สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ตอนนี้ เท่าที่ผู้อ่านได้อ่าน เข้าใจได้ว่า ระหว่างสามี-ภรรยา คุณมีปากเสียงใหญ่สุด เพราะคุณเป็นเจ้าของเงิน เจ้าของธุรกิจ
1) เราจะปฏิเสธการรับพ่อแม่สามีมาอยู่ถาวรอย่างไรให้ดูสมเหตุสมผล ในเมื่อพี่น้องทุกคนก็มีที่ทางของตัวเองแต่เลือกจะโยนมาให้เรา? แล้วอ้างด้วยความไม่พร้อมของตัวเอง และเอาคุณธรรมความกตัญญูมาเป็นเกาะป้องกัน ลูกจะต้องดูแลพ่อแม่ไม่อยากให้ไปอยู่สถานพยาบาลไหน
- เอาเงินคุณนี่แหล่ะ ซื้อความสบายใจให้ตัวเอง ให้พ่อแม่สามีไปอยู่บ้านพักคนชรา เลือกที่ไหนก็ตามทุนทรัพย์คุณเลย ใครอยากจะไปเยี่ยมพวกท่านก็ไปเยี่ยม เมื่อท่านป่วย จำเป็นต้องไปรพ. ก็ให้คนที่ไม่ออกเงินนี่แหล่ะ พาไปรพ.ตามสิทธิ์การรักษา คนนึงออกเงิน คนอื่นก็ควรต้องพาพวกท่านไปหาหมอ
- ใครไม่เห็นด้วย ส่งพ่อแม่ไปให้พวกมันเลี้ยงซะ ไม่ใช่เงินก็ไม่ออก แล้วจะไม่ทำเxี้ยอะไรเลย มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
- ใครบังอาจรักษาเกินฐานะ พาไปรพ.เอกชน จงควักเงินจ่ายเอง ไม่ใช่เสร่ออยากให้พ่อแม่รักษาดีๆ แต่ตัวเองไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่าย
คุยกับสามีให้เรียบร้อย ถ้าสามีไม่ยอม เฉดหัวมันออกไปครับ เหนียมกับคนอื่นเยอะ แต่ไม่เกรงใจเรา ถ้าเขาเก่งมากนักก็ไปจัดการ "ขี้ในครอบครัวตัวเอง" เอง
2) ควรพูดยังไงให้สามีเข้าใจว่า "ความกตัญญูที่ถูกต้อง ไม่ควรทำลายความสงบสุขของคู่ชีวิต"? ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเราอดทน เสียสละกับ เรื่องครอบครัวเขาตลอด
- พวกคุณคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก คุณโตมาแบบไม่ได้มีครอบครัว ต้องพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่แรก ส่วนเขาโตมาครอบครัวครบมาตั้งแต่เด็กยันโต พื้นฐานพวกคุณสองคนไม่มีความเหมือนกันเลย จูนกันไม่ติดแน่ๆ
3) ในมุมมองคนนอก เราดูใจดำเกินไปไหมคะที่เราไม่อยากให้พื้นที่ส่วนตัวถูกรุกล้ำในสถานการณ์แบบนี้? ซึ่งเราติดบ้านมาก และรักความเป็นส่วนตัวสุดสุด
- ส่วนตัวผม ถ้าผมไม่ได้รู้สึกรัก-ชอบครอบครัวของคู่ชีวิต (หรือใช้คำว่าเกลียดไปเลยก็ได้มั้ง สำหรับกรณีคุณ) ผมจะไม่ให้พวกเขามายุ่มย่ามที่บ้านตัวเอง ผมเข้าใจคุณนะ
1) เราจะปฏิเสธการรับพ่อแม่สามีมาอยู่ถาวรอย่างไรให้ดูสมเหตุสมผล ในเมื่อพี่น้องทุกคนก็มีที่ทางของตัวเองแต่เลือกจะโยนมาให้เรา? แล้วอ้างด้วยความไม่พร้อมของตัวเอง และเอาคุณธรรมความกตัญญูมาเป็นเกาะป้องกัน ลูกจะต้องดูแลพ่อแม่ไม่อยากให้ไปอยู่สถานพยาบาลไหน
- เอาเงินคุณนี่แหล่ะ ซื้อความสบายใจให้ตัวเอง ให้พ่อแม่สามีไปอยู่บ้านพักคนชรา เลือกที่ไหนก็ตามทุนทรัพย์คุณเลย ใครอยากจะไปเยี่ยมพวกท่านก็ไปเยี่ยม เมื่อท่านป่วย จำเป็นต้องไปรพ. ก็ให้คนที่ไม่ออกเงินนี่แหล่ะ พาไปรพ.ตามสิทธิ์การรักษา คนนึงออกเงิน คนอื่นก็ควรต้องพาพวกท่านไปหาหมอ
- ใครไม่เห็นด้วย ส่งพ่อแม่ไปให้พวกมันเลี้ยงซะ ไม่ใช่เงินก็ไม่ออก แล้วจะไม่ทำเxี้ยอะไรเลย มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
- ใครบังอาจรักษาเกินฐานะ พาไปรพ.เอกชน จงควักเงินจ่ายเอง ไม่ใช่เสร่ออยากให้พ่อแม่รักษาดีๆ แต่ตัวเองไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่าย
คุยกับสามีให้เรียบร้อย ถ้าสามีไม่ยอม เฉดหัวมันออกไปครับ เหนียมกับคนอื่นเยอะ แต่ไม่เกรงใจเรา ถ้าเขาเก่งมากนักก็ไปจัดการ "ขี้ในครอบครัวตัวเอง" เอง
2) ควรพูดยังไงให้สามีเข้าใจว่า "ความกตัญญูที่ถูกต้อง ไม่ควรทำลายความสงบสุขของคู่ชีวิต"? ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเราอดทน เสียสละกับ เรื่องครอบครัวเขาตลอด
- พวกคุณคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก คุณโตมาแบบไม่ได้มีครอบครัว ต้องพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่แรก ส่วนเขาโตมาครอบครัวครบมาตั้งแต่เด็กยันโต พื้นฐานพวกคุณสองคนไม่มีความเหมือนกันเลย จูนกันไม่ติดแน่ๆ
3) ในมุมมองคนนอก เราดูใจดำเกินไปไหมคะที่เราไม่อยากให้พื้นที่ส่วนตัวถูกรุกล้ำในสถานการณ์แบบนี้? ซึ่งเราติดบ้านมาก และรักความเป็นส่วนตัวสุดสุด
- ส่วนตัวผม ถ้าผมไม่ได้รู้สึกรัก-ชอบครอบครัวของคู่ชีวิต (หรือใช้คำว่าเกลียดไปเลยก็ได้มั้ง สำหรับกรณีคุณ) ผมจะไม่ให้พวกเขามายุ่มย่ามที่บ้านตัวเอง ผมเข้าใจคุณนะ
ความคิดเห็นที่ 5
ยื่นคำขาดค่ะ ให้ไปอยู่บ้านอีกหลังนึง เช่าให้ก็ได้ จะเป็นหอพัก อพาร์ทเมนต์ ที่ราคาไม่เป็นภาระ รวมถึงการรักษาพยาบาล เน้นราคาที่ไม่เป็นภาระ สามีสะดวกก็ตามไปดูแลเอง ค่ารักษาพยาบาลก็ต้องพูดให้ชัดว่าคุณสะดวกจ่ายเท่านี้ ถ้าเขาหวังเกินจากนั้น เอาเงินส่วนตัวมาจ่ายเอง
สามีคุณเหมือนคิดเองไม่ค่อยเป็นนะคะ เออออห่อหมกโดยไม่ถามกันก่อนเลย แต่คุณต้องขีดเส้นให้เขาเห็นว่าจุดไหนยอมได้ จุดไหนยอมไม่ได้
สามีคุณเหมือนคิดเองไม่ค่อยเป็นนะคะ เออออห่อหมกโดยไม่ถามกันก่อนเลย แต่คุณต้องขีดเส้นให้เขาเห็นว่าจุดไหนยอมได้ จุดไหนยอมไม่ได้
ความคิดเห็นที่ 45
จากที่คุณเล่า ผมอ่านแล้วหนักใจแทนครับ ปัญหาคุณซับซ้อนมากๆๆๆๆ
ก่อนอื่นขอตอบคำถามที่คุณถามว่า คุณดูใจดำไหม? ผมขอตอบตรงนี้ชัดๆ เลยครับว่าคุณไม่ได้ใจดำเลยครับ การปกป้องพื้นที่ส่วนตัวในชีวิตคู่เป็นเรื่องปกติพื้นฐานของมนุษย์


เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องสามีคุณทีหลังครับ เรามาคุยวิธีรับมือก่อน คุณทำธุรกิจคงรู้ดีว่า
แผนการแก้ปัญหามันมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ปัญหาของคุณ ก็ต้องมีแผนระยะสั้น และ ระยะยาวเช่นเดียวกันครับ
ผมขอเริ่มที่แผนระยะสั้น หรือสิ่งที่เราต้องทำด่วนๆตอนนี้ก่อน และค่อยไปคุยกันเรื่องแผนระยะยยาว หรือสิ่งที่ต้องทำในอนาคตครับ
1. ต้องเบรกแผนย้ายเข้าบ้านแบบหัวชนฝา
คุณต้องคุยกับสามีวันนี้เลยครับว่า แผนดูแลคนละ 10 วันมันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณทำงานอยู่บ้าน 24 ชม. สุดท้ายคุณคือคนรับจบ
วิธีคุย ผมจะพูดถึงอีกทีด้านล่างครับ (ซึ่งอิงหลักจิตวิทยาด้วย) แต่ขอย้ำก่อนว่า

2. ขีดเส้นตายเรื่องงบค่ารักษา
ที่พี่สาวพาพ่อแม่เข้าโรงพยาบาลเอกชนพรีเมียมตามใจชอบ แต่ส่งบิลมาทางนี้ คุณต้องหยุดวงจรนี้ครับ

วิธีคุยเดี๋ยวมีแนะนำให้ด้านล่างครับ
แผนระยะยาว
1. การดึงคนนอก หรือ Outsource มาช่วย
คุณทำธุรกิจอยู่แล้ว คงรู้เรื่องนี้ดี แต่ผมขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของวิธีนี้คือ

เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว คุณก็สามารถพลิกแพลงวิธีต่างๆได้ และไม่หลงทาง หรือ ไม่หลงไปตามคำพูดญาติทางสามีด้วย
โดยส่วนตัว ผมขอแนะนำอย่างนี้ครับ
1.1 ล็อกเป้างบสูงสุดที่คุณจ่ายไหว
ผมคุยเรื่องนี้ไปแล้วครับ แต่ย้ำอีกทีเพราะมันเป็นขั้นแรกในแผนของเรา
1.2 เลือก Outsource ตามอาการของพ่อแม่
จะเลือก Outsource ได้ก็ต้องมีเงินครับ ซึ่งเมื่อเราผ่านขั้นตอนว่าจ่ายไหวเท่าไหร่ ก็ให้เสนอทางเลือกพวกนี้ แทนการย้ายมาอยู่บ้านคุณครับ

โดยบอกพี่สาวว่า (ผมจะเริ่มแนะนำวิธีคุยแล้วนะครับ)
.... "พ่อกับแม่ป่วย ถ้ามาอยู่บ้านเรา ตอนกลางวันเราทำงานหน้าคอม ไม่มีใครเฝ้าดูตลอดเวลาถ้าล้มหรือฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง? การไปอยู่ศูนย์ดูแลมีพยาบาลวิชาชีพดูแล 24 ชั่วโมง มีทำกายภาพบำบัด มีคนทำอาหารให้ ปลอดภัยกว่ามาอยู่บ้านเราเยอะ" ...
ให้คุยประมาณนี้ครับ ปัจจุบันมี Nursing Home ดีๆ บรรยากาศเหมือนรีสอร์ตในราคา 20,000 - 30,000 บาท/เดือน ซึ่งคุมงบได้สบายๆครับ
เลือกเช่าที่พักใกล้หมอ + จ้างคนดูแล
เลือกทางนี้เมื่อ ต้องมาหาหมอที่กรุงเทพฯ บ่อยๆ แต่ไม่อยากอยู่ Nursing Home คือจะมองว่า Nursing Home = ที่พัก + คนดูแลก็ได้ครับ


1.3 ดาวน์เกรดค่ารักษา เพื่อหยุดเลือดไหลจากพรีเมียมเกินฐานะ
ที่พี่สาวพาเข้าโรงพยาบาลเอกชนพรีเมียมบ่อยๆ มันเป็นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นครับ

และหากมีสิทธิบัตรทอง สิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคม ต้องดึงกลับมาใช้เป็นฐานหลัก ไม่ใช่หนีไปพึ่งเอกชนทุกครั้งที่เจ็บป่วยเล็กน้อยครับ

ประเด็นนี้ผมขอไฮไลต์ไว้ในรูปเลยครับว่า

ขั้นที่ 1. ต้องดึงสติสามีด้วยเรื่องปากท้องและธุรกิจเป็นอันดับแรก

เช่นอาจคุยกับสามีว่า "บ้านหลังนี้คือที่พักผ่อน และเป็น 'ที่ทำงาน' ของเราด้วย เราอยู่บ้าน 24 ชั่วโมง เราต้องการสมาธิ ถ้ามีคนอื่นมาอยู่ด้วยถาวร ความเครียดมันจะสะสม งานเราจะพัง ถ้าธุรกิจที่เราสร้างมามันสะดุด รายได้หลักของบ้านหายไป เราจะเอาเงินที่ไหนไปดูแลตัวเราเอง ไม่ต้องพูดถึงการดูแลพ่อแม่เลยนะ"
ส่วนเรื่อง 10 วัน ให้คุยว่า "ที่บอกว่าจะสลับกันดูแลคนละ 10 วัน แต่จริงๆใครคือคนที่ต้องอยู่บ้านกับพ่อแม่ตลอดเวลา? ก็คือเราถูกไหม?
สุดท้ายคนที่ต้องรับจบเป็นพยาบาลจำเป็นก็คือเรา คุณกำลังจะบังคับให้เราแบกรับภาระนี้ไปตลอดชีวิต งั้นเหรอ"

ครอบครัวเขาใช้คำว่ากตัญญูมาแบล็กเมล์ทางความรู้สึก (ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Emotional Blackmail) ทำให้สามีคุณรู้สึกผิดถ้าไม่ช่วย คุณต้องล้างสมองเขาใหม่ครับ
วิธีพูด เช่น
"การดูแลพ่อแม่ตอนป่วยมันดีอยู่แล้ว แต่ความกตัญญู มันต้องไม่เบียดเบียนชีวิตคู่เราซิ ไม่ใช่การพรีเมียมทุกอย่างจนเกินฐานะ แล้วเอาภาระมาโยนให้เราสองคนแบกอยู่ฝ่ายเดียว"

ขั้นที่ 3 ห้ามสามีรับปากทันที

ขั้นสุดท้าย คือ ยื่นคำขาดกัยสามี
ถ้าคุยมาทั้งหมดแล้วเขายังลังเล คุณต้องให้เขารู้ว่าเรื่องนี้กระทบความสัมพันธ์รุนแรงแค่ไหน
โดยอาจพูดว่า "เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เรารู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัยตลอดเวลาได้ ถ้าคุณเลือกที่จะตามใจพี่สาวและเอาพ่อแม่มาอยู่ถาวรจริงๆ เราคงต้องมาทบทวนกันใหม่ว่า ชีวิตคู่ของเราจะเดินต่อไปยังไง เพราะเราแบกรับความเครียดระดับนี้ไม่ไหวจริงๆ"

