พออยู่กับพุทโธแล้วไม่ไปไหน สักเดี๋ยวก็สร้างกำลังขึ้นมาแน่นปึ๋ง พุทโธๆ ถี่ยิบ นั่นละสร้างกำลังขึ้นมาในนั้นเสร็จๆ เป็นธรรมทั้งแท่งภายในจิตใจแล้วหายกลัว เดินเข้าไปหาเสือก็ได้ ขณะก่อนกลัวเสือ ขณะหลังนี้เดินเข้าไปหาเสือก็ได้ไม่ได้กลัวนี่ นี่แหละจิตที่สั่งสมกำลังตัวเข้าไปมีกำลังแล้วไม่กลัว เพราะฉะนั้นเวลาภาวนาในที่คับขันเช่นนั้นจึงไม่ยอมให้จิตส่งออกนอก จะอยู่กับคำบริกรรมก็อยู่ จิตผู้อยู่ในสมาธิก็ให้อยู่แน่นปึ๋งกับสมาธิ
ถ้าจิตออกทางด้านปัญญามันแยกธาตุนะ ต่างกัน จิตออกขั้นปัญญาแล้วไม่ว่าสัตว์ว่าเสือตัวไหนมันจะแยกธาตุไปหมด อันไหนเป็นสัตว์อันไหนเป็นเสือ อะไรเป็นตัว อะไรเป็นแข้งเป็นขา แยกธาตุออกไปแล้วมีแต่ธาตุสี่ดินน้ำลมไฟ กลัวมันอะไร แน่ะ มันก็ไปอย่างนั้นเสีย มันเป็นขั้นๆ จนกระทั่งถึงขั้นอากาศธาตุว่างเปล่าไปหมด ไม่มีสัตว์มีบุคคล กำหนดปั๊บก็ว่างไปหมดเลย สัตว์ที่ไหน ความว่างหรือเป็นสัตว์ แน่ะ เสือที่ไหน ความว่างหรือเป็นเสือ ความว่างก็ความว่างซิจะว่าไงไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่เสือ เป็นบ้าไปอะไร แน่ะ มันก็ไปอย่างนั้นเสีย มันเป็นขั้นๆ นะการพิจารณาทางด้านปัญญา
แต่ยังไงก็ตามใจเด็ด ความตายต้องทิ้งหลัง ทิ้งไว้ทีหลังเลยเอาความจริงออกหน้า เราอยากจะรู้ความจริงเท่านั้น เอาเป็นก็เป็นตายก็ตายขอให้รู้ความจริง ความจริงนี้ไม่ตาย แต่เรื่องความเป็นความตายมันเปลี่ยนของมันไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวตาย เอาถึงความจริง มันจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ตาม เราขอทราบความจริงอันนี้ให้เต็มที่ ใจไม่เคยตายทราบตามความจริง นั่นแหละจะรู้ของจริงขึ้นมาที่ตรงนั้นแหละ ถ้ากลัวตายแล้วไม่มีทาง ถ้าตายได้ขวางหน้าแล้วไปไม่รอดนะ ต้องเอาความจริงขวางหน้าซิ
ความจริงจับความจริงปั๊บนี่ เอ้า เป็นกับตายเราอยากทราบแต่ความจริงเท่านั้น เอ้าทุกข์นี่จะทุกข์ถึงไหน จะตามความจริงของทุกข์นี้ อะไรเป็นทุกข์จะตามความจริงของทุกข์นี้ หนังหรือเป็นทุกข์ เนื้อหรือเป็นทุกข์ กระดูกหรือเป็นทุกข์ ตับไตไส้พุงหรือเป็นทุกข์ ดูอะไรเขาก็มีตั้งแต่วันเกิด ทุกข์เพิ่งเกิดมาเดี๋ยวนี้จะเป็นอันเดียวกันได้ยังไง มันแยกอย่างนั้นซิ แยกดูนั้นแยกดูนี้ ใจเป็นทุกข์ ถ้าว่าใจเป็นทุกข์ ทุกข์นี่เพิ่งเกิดใจมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมจะเป็นอันเดียวกันได้ยังไง ถ้าหากว่าใจเป็นทุกข์ ทุกข์ดับไปใจต้องดับด้วยซิ ร่างกายทุกส่วนที่ว่าเป็นทุกข์ถ้าทุกข์ดับไปอันนี้ก็ต้องดับไปด้วยถ้าเป็นอันเดียวกัน แต่นี้ไม่ใช่เป็นอันเดียวกันมันหาเรื่องอะไร ยอกย้อนดูไม่ถอย
เวลาทุกข์มากเท่าไรสติปัญญาต้องหมุนติ้วอยู่เฉยๆ ไม่ได้นะ หมุนหาทางออก สักเดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมาผึงๆ คนเราเวลาจนตรอกนั่นแหละเป็นเวลาที่มีความฉลาด ฉลาดตรงนั้นนะ ท่านว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน นอกนี้ก็มีเป็นธรรมดา คนเราส่วนมากหวังพึ่งผู้อื่นนั่นแหละ พึ่งตัวเองไม่ค่อยสนใจ เด็กก็พึ่งผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็พึ่งเด็ก จนกระทั่งวันตายก็หวังพึ่งกันอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นอตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ประเภทหนึ่ง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ประเภทที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เป็นหลักธรรมชาติที่เกิดขึ้นในตัว สร้างขึ้นในตัว รู้ขึ้นในตัว เป็นที่พึ่งของตัวเองจริงๆ เวลาจนตรอกจนมุมฟัดกันตรงนั้น จะเห็น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ขึ้นมาทันที อ๋อ คำว่าตนเป็นที่พึ่งของตนเป็นอย่างนี้เอง อย่างนั้นซิ
