คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
โอเคครับ เราทักทายกันพอประมาณแล้ว
เรามาวางแผนกันเลยครับ โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดกันครับ
(ข้อมูลที่คุณตอบเม้นย่อยความเห็นอื่นๆ ผมก็เห็นแล้ว)
.
ก่อนอื่นผมอยากให้คุณรู้ว่าสิ่งที่น้องแสดงออกทั้งหมด
คือ ทั้งความก้าวร้าวหรือแนวคิดที่ว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีค่า
.

.
ตอนเด็กๆ เขาถูกกระทำโดยที่เขาตัวเล็กนิดเดียวและสู้ไม่ได้
พอโตขึ้น มีแรงมากขึ้น สมองจึงสร้างเกราะป้องกันขึ้นมาว่า
"ฉันจะไม่ยอมเป็นเหยื่ออีก ใครข้ามเส้น ฉันจะตอบโต้ให้หนัก"
การตะคอกหรือการถูกเข้าใจผิด มันไปเปิดสวิตช์
"ความรู้สึกไร้ค่าและไม่ปลอดภัย"
ในอดีตของเขาครับ เขาจึงเกรี้ยวกราดเพื่อปกป้องตัวเอง
.
ส่วนเรื่องยาที่น้องกินอยู่ (Risperidone)
เป็นยาที่ช่วยคุมความก้าวร้าวและอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดได้ดี
การที่น้องกินยาเป๊ะมากเป็นเรื่องที่ดี
แต่ความจริงคือยาปรับสารเคมีในสมองให้เขาเบรกอารมณ์ดีขึ้น
.
แต่ยาไม่สามารถลบความทรงจำเลวร้าย
หรือเปลี่ยนแนวคิด (Mindset) ที่ฝังรากมานานได้ ครับ
.
แต่มีจุดนึงที่น่าสนใจและอยากฝากคุณไว้ คือ
.

.
ถ้าน้องเดินเข้าไปด้วยท่าทีปกติ
ตอบคำถามได้ เช่น นอนหลับไหม หงุดหงิดไหม
หมอก็อาจปรับยาตามอาการหน้างานเพื่อคุมอารมณ์ก่อน
ซึ่งยา Risperidone ที่น้องกิน ก็ช่วยเบรกอารมณ์ก้าวร้าวได้ดีครับ
.

.
สิ่งเหล่านี้มันบ่งบอกว่า
ปัญหามันลึกกว่าเรื่องสมาธิสั้นหรือแค่อารมณ์แปรปรวน
แต่มันมีเรื่องของบาดแผลในใจ (Trauma)
และระบบความคิดที่เริ่มอันตรายต่อคนรอบข้าง
ซึ่งลำพังยาอย่างเดียวเปลี่ยนความคิดตรงนี้ไม่ได้
ต้องอาศัยการทำจิตบำบัดร่วมด้วย
.
ก่อนไปพบคุณหมอในนัดครั้งต่อไป
ผมแนะนำให้ใช้วิธีเขียนโน้ตยื่นให้หมอ
คือ แทนที่จะไปแย่งกันเล่าในห้องตรวจ
แนะนำให้คุณหรือพี่ชายเขียนพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง
โดยเน้นเรื่องความคิดแปลกๆ การตบหน้าตัวเอง
และคำพูดอยากทำร้ายคนอื่น ใส่กระดาษโน้ตสั้นๆ
แล้วยื่นยื่นให้คุณหมออ่านตอนเข้าตรวจเลยครับ
วิธีนี้จะทำให้คุณหมอเห็นภาพรวมที่แท้จริง
และประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้นในเวลาที่จำกัด
.
ส่วนเรื่องจัดการพฤติกรรมและความปลอดภัย
ผมขอแนะนำ 3 ข้อครับ
.
1. ในเมื่อเรารู้แล้วว่าน้องจะระเบิดเมื่อถูก
"เสียงดัง/ตะคอก" หรือ "ถูกเข้าใจผิด"
ดังนั้นกฎเหล็กของบ้านคือคุยกันด้วยน้ำเสียงปกติเสมอครับ
.
และถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น
ต้องให้พื้นที่เขาอธิบายความรู้สึกตัวเอง
โดยที่เราไม่พูดแทรกหรือรีบสั่งสอน
การที่เขารู้สึกว่ามีคนฟังและพยายามเข้าใจเขาจริงๆ
จะช่วยลดความก้าวร้าวลงได้มหาศาลครับ
.
2.ที่น้องชอบวาดรูปดิจิทัลอาร์ต
ถือเป็นช่องทางระบายออกที่ดีมากๆๆๆ
สนับสนุนให้สุดทางเลยครับ
เวลาเขาโกรธโลก โกรธระบบ หรือหงุดหงิดใครมา
แนะนำให้เขาระบายความรุนแรงหรือจินตนาการนั้น
ลงในงานออกแบบตัวละครเลยครับ
ให้ตัวละครไปสู้กันในจอแทน
นี่คืองานศิลปะบำบัดชั้นดีที่เขาทำได้ด้วยตัวเอง
.
3. ผมขอไฮไลต์ในรูปครับ
.