ปล. ผมขอเสริมวิธีการคุยเพิ่มเติมให้ครับ
ต้องรู้ก่อนว่า.....เป้าหมาย คือ ทำให้อีกฝั่งเห็นว่า คุณสองคนไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ
แต่คุณทำการบ้านมาแล้ว และกำลังเลือก สิ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดให้กับพ่อแม่จริงๆ
เพราะฉะนั้น ห้ามพูดคำต่อไปนี้เด็ดขาดครับ เช่น "เมียไม่ยอม", "ไม่มีเวลาดู", "บ้านเราไม่สะดวก", "เราเหนื่อย", "ไม่อยากให้มาวุ่นวาย"
คำพวกนี้แม้เราจะคิดอยู่จริงๆ แต่เราจะไม่พูดออกมาเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณและสามีดูเป็นตัวร้ายทันที
และให้พูดคำพวกนี้แทนครับ เช่น "เราเป็นห่วงความปลอดภัยของพ่อแม่", "เราอยากให้พ่อแม่อยู่ในมือหมอและพยาบาล", "เราเตรียมงบส่วนนี้ไว้ซัพพอร์ตแล้ว", "เพื่อให้ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด" ฯลฯ
สุดท้ายนี้ ผมขอให้ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ด้วยดีครับ
ก่อนอื่นขอตอบคำถามที่คุณถามว่า คุณดูใจดำไหม? ผมขอตอบตรงนี้ชัดๆ เลยครับว่าคุณไม่ได้ใจดำเลยครับ การปกป้องพื้นที่ส่วนตัวในชีวิตคู่เป็นเรื่องปกติพื้นฐานของมนุษย์


เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องสามีคุณทีหลังครับ เรามาคุยวิธีรับมือก่อน คุณทำธุรกิจคงรู้ดีว่า
แผนการแก้ปัญหามันมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ปัญหาของคุณ ก็ต้องมีแผนระยะสั้น และ ระยะยาวเช่นเดียวกันครับ
ผมขอเริ่มที่แผนระยะสั้น หรือสิ่งที่เราต้องทำด่วนๆตอนนี้ก่อน และค่อยไปคุยกันเรื่องแผนระยะยยาว หรือสิ่งที่ต้องทำในอนาคตครับ
1. ต้องเบรกแผนย้ายเข้าบ้านแบบหัวชนฝา
คุณต้องคุยกับสามีวันนี้เลยครับว่า แผนดูแลคนละ 10 วันมันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณทำงานอยู่บ้าน 24 ชม. สุดท้ายคุณคือคนรับจบ
วิธีคุย ผมจะพูดถึงอีกทีด้านล่างครับ (ซึ่งอิงหลักจิตวิทยาด้วย) แต่ขอย้ำก่อนว่า

2. ขีดเส้นตายเรื่องงบค่ารักษา
ที่พี่สาวพาพ่อแม่เข้าโรงพยาบาลเอกชนพรีเมียมตามใจชอบ แต่ส่งบิลมาทางนี้ คุณต้องหยุดวงจรนี้ครับ

วิธีคุยเดี๋ยวมีแนะนำให้ด้านล่างครับ
แผนระยะยาว
1. การดึงคนนอก หรือ Outsource มาช่วย
คุณทำธุรกิจอยู่แล้ว คงรู้เรื่องนี้ดี แต่ผมขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของวิธีนี้คือ

เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว คุณก็สามารถพลิกแพลงวิธีต่างๆได้ และไม่หลงทาง หรือ ไม่หลงไปตามคำพูดญาติทางสามีด้วย
โดยส่วนตัว ผมขอแนะนำอย่างนี้ครับ
1.1 ล็อกเป้างบสูงสุดที่คุณจ่ายไหว
ผมคุยเรื่องนี้ไปแล้วครับ แต่ย้ำอีกทีเพราะมันเป็นขั้นแรกในแผนของเรา
1.2 เลือก Outsource ตามอาการของพ่อแม่
จะเลือก Outsource ได้ก็ต้องมีเงินครับ ซึ่งเมื่อเราผ่านขั้นตอนว่าจ่ายไหวเท่าไหร่ ก็ให้เสนอทางเลือกพวกนี้ แทนการย้ายมาอยู่บ้านคุณครับ

โดยบอกพี่สาวว่า (ผมจะเริ่มแนะนำวิธีคุยแล้วนะครับ)
.... "พ่อกับแม่ป่วย ถ้ามาอยู่บ้านเรา ตอนกลางวันเราทำงานหน้าคอม ไม่มีใครเฝ้าดูตลอดเวลาถ้าล้มหรือฉุกเฉินขึ้นมาจะทำยังไง? การไปอยู่ศูนย์ดูแลมีพยาบาลวิชาชีพดูแล 24 ชั่วโมง มีทำกายภาพบำบัด มีคนทำอาหารให้ ปลอดภัยกว่ามาอยู่บ้านเราเยอะ" ...
ให้คุยประมาณนี้ครับ ปัจจุบันมี Nursing Home ดีๆ บรรยากาศเหมือนรีสอร์ตในราคา 20,000 - 30,000 บาท/เดือน ซึ่งคุมงบได้สบายๆครับ
เลือกเช่าที่พักใกล้หมอ + จ้างคนดูแล
เลือกทางนี้เมื่อ ต้องมาหาหมอที่กรุงเทพฯ บ่อยๆ แต่ไม่อยากอยู่ Nursing Home คือจะมองว่า Nursing Home = ที่พัก + คนดูแลก็ได้ครับ