เอาล่ะให้พร
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ทำลายวัฏจักร”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
ณ วัดป่าบ้านตาด
ภาวนาพุทธโทแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น หลวงตามหาบัวให้พุทธโทถี่ยิบ
ถ้าจิตออกทางด้านปัญญามันแยกธาตุนะ ต่างกัน จิตออกขั้นปัญญาแล้วไม่ว่าสัตว์ว่าเสือตัวไหนมันจะแยกธาตุไปหมด อันไหนเป็นสัตว์อันไหนเป็นเสือ อะไรเป็นตัว อะไรเป็นแข้งเป็นขา แยกธาตุออกไปแล้วมีแต่ธาตุสี่ดินน้ำลมไฟ กลัวมันอะไร แน่ะ มันก็ไปอย่างนั้นเสีย มันเป็นขั้นๆ จนกระทั่งถึงขั้นอากาศธาตุว่างเปล่าไปหมด ไม่มีสัตว์มีบุคคล กำหนดปั๊บก็ว่างไปหมดเลย สัตว์ที่ไหน ความว่างหรือเป็นสัตว์ แน่ะ เสือที่ไหน ความว่างหรือเป็นเสือ ความว่างก็ความว่างซิจะว่าไงไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่เสือ เป็นบ้าไปอะไร แน่ะ มันก็ไปอย่างนั้นเสีย มันเป็นขั้นๆ นะการพิจารณาทางด้านปัญญา
แต่ยังไงก็ตามใจเด็ด ความตายต้องทิ้งหลัง ทิ้งไว้ทีหลังเลยเอาความจริงออกหน้า เราอยากจะรู้ความจริงเท่านั้น เอาเป็นก็เป็นตายก็ตายขอให้รู้ความจริง ความจริงนี้ไม่ตาย แต่เรื่องความเป็นความตายมันเปลี่ยนของมันไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวตาย เอาถึงความจริง มันจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ตาม เราขอทราบความจริงอันนี้ให้เต็มที่ ใจไม่เคยตายทราบตามความจริง นั่นแหละจะรู้ของจริงขึ้นมาที่ตรงนั้นแหละ ถ้ากลัวตายแล้วไม่มีทาง ถ้าตายได้ขวางหน้าแล้วไปไม่รอดนะ ต้องเอาความจริงขวางหน้าซิ
ความจริงจับความจริงปั๊บนี่ เอ้า เป็นกับตายเราอยากทราบแต่ความจริงเท่านั้น เอ้าทุกข์นี่จะทุกข์ถึงไหน จะตามความจริงของทุกข์นี้ อะไรเป็นทุกข์จะตามความจริงของทุกข์นี้ หนังหรือเป็นทุกข์ เนื้อหรือเป็นทุกข์ กระดูกหรือเป็นทุกข์ ตับไตไส้พุงหรือเป็นทุกข์ ดูอะไรเขาก็มีตั้งแต่วันเกิด ทุกข์เพิ่งเกิดมาเดี๋ยวนี้จะเป็นอันเดียวกันได้ยังไง มันแยกอย่างนั้นซิ แยกดูนั้นแยกดูนี้ ใจเป็นทุกข์ ถ้าว่าใจเป็นทุกข์ ทุกข์นี่เพิ่งเกิดใจมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมจะเป็นอันเดียวกันได้ยังไง ถ้าหากว่าใจเป็นทุกข์ ทุกข์ดับไปใจต้องดับด้วยซิ ร่างกายทุกส่วนที่ว่าเป็นทุกข์ถ้าทุกข์ดับไปอันนี้ก็ต้องดับไปด้วยถ้าเป็นอันเดียวกัน แต่นี้ไม่ใช่เป็นอันเดียวกันมันหาเรื่องอะไร ยอกย้อนดูไม่ถอย
เวลาทุกข์มากเท่าไรสติปัญญาต้องหมุนติ้วอยู่เฉยๆ ไม่ได้นะ หมุนหาทางออก สักเดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมาผึงๆ คนเราเวลาจนตรอกนั่นแหละเป็นเวลาที่มีความฉลาด ฉลาดตรงนั้นนะ ท่านว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน นอกนี้ก็มีเป็นธรรมดา คนเราส่วนมากหวังพึ่งผู้อื่นนั่นแหละ พึ่งตัวเองไม่ค่อยสนใจ เด็กก็พึ่งผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็พึ่งเด็ก จนกระทั่งวันตายก็หวังพึ่งกันอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นอตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ประเภทหนึ่ง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ประเภทที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เป็นหลักธรรมชาติที่เกิดขึ้นในตัว สร้างขึ้นในตัว รู้ขึ้นในตัว เป็นที่พึ่งของตัวเองจริงๆ เวลาจนตรอกจนมุมฟัดกันตรงนั้น จะเห็น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ขึ้นมาทันที อ๋อ คำว่าตนเป็นที่พึ่งของตนเป็นอย่างนี้เอง อย่างนั้นซิ
เอาล่ะให้พร
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ทำลายวัฏจักร”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
ณ วัดป่าบ้านตาด