.

.
ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าคลินิกเอกชนมากครับ
(จะไปเอกชนก็ได้ครับ แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะสูง)
อาจจะต้องรอคิวนานหน่อย แต่คุ้มค่าแน่นอน
.
และที่สำคัญ นัดครั้งหน้าต้องเล่าเรื่องที่น้อง
อ่านนิยายแล้วหัวเราะร้องไห้
รวมถึงประโยคที่ว่า "ถ้าจะทำ ไปทำคนอื่นดีกว่า"
ให้หมอฟังด้วยนะครับ
เพื่อที่หมอจะได้ประเมินคนไข้ได้แม่นยำขึ้น
.
สุดท้ายนี้ เป้าหมายที่คุณและครอบครัวตั้งไว้ว่า
แค่ให้น้องเรียนร่วมกับคนอื่นได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง
เป็นเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงแล้วครับ
ไม่ต้องไปกดดันให้น้อง
กลับมาเป็นเด็ก ปกติ ตามนิยามของสังคมหรอกครับ
.
การที่เด็กคนนึงผ่านความเจ็บปวดมาขนาดนี้
แล้วยังบประคองตัวเองให้วาดรูปที่เขารักต่อไปได้
นั่นก็คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขาและของครอบครัวแล้วครับ
.
ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีครับ
.
เรามาวางแผนกันเลยครับ โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดกันครับ
(ข้อมูลที่คุณตอบเม้นย่อยความเห็นอื่นๆ ผมก็เห็นแล้ว)
.
ก่อนอื่นผมอยากให้คุณรู้ว่าสิ่งที่น้องแสดงออกทั้งหมด
คือ ทั้งความก้าวร้าวหรือแนวคิดที่ว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีค่า
.

.
ตอนเด็กๆ เขาถูกกระทำโดยที่เขาตัวเล็กนิดเดียวและสู้ไม่ได้
พอโตขึ้น มีแรงมากขึ้น สมองจึงสร้างเกราะป้องกันขึ้นมาว่า
"ฉันจะไม่ยอมเป็นเหยื่ออีก ใครข้ามเส้น ฉันจะตอบโต้ให้หนัก"
การตะคอกหรือการถูกเข้าใจผิด มันไปเปิดสวิตช์
"ความรู้สึกไร้ค่าและไม่ปลอดภัย"
ในอดีตของเขาครับ เขาจึงเกรี้ยวกราดเพื่อปกป้องตัวเอง
.
ส่วนเรื่องยาที่น้องกินอยู่ (Risperidone)
เป็นยาที่ช่วยคุมความก้าวร้าวและอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ดได้ดี
การที่น้องกินยาเป๊ะมากเป็นเรื่องที่ดี
แต่ความจริงคือยาปรับสารเคมีในสมองให้เขาเบรกอารมณ์ดีขึ้น
.
แต่ยาไม่สามารถลบความทรงจำเลวร้าย
หรือเปลี่ยนแนวคิด (Mindset) ที่ฝังรากมานานได้ ครับ
.
แต่มีจุดนึงที่น่าสนใจและอยากฝากคุณไว้ คือ
.

.
ถ้าน้องเดินเข้าไปด้วยท่าทีปกติ
ตอบคำถามได้ เช่น นอนหลับไหม หงุดหงิดไหม
หมอก็อาจปรับยาตามอาการหน้างานเพื่อคุมอารมณ์ก่อน
ซึ่งยา Risperidone ที่น้องกิน ก็ช่วยเบรกอารมณ์ก้าวร้าวได้ดีครับ
.