1.3 ดาวน์เกรดค่ารักษา เพื่อหยุดเลือดไหลจากพรีเมียมเกินฐานะ
ที่พี่สาวพาเข้าโรงพยาบาลเอกชนพรีเมียมบ่อยๆ มันเป็นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นครับ

และหากมีสิทธิบัตรทอง สิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคม ต้องดึงกลับมาใช้เป็นฐานหลัก ไม่ใช่หนีไปพึ่งเอกชนทุกครั้งที่เจ็บป่วยเล็กน้อยครับ

ประเด็นนี้ผมขอไฮไลต์ไว้ในรูปเลยครับว่า

ขั้นที่ 1. ต้องดึงสติสามีด้วยเรื่องปากท้องและธุรกิจเป็นอันดับแรก

เช่นอาจคุยกับสามีว่า "บ้านหลังนี้คือที่พักผ่อน และเป็น 'ที่ทำงาน' ของเราด้วย เราอยู่บ้าน 24 ชั่วโมง เราต้องการสมาธิ ถ้ามีคนอื่นมาอยู่ด้วยถาวร ความเครียดมันจะสะสม งานเราจะพัง ถ้าธุรกิจที่เราสร้างมามันสะดุด รายได้หลักของบ้านหายไป เราจะเอาเงินที่ไหนไปดูแลตัวเราเอง ไม่ต้องพูดถึงการดูแลพ่อแม่เลยนะ"
ส่วนเรื่อง 10 วัน ให้คุยว่า "ที่บอกว่าจะสลับกันดูแลคนละ 10 วัน แต่จริงๆใครคือคนที่ต้องอยู่บ้านกับพ่อแม่ตลอดเวลา? ก็คือเราถูกไหม?
สุดท้ายคนที่ต้องรับจบเป็นพยาบาลจำเป็นก็คือเรา คุณกำลังจะบังคับให้เราแบกรับภาระนี้ไปตลอดชีวิต งั้นเหรอ"

ครอบครัวเขาใช้คำว่ากตัญญูมาแบล็กเมล์ทางความรู้สึก (ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Emotional Blackmail) ทำให้สามีคุณรู้สึกผิดถ้าไม่ช่วย คุณต้องล้างสมองเขาใหม่ครับ
วิธีพูด เช่น
"การดูแลพ่อแม่ตอนป่วยมันดีอยู่แล้ว แต่ความกตัญญู มันต้องไม่เบียดเบียนชีวิตคู่เราซิ ไม่ใช่การพรีเมียมทุกอย่างจนเกินฐานะ แล้วเอาภาระมาโยนให้เราสองคนแบกอยู่ฝ่ายเดียว"

ขั้นที่ 3 ห้ามสามีรับปากทันที

ขั้นสุดท้าย คือ ยื่นคำขาดกัยสามี
ถ้าคุยมาทั้งหมดแล้วเขายังลังเล คุณต้องให้เขารู้ว่าเรื่องนี้กระทบความสัมพันธ์รุนแรงแค่ไหน
โดยอาจพูดว่า "เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เรารู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัยตลอดเวลาได้ ถ้าคุณเลือกที่จะตามใจพี่สาวและเอาพ่อแม่มาอยู่ถาวรจริงๆ เราคงต้องมาทบทวนกันใหม่ว่า ชีวิตคู่ของเราจะเดินต่อไปยังไง เพราะเราแบกรับความเครียดระดับนี้ไม่ไหวจริงๆ"

