เพราะความร้อนและแรงสั่นสะเทือนกระตุ้นพลาสติกหลุดออกง่าย ยิ่งภาชนะเก่า มีรอยขีดข่วน ยิ่งปล่อยมาก
.
ในยุคที่ความเร่งรีบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บรรจุภัณฑ์อาหารที่ “เข้าไมโครเวฟได้” (Microwave Safe) กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่รายงานล่าสุดจาก Greenpeace International เตือนว่าบรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ก็สามารถปล่อย “ไมโครพลาสติก” ลงสู่ “อาหาร” ของเราได้เช่นกัน
.
เมื่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับความร้อนสูงในไมโครเวฟ มันสามารถปล่อยอนุภาคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทั้งในระดับ “ไมโครพลาสติก” และ “นาโนพลาสติก” ออกมาในปริมาณมหาศาลภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที และสามารถตกลงสู่อาหารได้
.
กระบวนการเหล่านี้ เริ่มต้นจากความร้อนเข้าไปกระตุ้นโครงสร้างโพลีเมอร์ การศึกษาหนึ่งพบว่าการอุ่นภาชนะโพลีโพรพิลีน (PP) ในไมโครเวฟเพียง 5 นาที สามารถปล่อยอนุภาคไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกได้มากถึง 326,000-534,000 อนุภาคต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งสูงกว่าการอุ่นในเตาอบถึง 7 เท่า เนื่องจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลน้ำในไมโครเวฟจะกระตุ้นให้พลาสติกหลุดออกมาได้ง่าย อีกทั้งพลาสติกที่ผ่านการใช้งานมานานหรือมีรอยขีดข่วนจะปล่อยไมโครพลาสติกออกมามากกว่าบรรจุภัณฑ์ใหม่เกือบเท่าตัว
.
อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากังวลคือ การแช่แข็งอาหารในบรรจุภัณฑ์พลาสติกก่อนนำเข้าไมโครเวฟ ดร.คาร์เมน มาร์ซิท) ศาสตราจารย์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเอมอรี อธิบายว่า กระบวนการแช่แข็งอาจทำให้พลาสติกเปราะขึ้น ส่งผลให้มีการหลุดลอกของไมโครพลาสติกลงสู่อาหารมากขึ้นเมื่อนำไปอุ่นร้อน
.
คำว่า “เข้าไมโครเวฟได้” (Microwave Safe) ที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ เป็นเพียงการยืนยันว่าภาชนะจะไม่ละลายหรือบิดเบี้ยวเมื่อโดนความร้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสารเคมีหรือไมโครพลาสติกหลุดออกมา
.
นอกจากอนุภาคพลาสติกแล้ว สารเคมีที่เติมลงไปเพื่อให้พลาสติกมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระและสารช่วยให้อ่อนตัว (Plasticisers) ก็หลุดลอดออกมาด้วย สารเหล่านี้ไม่ได้พันธะติดแน่นกับโครงสร้างพลาสติก ทำให้เมื่อถูกความร้อนหรือสัมผัสกับอาหารที่มีไขมันสูง เกลือสูง หรือมีความเป็นกรด สารเคมีเหล่านี้จะละลายออกมาได้ง่ายขึ้น
.
ในพลาสติกมีสารเคมีที่ใช้หรือตรวจพบมากกว่า 16,000 ชนิด และอย่างน้อย 4,200 ชนิดจัดว่าเป็นสารอันตรายต่อสุขภาพ สารเคมีเหล่านี้รวมถึง บิสฟีนอล (Bisphenols), พทาเลท (Phthalates), สารกลุ่ม PFAS หรือ “สารเคมีตลอดกาล” และโลหะหนักอย่างแอนติโมนี (Antimony)
.
กรุงเทพธุรกิจ
CR⬇️
https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1226017
กล่องพลาสติกที่เข้าไมโครเวฟได้ปล่อย ‘ไมโครพลาสติก’ ลงสู่ ‘อาหาร’ (เรากินไปจะปลอดภัยไหม?)
.
ในยุคที่ความเร่งรีบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บรรจุภัณฑ์อาหารที่ “เข้าไมโครเวฟได้” (Microwave Safe) กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่รายงานล่าสุดจาก Greenpeace International เตือนว่าบรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ก็สามารถปล่อย “ไมโครพลาสติก” ลงสู่ “อาหาร” ของเราได้เช่นกัน
.
เมื่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับความร้อนสูงในไมโครเวฟ มันสามารถปล่อยอนุภาคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทั้งในระดับ “ไมโครพลาสติก” และ “นาโนพลาสติก” ออกมาในปริมาณมหาศาลภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที และสามารถตกลงสู่อาหารได้
.
กระบวนการเหล่านี้ เริ่มต้นจากความร้อนเข้าไปกระตุ้นโครงสร้างโพลีเมอร์ การศึกษาหนึ่งพบว่าการอุ่นภาชนะโพลีโพรพิลีน (PP) ในไมโครเวฟเพียง 5 นาที สามารถปล่อยอนุภาคไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกได้มากถึง 326,000-534,000 อนุภาคต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งสูงกว่าการอุ่นในเตาอบถึง 7 เท่า เนื่องจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลน้ำในไมโครเวฟจะกระตุ้นให้พลาสติกหลุดออกมาได้ง่าย อีกทั้งพลาสติกที่ผ่านการใช้งานมานานหรือมีรอยขีดข่วนจะปล่อยไมโครพลาสติกออกมามากกว่าบรรจุภัณฑ์ใหม่เกือบเท่าตัว
.
อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากังวลคือ การแช่แข็งอาหารในบรรจุภัณฑ์พลาสติกก่อนนำเข้าไมโครเวฟ ดร.คาร์เมน มาร์ซิท) ศาสตราจารย์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเอมอรี อธิบายว่า กระบวนการแช่แข็งอาจทำให้พลาสติกเปราะขึ้น ส่งผลให้มีการหลุดลอกของไมโครพลาสติกลงสู่อาหารมากขึ้นเมื่อนำไปอุ่นร้อน
.
คำว่า “เข้าไมโครเวฟได้” (Microwave Safe) ที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ เป็นเพียงการยืนยันว่าภาชนะจะไม่ละลายหรือบิดเบี้ยวเมื่อโดนความร้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสารเคมีหรือไมโครพลาสติกหลุดออกมา
.
นอกจากอนุภาคพลาสติกแล้ว สารเคมีที่เติมลงไปเพื่อให้พลาสติกมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระและสารช่วยให้อ่อนตัว (Plasticisers) ก็หลุดลอดออกมาด้วย สารเหล่านี้ไม่ได้พันธะติดแน่นกับโครงสร้างพลาสติก ทำให้เมื่อถูกความร้อนหรือสัมผัสกับอาหารที่มีไขมันสูง เกลือสูง หรือมีความเป็นกรด สารเคมีเหล่านี้จะละลายออกมาได้ง่ายขึ้น
.
ในพลาสติกมีสารเคมีที่ใช้หรือตรวจพบมากกว่า 16,000 ชนิด และอย่างน้อย 4,200 ชนิดจัดว่าเป็นสารอันตรายต่อสุขภาพ สารเคมีเหล่านี้รวมถึง บิสฟีนอล (Bisphenols), พทาเลท (Phthalates), สารกลุ่ม PFAS หรือ “สารเคมีตลอดกาล” และโลหะหนักอย่างแอนติโมนี (Antimony)
.
กรุงเทพธุรกิจ
CR⬇️
https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1226017