ผมในที่นี้ หมายถึงผู้เขียนคุณกฤช เหลือลมัย
เดี๋ยวนี้ ถ้าเปิดหม้อร้านที่ขายปลาทูซาเตี๊ยะในสมุทรสงคราม ก็จะพบปลาทูที่ต้มในซีอิ๊ว น้ำมะขามเปียก น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวเป็นน้ำตาลไหม้ น้ำปลา ท่อนอ้อย กระเทียม บางเจ้าใส่มันหมูด้วย โดยต้มนานข้ามวันข้ามคืน จนก้างกลางและหัวปลาเปื่อย เคี้ยวกินไปได้ทั้งตัวเลยทีเดียว มีรสชาติหวานนำ เค็มตาม เปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งสำรับแบบนี้ ทั้งความรับรู้จากคำบอกเล่า และทั้งสูตรในหนังสือ ย่อมจะเข้าใจตรงกันแทบทั้งประเทศ ว่าคือ “ปลาทูต้มเค็มหวาน” นั่นเอง
เวลากิน จะกินเปล่า ๆ กับข้าวสวยไปเลย หรือซอยหอมแดง พริกขี้หนู บีบมะนาวโรยหน้าเสียหน่อยก็อร่อยแบบแซ่บ ๆ ได้อย่างง่าย ๆ
ปลาทูต้มเค็มหวานแบบนี้ มีปรากฏในตำราอาหารไทยทั่วไป และคงมีส่วนผสมเครื่องปรุงที่ไม่ตายตัวมาแต่เดิมแล้ว เพราะมีทั้งที่ใส่หอมแดงบ้าง กระเทียมบ้าง รสชาติก็แล้วแต่บ้านไหนชอบกินยังไง ผมลองถามแม่ผม ซึ่งเดิมเป็นคนอัมพวา ก็ว่าเคยกินมาตั้งแต่เด็ก ๆ มักรองก้นหม้อด้วยท่อนอ้อย บางบ้านก็ใส่ขิงด้วย ซึ่งก็จะทำให้มีกลิ่นหอมขิงขึ้นมา บ้านไหนชอบให้ออกเปรี้ยว ก็ใส่มะขามเปียกเข้าไปเท่านั้นเอง เรียกว่าไม่มีสูตรเฉพาะอย่างที่คนเดี๋ยวนี้ชอบอาศัยเอามาจำแนกแยกแยะชนิดประเภทของอาหารเอาเลยแหละ
เช่น ถ้าใช้เรื่องซาเตี๊ยะเป็นเกณฑ์ เราก็จะพบคำ “พยายามอธิบาย” เต็มไปหมดเลย เช่น ซาเตี๊ยะมี 3 รส ส่วนปลาทูต้มเค็มไม่มีรสหวาน ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมว่าถ้าคิดจะอธิบายเพียงแค่นี้ มันดูง่ายเกินไป แถมฟังไม่ขึ้นเอาเลยจริง ๆ
“ซาเตี๊ยะ”
ฟังจากเสียง คำนี้ต้องเป็นคำจีนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันก็มีหลายข้อสันนิษฐานอีก เช่น บทความของกิเลน ประลองเชิง ในไทยรัฐออนไลน์ เมื่อปลายปี 2560 อ้างถึงคำบอกเล่าของเจ้าของร้านอาหารจินดาที่เมืองสมุทรสงครามว่า
ที่จริงคำนี้ต้องออกเสียงว่า “ตาเตี๊ยะ” เป็นคำจีนฮกเกี้ยน หมายถึงการปรุงอาหารแบบมีน้ำขลุกขลิกแค่ติดก้นกระทะ ต่อมาอยู่ดี ๆ ก็เกิดเพี้ยนเสียงเป็นซาเตี๊ยะไป
อีกสายหนึ่งอธิบายว่า
อาจเป็นคำจีนแต้จิ๋ว 三鼎 ซา = สาม, เตี๊ยะ = ลังนึ่ง ซาเตี๊ยะจึงอาจหมายถึงสามลังนึ่ง หรือลังนึ่งที่มี 3 ชั้นก็ได้ แทบจะเข้าเค้าอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อมาคิดว่า สูตรปลาทูซาเตี๊ยะมักจะใช้ปลาสด ก็ต้องมาตั้งต้นสืบหากันต่อไปอีกจนได้
มีข้อสังเกตที่อยากชวนให้ช่วยกันค้นอีกครับ คือคำว่า “ปลาทูซาเตี๊ยะ” นี้ น่าคิดว่าเก่าแค่ไหน ผมเองยังไม่พบในตำราอาหารเก่า ๆ เล่มใดเลย แถมที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งดูเป็นปริศนา ก็คือแม้แต่ใน ตำรับอาหารเมืองสมุทรสงคราม ที่รวบรวมโดยคนพื้นเพแม่กลองของแท้อย่าง คุณอารีย์ นักดนตรี (ตีพิมพ์ พ.ศ. 2545) ซึ่งเธอได้อุทิศคำประณามพจน์