ปล. ผมขอเสริมวิธีการคุยเพิ่มเติมให้ครับ
ต้องรู้ก่อนว่า.....เป้าหมาย คือ ทำให้อีกฝั่งเห็นว่า คุณสองคนไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ
แต่คุณทำการบ้านมาแล้ว และกำลังเลือก สิ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดให้กับพ่อแม่จริงๆ
เพราะฉะนั้น ห้ามพูดคำต่อไปนี้เด็ดขาดครับ เช่น "เมียไม่ยอม", "ไม่มีเวลาดู", "บ้านเราไม่สะดวก", "เราเหนื่อย", "ไม่อยากให้มาวุ่นวาย"
คำพวกนี้แม้เราจะคิดอยู่จริงๆ แต่เราจะไม่พูดออกมาเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณและสามีดูเป็นตัวร้ายทันที
และให้พูดคำพวกนี้แทนครับ เช่น "เราเป็นห่วงความปลอดภัยของพ่อแม่", "เราอยากให้พ่อแม่อยู่ในมือหมอและพยาบาล", "เราเตรียมงบส่วนนี้ไว้ซัพพอร์ตแล้ว", "เพื่อให้ได้รับการดูแลที่ดีที่สุด" ฯลฯ
สุดท้ายนี้ ผมขอให้ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ด้วยดีครับ
ความคิดเห็นที่ 8
บอกตรงๆนะ งานนี้ถ้าคุณเลือกจะรักษาหน้าตา คุณจะลำบาก
ให้คุณยืนกรานอยู่บนความใจร้ายไปเลยว่า ฉันไม่ใช่ลูกเขา และนี่บ้านฉัน และไม่อนุญาตให้พ่อแม่สามีมาอยู่ แต่คุณจะช่วนออกค่าดูแลรักษา "ส่วนหนึ่ง"และอีกหลายส่วน ลูกๆเขาต้องออก และส่งพ่อแม่เขาไปอยู่ senior care ที่ดูแลโดย รพ คุณยืนกรานเงื่อนไขเดียวไป ถ้าไม่เอาก็คือไม่มีตัวเลือก พี่น้องเขาต้องไปหาทางแก้ปัญหากันเอง
มันต้องใจร้ายอะ เพราะถ้าคุณถอยเมื่อไหร่ พวกเขาจะใช้คำว่าน้ำใจ มากดดันคุณ ปลายทางคุณจะเป็นคนแบกทั้งหมด อย่ายอมให้ไปถึงวันนั้น เลือกเป็นคนใจร้ายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเองแต่วันนี้เลย
ให้คุณยืนกรานอยู่บนความใจร้ายไปเลยว่า ฉันไม่ใช่ลูกเขา และนี่บ้านฉัน และไม่อนุญาตให้พ่อแม่สามีมาอยู่ แต่คุณจะช่วนออกค่าดูแลรักษา "ส่วนหนึ่ง"และอีกหลายส่วน ลูกๆเขาต้องออก และส่งพ่อแม่เขาไปอยู่ senior care ที่ดูแลโดย รพ คุณยืนกรานเงื่อนไขเดียวไป ถ้าไม่เอาก็คือไม่มีตัวเลือก พี่น้องเขาต้องไปหาทางแก้ปัญหากันเอง
มันต้องใจร้ายอะ เพราะถ้าคุณถอยเมื่อไหร่ พวกเขาจะใช้คำว่าน้ำใจ มากดดันคุณ ปลายทางคุณจะเป็นคนแบกทั้งหมด อย่ายอมให้ไปถึงวันนั้น เลือกเป็นคนใจร้ายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเองแต่วันนี้เลย
ความคิดเห็นที่ 6
ถ้าไม่ให้มา……ก็ให้สามีย้ายออกไปอยู่กับพี่ เพื่อดูแลพ่อแม่ของเค้าค่ะ
จะให้เค้าไปกลับหรือไปพักกับทางโน้นก็แล้วแต่ นี่คือสิ่งที่คุณต้องสละถ้าคุณไม่อยากให้แม่เค้ามาอยู่บ้านคุณ
ส่วนค่าใช้จ่าย ก็ต้องวางเกณฑ์กันให้ชัดเจน ว่าคุณจะจ่ายให้เท่าไหร่? นอกนั้นไม่จ่ายแน่ๆ ถ้าไม่พอ ก็ต้องหาทางเอาเอง คือมันต้องรักษาตามอัตภาพมั้ยอ่ะ?
ยื่นคำขาดว่า…..ไม่สะดวก
อยู่บ้านทั้งวันก็จริง แต่คุณทำงาน ไม่ได้ว่างมาดูแลใคร ถ้าไม่ได้ทำงาน = ไม่มีเงิน
คนผิดน่ะสามีคุณ คือเค้ายินดีให้ครอบครัวเอาเปรียบคุณแหละ
ตอนพ่อสามีเราป่วย ฮีไม่ถามเราซักคำนะว่าจะขอให้พ่อมาอยู่บ้านเราได้มั้ย? ฮีพูดเลยว่า ไม่สะดวก ถ้าพี่สาวฮีไม่เอาไปอยู่ด้วย จะช่วยเช่าห้องให้ใกล้บ้าน และฮีจะไปคอยดูแลบ้าง แต่ไม่สะดวกให้มาอยู่บ้านเดียวกับเรา เราเองก็ทำงานอยู่บ้านเหมือนกันค่ะ
จะให้เค้าไปกลับหรือไปพักกับทางโน้นก็แล้วแต่ นี่คือสิ่งที่คุณต้องสละถ้าคุณไม่อยากให้แม่เค้ามาอยู่บ้านคุณ
ส่วนค่าใช้จ่าย ก็ต้องวางเกณฑ์กันให้ชัดเจน ว่าคุณจะจ่ายให้เท่าไหร่? นอกนั้นไม่จ่ายแน่ๆ ถ้าไม่พอ ก็ต้องหาทางเอาเอง คือมันต้องรักษาตามอัตภาพมั้ยอ่ะ?