.
สิ่งเหล่านี้มันบ่งบอกว่า
ปัญหามันลึกกว่าเรื่องสมาธิสั้นหรือแค่อารมณ์แปรปรวน
แต่มันมีเรื่องของบาดแผลในใจ (Trauma)
และระบบความคิดที่เริ่มอันตรายต่อคนรอบข้าง
ซึ่งลำพังยาอย่างเดียวเปลี่ยนความคิดตรงนี้ไม่ได้
ต้องอาศัยการทำจิตบำบัดร่วมด้วย
.
ก่อนไปพบคุณหมอในนัดครั้งต่อไป
ผมแนะนำให้ใช้วิธีเขียนโน้ตยื่นให้หมอ
คือ แทนที่จะไปแย่งกันเล่าในห้องตรวจ
แนะนำให้คุณหรือพี่ชายเขียนพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง
โดยเน้นเรื่องความคิดแปลกๆ การตบหน้าตัวเอง
และคำพูดอยากทำร้ายคนอื่น ใส่กระดาษโน้ตสั้นๆ
แล้วยื่นยื่นให้คุณหมออ่านตอนเข้าตรวจเลยครับ
วิธีนี้จะทำให้คุณหมอเห็นภาพรวมที่แท้จริง
และประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้นในเวลาที่จำกัด
.
ส่วนเรื่องจัดการพฤติกรรมและความปลอดภัย
ผมขอแนะนำ 3 ข้อครับ
.
1. ในเมื่อเรารู้แล้วว่าน้องจะระเบิดเมื่อถูก
"เสียงดัง/ตะคอก" หรือ "ถูกเข้าใจผิด"
ดังนั้นกฎเหล็กของบ้านคือคุยกันด้วยน้ำเสียงปกติเสมอครับ
.
และถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น
ต้องให้พื้นที่เขาอธิบายความรู้สึกตัวเอง
โดยที่เราไม่พูดแทรกหรือรีบสั่งสอน
การที่เขารู้สึกว่ามีคนฟังและพยายามเข้าใจเขาจริงๆ
จะช่วยลดความก้าวร้าวลงได้มหาศาลครับ
.
2.ที่น้องชอบวาดรูปดิจิทัลอาร์ต
ถือเป็นช่องทางระบายออกที่ดีมากๆๆๆ
สนับสนุนให้สุดทางเลยครับ
เวลาเขาโกรธโลก โกรธระบบ หรือหงุดหงิดใครมา
แนะนำให้เขาระบายความรุนแรงหรือจินตนาการนั้น
ลงในงานออกแบบตัวละครเลยครับ
ให้ตัวละครไปสู้กันในจอแทน
นี่คืองานศิลปะบำบัดชั้นดีที่เขาทำได้ด้วยตัวเอง
.
3. ผมขอไฮไลต์ในรูปครับ
.

.