(ประณามพจน์ หมายถึง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการน้อมไหว้ครูบาอาจารย์เป็นต้น เป็นบทเริ่มของคำประพันธ์ที่แต่งเป็นเรื่องยาว ๆ)พรรณนาแด่ปลาทูแม่กลองและนานาสูตรอร่อยที่เกี่ยวข้องไว้อย่างยืดยาว ตั้งแต่ น. 27-49 นั้น ก็ไม่ปรากฏมีคำว่าซาเตี๊ยะออกจากปลายปากกาของคุณอารีย์เธอเลยแม้แต่คำเดียว
ผมเคยกินปลาทูต้มเค็มหวานมาแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ พออยากจะลองทำซาเตี๊ยะดูสักหม้อ ก็เลยลองผสมสูตรที่เล่ามาแต่แรกให้คละ ๆ กัน คือ ผมใช้เครื่องปรุงน้อยมาก นอกจากปลาทูสด ก็มีกระเทียม ขิงแก่ฝาน น้ำตาลมะพร้าว น้ำส้มสายชูหมัก น้ำปลา ซีอิ๊วดำเค็ม และพริกขี้หนูแดง เท่านั้นเอง
เริ่มทำโดยต้มน้ำในหม้อ พอเดือดก็ใส่กระเทียม พริก ขิง เกลือ ตามด้วยปลาทู จากนั้นลดไฟให้ค่อนข้างอ่อน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้ม ซีอิ๊วอย่างละนิดละหน่อย ต้มเคี่ยวไปนานราว 2 ชั่วโมง คอยเติมน้ำ อย่าให้งวดแห้ง
ด้วยเวลาเท่านี้ ก้างกลางจะไม่เปื่อยหรอกครับ แต่เนื้อปลายังไม่แข็งมาก สีสันและรสชาติจะอ่อนๆ ไม่เข้มข้นเหมือนปลาทูต้มเค็มหวานทั่วไป ประกอบกับเราใส่ขิง จึงดูมีกลิ่นเป็น “จีน ๆ” หน่อย
จะเรียกปลาทูต้มหม้อนี้ว่า “ซาเตี๊ยะ” ก็ย่อมไม่ผิด แต่อย่าลืมช่วยกันสืบเรื่องนี้ต่อด้วยนะครับ...
ที่มาภาพ
ที่มาเรื่อง
“ปลาทูซาเตี๊ยะ” สำรับต้นตำรับแห่งแม่กลอง เหตุใดจึงเรียกว่าซาเตี๊ยะ
เดี๋ยวนี้ ถ้าเปิดหม้อร้านที่ขายปลาทูซาเตี๊ยะในสมุทรสงคราม ก็จะพบปลาทูที่ต้มในซีอิ๊ว น้ำมะขามเปียก น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวเป็นน้ำตาลไหม้ น้ำปลา ท่อนอ้อย กระเทียม บางเจ้าใส่มันหมูด้วย โดยต้มนานข้ามวันข้ามคืน จนก้างกลางและหัวปลาเปื่อย เคี้ยวกินไปได้ทั้งตัวเลยทีเดียว มีรสชาติหวานนำ เค็มตาม เปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งสำรับแบบนี้ ทั้งความรับรู้จากคำบอกเล่า และทั้งสูตรในหนังสือ ย่อมจะเข้าใจตรงกันแทบทั้งประเทศ ว่าคือ “ปลาทูต้มเค็มหวาน” นั่นเอง
เวลากิน จะกินเปล่า ๆ กับข้าวสวยไปเลย หรือซอยหอมแดง พริกขี้หนู บีบมะนาวโรยหน้าเสียหน่อยก็อร่อยแบบแซ่บ ๆ ได้อย่างง่าย ๆ
ปลาทูต้มเค็มหวานแบบนี้ มีปรากฏในตำราอาหารไทยทั่วไป และคงมีส่วนผสมเครื่องปรุงที่ไม่ตายตัวมาแต่เดิมแล้ว เพราะมีทั้งที่ใส่หอมแดงบ้าง กระเทียมบ้าง รสชาติก็แล้วแต่บ้านไหนชอบกินยังไง ผมลองถามแม่ผม ซึ่งเดิมเป็นคนอัมพวา ก็ว่าเคยกินมาตั้งแต่เด็ก ๆ มักรองก้นหม้อด้วยท่อนอ้อย บางบ้านก็ใส่ขิงด้วย ซึ่งก็จะทำให้มีกลิ่นหอมขิงขึ้นมา บ้านไหนชอบให้ออกเปรี้ยว ก็ใส่มะขามเปียกเข้าไปเท่านั้นเอง เรียกว่าไม่มีสูตรเฉพาะอย่างที่คนเดี๋ยวนี้ชอบอาศัยเอามาจำแนกแยกแยะชนิดประเภทของอาหารเอาเลยแหละ