ยื่นคำขาดว่า…..ไม่สะดวก
อยู่บ้านทั้งวันก็จริง แต่คุณทำงาน ไม่ได้ว่างมาดูแลใคร ถ้าไม่ได้ทำงาน = ไม่มีเงิน
คนผิดน่ะสามีคุณ คือเค้ายินดีให้ครอบครัวเอาเปรียบคุณแหละ
ตอนพ่อสามีเราป่วย ฮีไม่ถามเราซักคำนะว่าจะขอให้พ่อมาอยู่บ้านเราได้มั้ย? ฮีพูดเลยว่า ไม่สะดวก ถ้าพี่สาวฮีไม่เอาไปอยู่ด้วย จะช่วยเช่าห้องให้ใกล้บ้าน และฮีจะไปคอยดูแลบ้าง แต่ไม่สะดวกให้มาอยู่บ้านเดียวกับเรา เราเองก็ทำงานอยู่บ้านเหมือนกันค่ะ
แสดงความคิดเห็น
เมื่อ "ความกตัญญู" ของครอบครัวสามี กำลังล้ำเส้นพื้นที่ส่วนตัวและความเกรงใจ จนเราเริ่มแบกรับไม่ไหว ควรจัดการอย่างไรดี?
จะให้พ่อแม่ไปอยู่คอนโดเรา ซึ่งตอนนี้ปล่อยเช่าอยู่น่าจะหมดสัญญา อีกไม่กี่เดือน อยู่ใกล้กับบ้านเราและเป็นคอนโดเดียวกับพี่สาวเค้าแค่คนละตึก ใกล้กับที่ทำงานพี่ชาย ถ้าสามีอยากจะไปดูแลก็สามารถไปได้ตลอด กังวนเรื่องคนดูแลก็จ้างพยาบาลมาดูแล 24 ชั่วโมงไปเลย เราบอกว่าส่วนนี้ก็แชร์กันกับพี่น้อง ส่วนค่าคอนโดปกติเราปล่อยเช่า 8500 เราซัพพอร์ตเอง
และอย่างที่ทุกคนพูดค่ะอธิบายไปเค้าไม่เข้าใจ ไม่พอใจกับคำตอบ ตัดพ้อจะให้เค้าทิ้งพ่อแม่เลยใช่ไหม เราไม่ชอบพ่อแม่ขนาดนั้นเลยหรอ เราจึงบอกว่าถ้าเค้า อยากให้มาอยู่เราจะเสียสละกลับไปอยู่คอนโดเอง ซึ่งเค้าเองก็บอกว่าแบบนั้นเค้าไม่สบายใจ จึงยอมรับแล้วบอกว่าจะแบกปัญหาไว้เอง ใจนึงก็สงสารเขา เพราะ แทบไม่เคยขัดใจครอบครัวเลย แต่อ่านคอมเม้นต์จากทุกคนแล้วทำให้เราเข้มแข็งมากๆ “ขอบคุณมากจริงๆค่ะ”
แม้ตอนนี้สถานการณ์ในบ้านจะบึ้งตึง แต่เราจะเข้มแข็งและยืนยันคำตอบนี้ต่อไปค่ะ เราคิดว่าเป็นทางออกที่คนละครึ่งที่สุดแล้ว ไม่ได้ทิ้งพ่อแม่เค้า ช่วยตามสมควร แต่ในขณะเดียวกันพื้นที่ปลอดภัยของเราก็ยังอยู่ งานของเราก็จะไม่ติดขัด ทุกคนอ่านแล้วมีความเห็นอย่างไรแนะนำ เพิ่มเติมมาได้นะคะ
เราอ่านทุกข้อความเลยค่ะ จากที่เราสงสัยในตัวตัวเองว่าเราเป็นคนไม่ดีหรือเปล่าหรือบ้านเค้าเยอะเกินไป ครอบครัวปกติเป็นยังไง เราได้คำตอบแล้ว ขอบคุณทุกความเห็นมากจริงๆค่ะ
------------------ ------------------ -----------------
สวัสดีค่ะทุกคน ตอนนี้เราตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และรู้สึกไม่ได้รับความเกรงใจจากครอบครัวสามีอย่างรุนแรง จนเริ่มกระทบกับความรู้สึกที่มีให้คู่ชีวิตค่ะ
คือ เราเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน และต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวมาก และไม่ชอบความวุ่นวายจากมนุษย์เลย เราสร้างตัวจากศูนย์จนทำธุรกิจสำเร็จ เป็นคนดูแลรายได้หลักของบ้าน และซื้อบ้านหลังนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรงเพื่อเป็นรากฐานหลังจากที่เราแต่งงานกัน ภายหลังสามีที่ลาออกมาช่วยเต็มที่ทั้งด้านบช. ปรึกษา และ ช่วยแบกรับภาระงานบ้านแทนเรา เพื่อให้เราได้โฟกัสกับการทำงานหาเงินได้อย่างเต็มที่ ในฐานะคู่ชีวิตเขาขยัน พยายาม ดูแลเราดีมาก ถ้าไม่นับเรื่องสถานการณ์ทางครอบครัวเขา เราสองคนรักกันและมีความสุขมาก
ปัญหาคือทัศนคติและความไม่เกรงใจของครอบครัวสามี:
เรายอมรับตรงๆ ว่าอึดอัดกับสถานการณ์ในครอบครัวสามีมากค่ะ คือมักจะมีความคาดหวังที่เกินกำลังที่เราจะแบกรับไหวบ่อยครั้ง โดยที่ไม่ได้มองว่าเราเองก็เหนื่อยจากการทำงานหนัก และรายได้ที่นำมาดูแลท่านส่วนใหญ่คือรายได้จากธุรกิจที่เราสร้างมา ไม่ใช่เงินส่วนตัวที่สามีหามาได้เพียงลำพัง นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์ที่กระทบชีวิตคู่ เช่น