.
ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าคลินิกเอกชนมากครับ
(จะไปเอกชนก็ได้ครับ แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะสูง)
อาจจะต้องรอคิวนานหน่อย แต่คุ้มค่าแน่นอน
.
และที่สำคัญ นัดครั้งหน้าต้องเล่าเรื่องที่น้อง
อ่านนิยายแล้วหัวเราะร้องไห้
รวมถึงประโยคที่ว่า "ถ้าจะทำ ไปทำคนอื่นดีกว่า"
ให้หมอฟังด้วยนะครับ
เพื่อที่หมอจะได้ประเมินคนไข้ได้แม่นยำขึ้น
.
สุดท้ายนี้ เป้าหมายที่คุณและครอบครัวตั้งไว้ว่า
แค่ให้น้องเรียนร่วมกับคนอื่นได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง
เป็นเป้าหมายที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงแล้วครับ
ไม่ต้องไปกดดันให้น้อง
กลับมาเป็นเด็ก ปกติ ตามนิยามของสังคมหรอกครับ
.
การที่เด็กคนนึงผ่านความเจ็บปวดมาขนาดนี้
แล้วยังบประคองตัวเองให้วาดรูปที่เขารักต่อไปได้
นั่นก็คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขาและของครอบครัวแล้วครับ
.
ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีครับ
.
แสดงความคิดเห็น
ขอคำเเนะนำเรื่องหลานชายอายุ 16ปี
น้องเขาจะเรียกตัวเองว่าเกย์ออกสาวค่ะ คือเเต่งหญิงไว้ผมยาวสวมชุดโป๋ๆ
ทีนี้เรื่องที่เราเเละพี่ชายเป็นห่วงคือ น้องเขามีเเนวคิดประหลาดๆค่ะ คือต้องเท้าความไว้ก่อนว่า น้องเชาชอบใช้กำลังเเละคำด่าหยาบคายใส่ครูที่โรงเรียนเเละเพื่อนในห้องทุกครั้งที่มีปัญหา
อาทิเช่น : ปาเก้าอี้ไม้ใส่เพื่อน ด่าเพื่อนผู้หญิงว่า ลูกกระ....เพราะมาบังคับให้เปิดไฟในห้อง(โดนใช้บ่อย) ประมาณนี้ค่ะ เคยถีบครู เพราะพูดจายอกย้อนตัวเขาค่ะ เเละก็เคยตบหน้าเพื่อนสามครั้งเพราะมาบูลลี่เพศสภาพเขา
เเต่ทุกอย่างเริ่มมาจากพฤติกรรมของคนอื่นที่เหมือนจะบังคับให้เขาอยู่ในสังคม ยอมรับกฎหมู่ หรือเคารพครูค่ะ
น้องเขาเคยโดนเเม่ของเขา(พี่สะใภ้)ใช้ความรุนเเรงในวัยเด็ก ทำการบ้านไม่ได้ก็ตี หนักสุดโดนปาของเเข็งใส่เกือบโดนตา โดนด่าว่าไม่น่าให้เกิดมา ส่วนทางฝั่งพี่ชาย(พ่อน้องเขา) ก็พยายามห้าม
เเละปัญหาที่โรงเรียนคือตอนประถม เคยโดนเพื่อนในห้องใส่ร้ายว่ากดชักโครกเล่นจนน้ำเสีย ทั้งๆที่เป็นฝีมือรุ่นพี่ เเต่ครูไม่เชื่อบีบเเก้มน้องเเรงๆเเละให้เพื่อนในห้องทุกคนโห่ว่าไล่ออกๆ
ทำให้ปัจจุบันน้องเขาไม่เชื่อใจอาชีพที่เรียดตัวเองว่าครูเลยค่ะ
ปัจจุบัน : พี่สะใภ้เริ่มปรับปรุงตัวเเละเปลี่ยนไปเเล้วค่ะ เเต่เหมือนว่าน้องเขาจะเสพติดการใช้ความรุนเเรงไปเเล้ว
โดยเเนวคิดของเขาที่เราเคยคุยด้วยคือ : 1 เหยียดผู้ชายเเละเชิดชูผู้หญิง 2.ชีวิตมนุษย์ไม่มีค่า
อย่างที่สองหนักสุดเพราะเเนวคิดนี้เค้าเลยไม่รู้สึกอะไรเมื่อไปตบหน้าเพื่อน หรือทำอะไรรุนเเรง เพราะให่เหตุผลว่า ตบเเล้ว โลกถูกทำลายไหม กาเเล็คซี่ทางช้างเผือกมีอะไรเปลี่ยนไหม ก็ไม่ เค้าเลยงงๆว่าทำไมคนที่โดนตบชอบทำเหมือนตัวเองสำคัญมาก พอคุยเรื่องนี้
เเล้วน้องเค้าก็ตบหน้าตัวเองกลับ เเล้วบอกเราว่า เห็นไหม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
น้องเขาเคยพบจิตเเพทย์ค่ะ เเต่กินยาเเล้วเขาก็ไม่หาย เราเคยเเนะนำพี้ชายว่าลองจิตบำบัดดูไหมเพราะปัญหาดูเหมือนเป็นเเนวคิด ไม่ใช่สารเคมีในสมองอย่างเดียว
เเต่พี่ชายเขาติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายนี่เเหล่ะค่ะ
ล่าสุดมีปัญหากับครูคณิตศาสตร์ จ้ำจี้จ้ำใช้เรื่องส่งงาน คือน้องเขาส่งงานตามที่ครูบอกเป้ะ เเต่ครูเขาอยากให้น้องเขาวางมุมนี้ ทำเเบบนี้น้องเค้าปรี้ดเเตกด่าครูว่าไอ้animal เเล้วถีบกระจกเเตกโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะบาดเจ็บไหม
เพื่อนๆชาวpantip คิดว่าอย่างไรกันบ้างคะ ควรทำยังไงดี
ผลการเรียนน้องดีนะคะ ส่งงานครบเรียบร้อย เเต่มีเพื่อนเเค่คนเดียวเป็นผู้หญิง เเต่น้องมีปัญหาเรื่องระบบอาวุโสกับคนทำอาชีพครูมากๆเลยค่ะ