เช่น ถ้าใช้เรื่องซาเตี๊ยะเป็นเกณฑ์ เราก็จะพบคำ “พยายามอธิบาย” เต็มไปหมดเลย เช่น ซาเตี๊ยะมี 3 รส ส่วนปลาทูต้มเค็มไม่มีรสหวาน ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมว่าถ้าคิดจะอธิบายเพียงแค่นี้ มันดูง่ายเกินไป แถมฟังไม่ขึ้นเอาเลยจริง ๆ
“ซาเตี๊ยะ”
ฟังจากเสียง คำนี้ต้องเป็นคำจีนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันก็มีหลายข้อสันนิษฐานอีก เช่น บทความของกิเลน ประลองเชิง ในไทยรัฐออนไลน์ เมื่อปลายปี 2560 อ้างถึงคำบอกเล่าของเจ้าของร้านอาหารจินดาที่เมืองสมุทรสงครามว่า ที่จริงคำนี้ต้องออกเสียงว่า “ตาเตี๊ยะ” เป็นคำจีนฮกเกี้ยน หมายถึงการปรุงอาหารแบบมีน้ำขลุกขลิกแค่ติดก้นกระทะ ต่อมาอยู่ดี ๆ ก็เกิดเพี้ยนเสียงเป็นซาเตี๊ยะไป
อีกสายหนึ่งอธิบายว่าอาจเป็นคำจีนแต้จิ๋ว 三鼎 ซา = สาม, เตี๊ยะ = ลังนึ่ง ซาเตี๊ยะจึงอาจหมายถึงสามลังนึ่ง หรือลังนึ่งที่มี 3 ชั้นก็ได้ แทบจะเข้าเค้าอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อมาคิดว่า สูตรปลาทูซาเตี๊ยะมักจะใช้ปลาสด ก็ต้องมาตั้งต้นสืบหากันต่อไปอีกจนได้
มีข้อสังเกตที่อยากชวนให้ช่วยกันค้นอีกครับ คือคำว่า “ปลาทูซาเตี๊ยะ” นี้ น่าคิดว่าเก่าแค่ไหน ผมเองยังไม่พบในตำราอาหารเก่า ๆ เล่มใดเลย แถมที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งดูเป็นปริศนา ก็คือแม้แต่ใน ตำรับอาหารเมืองสมุทรสงคราม ที่รวบรวมโดยคนพื้นเพแม่กลองของแท้อย่าง คุณอารีย์ นักดนตรี (ตีพิมพ์ พ.ศ. 2545) ซึ่งเธอได้อุทิศคำประณามพจน์(ประณามพจน์ หมายถึง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการน้อมไหว้ครูบาอาจารย์เป็นต้น เป็นบทเริ่มของคำประพันธ์ที่แต่งเป็นเรื่องยาว ๆ)พรรณนาแด่ปลาทูแม่กลองและนานาสูตรอร่อยที่เกี่ยวข้องไว้อย่างยืดยาว ตั้งแต่ น. 27-49 นั้น ก็ไม่ปรากฏมีคำว่าซาเตี๊ยะออกจากปลายปากกาของคุณอารีย์เธอเลยแม้แต่คำเดียว
ผมเคยกินปลาทูต้มเค็มหวานมาแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ พออยากจะลองทำซาเตี๊ยะดูสักหม้อ ก็เลยลองผสมสูตรที่เล่ามาแต่แรกให้คละ ๆ กัน คือ ผมใช้เครื่องปรุงน้อยมาก นอกจากปลาทูสด ก็มีกระเทียม ขิงแก่ฝาน น้ำตาลมะพร้าว น้ำส้มสายชูหมัก น้ำปลา ซีอิ๊วดำเค็ม และพริกขี้หนูแดง เท่านั้นเอง
เริ่มทำโดยต้มน้ำในหม้อ พอเดือดก็ใส่กระเทียม พริก ขิง เกลือ ตามด้วยปลาทู จากนั้นลดไฟให้ค่อนข้างอ่อน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้ม ซีอิ๊วอย่างละนิดละหน่อย ต้มเคี่ยวไปนานราว 2 ชั่วโมง คอยเติมน้ำ อย่าให้งวดแห้ง
ด้วยเวลาเท่านี้ ก้างกลางจะไม่เปื่อยหรอกครับ แต่เนื้อปลายังไม่แข็งมาก สีสันและรสชาติจะอ่อนๆ ไม่เข้มข้นเหมือนปลาทูต้มเค็มหวานทั่วไป ประกอบกับเราใส่ขิง จึงดูมีกลิ่นเป็น “จีน ๆ” หน่อย
จะเรียกปลาทูต้มหม้อนี้ว่า “ซาเตี๊ยะ” ก็ย่อมไม่ผิด แต่อย่าลืมช่วยกันสืบเรื่องนี้ต่อด้วยนะครับ...
ที่มาภาพ
ที่มาเรื่อง