• แม้วันครบรอบแต่งงานที่เราไปตจว.กัน ท่านยังมีความคาดหวังให้สามีต้องติดต่อกลับไปตลอดเวลา (ปกติ ก็ต้องโทรคุยวันละหลายรอบวันปกติ เราก็เข้าใจนะ ) แต่วันสำคัญ ขอเวลาส่วนตัวหน่อย
• เรากลับมาจากต่างประเทศ มีแพลนทำงานกันชัดเจน แต่ถูกแทรกโดยพี่สาวโทรมาสั่งให้ไปส่งแม่เพราะแม่อยากไปเที่ยวบ้านพี่ชาย เค้าไม่สนเลยว่าเราเดินทางมาเหนื่อยล้าหรือมีงานรออยู่แค่ไหน
• ทุกคนชอบใช้ประโยคว่า "ไม่รู้แม่จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน" มาเป็นเหตุผลในการจัดการสิ่งต่างๆ แบบมัดมือชก โดยไม่ทันได้พิจารณาเรื่องงบประมาณหรือความสะดวกในฝั่งของเราเท่าที่ควร
ปัญหาใหญ่คือ วิกฤตสุขภาพที่เกินฐานะ:
1. คุณแม่สามี: ป่วยมะเร็ง พักอยู่ต่างจังหวัด แต่ต้องขึ้นมาหาหมอที่กรุงเทพฯ ทุกเดือน และมานอนบ้านเราครั้งละ 3-5 วัน ซึ่งเราอึดอัดมากเพราะเพราะความเกรงใจในการอยู่ร่วมกันค่อนข้างน้อย
2. คุณพ่อสามี: กินเหล้าสูบบุหรี่จนอายุ 70 ไม่ช่วยลูกในการดูแลตัวเองเลย ทั้งพ่อและแม่ต้องเข้ารพบ่อย และพี่สาวมักพาเข้า รพ.เอกชน ทุกอย่างต้องดีที่สุด คชจ ดูแลต่างๆ บ้านเราช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งในขณะนี้ก็รักษาแม่อยู่ที่โรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายรอจ่ายหลายแสน คชจ. บางอย่างสูงเกินจำเป็นเรากังวลเรื่องการดูแลระยะยาว
ปัญหาใหญ่คือ
พี่สาวเริ่มวางแผนจะให้พ่อแม่ย้ายมาอยู่บ้านเราถาวร อ้างว่าคอนโดตัวเองไม่สะดวกและบ้านพี่ชายไกลหมอ ทั้งที่พี่ชายอยู่ปริมณฑล (พี่สาวไม่มีครอบครัว พี่ชายมีครอบครัวแต่มีข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์) โดยเหตุผลว่าบ้านเรากว้าง มีฐานะ และเราทำงานที่บ้าน น่าจะดูแลได้ ซึ่งพวกเขามีงานประจำ (ซึ่งความจริงเราอยู่บ้านทั้งวัน 24 ชั่วโมงยิ่งอึดอัด และกระทบต่องานเราแน่แน่ ไม่รวมความสัมพันธ์กับสามีอีก)
สามีเราด้วยความขี้เกรงใจ เหมือนเกริ่นให้เรารับทราบ แล้วไปรับปากพี่สาวว่า "เราโอเค ไม่ติดอะไร" ทั้งทั้งที่เราติดแต่ยังหาทางออกไม่ได้ เขาเสนอแผนแบ่งกันดูแลคนละ 10 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้เลย สุดท้ายภาระทั้งหมดก็จะตกที่บ้านเราคนเดียวถาวร และพี่สาวเค้าก็ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น
อยากปรึกษาเพื่อนๆ ค่ะ:
• เราจะปฏิเสธการรับพ่อแม่สามีมาอยู่ถาวรอย่างไรให้ดูสมเหตุสมผล ในเมื่อพี่น้องทุกคนก็มีที่ทางของตัวเองแต่เลือกจะโยนมาให้เรา? แล้วอ้างด้วยความไม่พร้อมของตัวเอง และเอาคุณธรรมความกตัญญูมาเป็นเกาะป้องกัน ลูกจะต้องดูแลพ่อแม่ไม่อยากให้ไปอยู่สถานพยาบาลไหน
• ควรพูดยังไงให้สามีเข้าใจว่า "ความกตัญญูที่ถูกต้อง ไม่ควรทำลายความสงบสุขของคู่ชีวิต"? ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเราอดทน เสียสละกับ เรื่องครอบครัวเขาตลอด
• ในมุมมองคนนอก เราดูใจดำเกินไปไหมคะที่เราไม่อยากให้พื้นที่ส่วนตัวถูกรุกล้ำในสถานการณ์แบบนี้? ซึ่งเราติดบ้านมาก และรักความเป็นส่วนตัวสุดสุด
ปล. สำหรับเราเรายินดีช่วยตามความพอดี แต่ที่เป็นอยู่เรารู้สึกว่ามันเกินตัวไปมาก ทั้งค่ารักษาและการดูแลแบบตามใจแบบต้องที่สุดทุกอย่าง
ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ เรากังวลว่าถ้าถึงวันนั้นจริงๆเรา เราจะอดทนกับเรื่องนี้ได้นานแค่ไหนเพราะมันก็สะสมมานานแล้ว ความสัมพันธ์เรากับสามีจะยังโอเคอยู่ไหม ตอนนี้เหนื่อยและท้อกับความไม่เกรงใจนี้มากจริงๆ ค่ะ