม รวมถึง การต่างประเทศ
ดังนั้น ในการจัดทำร่างนโยบาย ที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ภูมิใจไทยจึงมุ่งเน้นการต่อยอดนโยบายหลักของพรรค นโยบายเร่งด่วนที่ย้ำความรวดเร็ว และแม่นยำ เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ โดยผนึกคำว่า“พลัส” (Plus) ไว้ แทบทุกชุดนโยบาย
โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” มี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้
ก่อนหน้านี้ ในการสัมมนา “191 สส.” พรรคภูมิใจไทย ที่จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 8 มี.ค. มีสัญญาณมาจาก“บิ๊กคีย์แมน” ค่ายสีน้ำเงิน ตั้งโจทย์ให้ ลูกพรรค เร่งผลักดัน “วาระด่วน” ภายใน 6 เดือน
เรื่องแรก คือ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนกระทรวงการท่องเที่ยว ควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน
ส่วนกระทรวงกีฬา จะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ มุ่งเน้นการพัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ โดยคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6 เดือน
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาต และการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการ ต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service
เช่น การก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
ส่วนกฎหมายอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน ตามเป้าหมายพรรคสีน้ำเงินจะต้องผลักดันให้แล้วสร็จภายใน 1 ปี โดยจะมี 2 เรื่อง คือ
1. ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดตัวเอง หรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้
2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท. ทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องการปลดล็อคเรื่องอายุ และวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่จำกัดแค่ 2 วาระ
ส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิต จะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที
นอกจากนี้ เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขันด้านพลังงานไฟฟ้า เสรีเหมือนในต่างประเทศ มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น ค่ายโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
ภายใต้นโยบายรัฐบาลผสม ภูมิใจไทยเพิ่งเรียกประชุมตัวแทนพรรคร่วม เพื่อรวบรวมนโยบายต่างๆ นำมาพิจารณา จัดหมวดหมู่ สำหรับแถลงต่อรัฐสภาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า น่าสนใจว่า นโยบายที่มีการประโคม ผ่านเวทีหาเสียง นโยบายใดจะถูกบรรจุลงในแผนงานรัฐบาล
โดยเฉพาะนโยบายพรรคแกนนำ ที่"อนุทิน" เคยปราศรัยที่ จ.หนองคาย เมื่อ 25 ม.ค.2569 ว่า “รับรองว่าถ้าได้เป็นอีก 4 ปี จะทำจนประชาชนร้องว่า พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว”
ถึงที่สุดแล้ว จะ “ทำได้” เพื่อต่อยอดการเมืองในอนาคต หรือจะเป็นแค่นโยบาย “ขายฝัน” ได้อำนาจ แต่ใช้แบบเสียของ
อย่าลืมว่า ภายใต้สภาวะสงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังโอบล้อมไทย และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ตอกย้ำด้วยสถานการณ์พลังงานในประเทศที่กำลังวิกฤติ สะท้อนจากภาพที่ประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมัน ในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทยอยขยับสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
ที่ต้องจับตาคือ การออกพ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าไม่ได้อยู่ในกรอบการวางร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยพรรคภูมิใจไทยระบุว่า เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลรักษาการ
เหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนกำลังตั้งคำถาม ถึงการบริหารจัดการของรัฐบาลว่า จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ตามสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” หรือไม่อย่างไร
เหนือไปกว่านั้น ประเด็นการบริหารจัดการน้ำมันในเวลานี้ กำลังถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับ“นักการเมืองภาคใต้” ที่ทำธุรกิจพลังงานว่า มีส่วนได้-เสีย หรือผลประโยชน์ทับซ้อนต่อสถานการณ์ในเวลานี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ถูกฝ่ายค้านล็อกเป้าและเตรียมใช้ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อฉายภาพ “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พร้อมกระบวนการอย่างแน่นอน
ประเด็นร้อนนี้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่วัดฝีมือ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ในวันที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงที่สุดจะ “ท่าดี” หรือ “ทีเหลว” อีกทั้งยังเป็นด่าน “ชี้ชะตา”พรรคภูมิใจไทยในสนามการเมืองในอนาคตอีกด้วย
ที่สำคัญเดิมพันรัฐบาลภูมิใจไทย ที่นายกฯอนุทิน เคยลั่นในการปราศรัยในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน ก่อนครบ 4 เดือน จะเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาล ที่ลุ้นระทึกยิ่ง
"หากครบทดลองงานแล้ว ขอให้ประชาชนต่อสัญญาให้ได้หรือไม่ และถ้า 12 เดือนผ่านไป ทำแล้วดัชนีทุกอย่างตก ไม่มีปัญญาทำให้กับพี่น้องได้ ไม่ต้องไล่ ออกให้เอง ไม่อยู่ให้เปลืองภาษีไม่อยู่ให้เปลืองข้าวสาร"
https://www.facebook.com/share/p/1BhLVS95WV/
#ราคาน้ำมัน #ดีเซล #น้ำมันขาด #เนชั่นสุดสัปดาห์ #การเมือง #ข่าวล่าสุด #อนุทิน #รัฐบาล