พรหมลิขิตกำหนดมาให้เจอกันทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้
เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2539 จนถึงปี 2550
บอกก่อนว่านิสัยผมเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดครับ
ในปี 2539 ขณะที่ผมยังทำงานอยู่ที่เดิม ยังไม่ได้ทำงานตามที่ผมใฝ่ฝันเอาไว้ และความสัมพันธ์ระหว่างผมและแฟนยังดีและราบรื่นอยู่ ผมก็พบกับสิ่งที่ผมเรียกว่าภาพในความทรงจำครับ เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันผมคิดทบทวนดูแล้วเชื่อว่าความทรงจำครั้งนั้นเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เรามาพบกันทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย
ขณะที่ผมนั่งกินข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงานในร้านอาหารใกล้ office สายตาผมเหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เพียงแค่แว๊บเดียวเท่านั้น บรรยากาศที่อยู่รอบข้างที่ดูวุ่นวาย เสียงที่ดังพลันเงียบลง และบรรยากาศรอบข้างนั้นก็เบลอและสลัวทันที มีแต่เธอเท่านั้นที่สว่างไสวอยู่คนเดียว
ผมไม่ได้สนใจอะไร แต่ประหลาดใจกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น ผมก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป ผมมารู้ทีหลังว่าเธอคนนั้นเป็นพนักงานใหม่ที่ต้องร่วมงานกัน ผมรับรู้ว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะผมมีแฟนอยู่แล้ว มันน่าแปลกนะครับช่วงที่ผมเจอเธอทุกวัน แต่ภาพที่เหมือนกับความทรงจำครั้งแรกไม่เกิดขึ้นอีกเลย และผมก็ไม่ได้ไปคลุกคลีกับเธอมากมาย
ช่วงนั้นผมต้องไปคุมหน้างานที่ต่างจังหวัด จึงไม่ได้อยู่ office พอผมกลับมาผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมจะทำงานที่ผมใฝ่ฝันแล้ว และงานนี้เงินเดือนในช่วงปีนั้นถือว่าสูงมาก ผมจึงตัดสินใจลาออกจากที่เดิม งานที่ใหม่ผมต้องไปอยู่ต่างจังหวัดครับ ผมก็บอกแฟนผมเธอก็เศร้า แต่ผมบอกว่าจะกลับมาหาทุกวันหยุด ตอนนั้นเธอก็ยังเรียนไม่จบ
วันสุดท้ายเพื่อนร่วมงานก็พากันไปเลี้ยงส่งผม และเธอที่เป็นภาพในความทรงจำก็ไปด้วย ขณะที่ผมอยู่ในงานเลี้ยง ผมก็สนุกกับการดื่ม พูดคุยเฮฮากับเพื่อน มีอยู่ช่วงหนึ่ง เธอผู้อยู่ในความทรงจำของผมก็เข้ามาคุยกับผมด้วยอาการกรึ่ม ๆ เธอบอกว่า เธอจะกลับแล้ว ขอให้ผมประสบความสำเร็จ เราคงไม่ได้เจอกันอีก และเธออนุญาติให้ผมหอมแก้มเธอหนึ่งครั้ง ผมก็หอมแก้มเธอตรงนั้น โดยไม่สนว่าใครจะเห็นหรือไม่ สุดท้ายผมก็ถามเธอว่าแล้วกลับอย่างไร เธอบอกว่ามีรถมารับ ผมขอพูดตรง ๆ ครับ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ไม่มีพันธะ ไม่มีความรู้สึกฉันชู้สาว ในขณะที่หอมแก้มเธอ
ผมเห็นเธอกรึ่ม ๆ จึงอาสาไปส่งเธอที่หน้าร้าน แล้วผมก็เห็นรถมารับเธอ เป็นรถของเพื่อนร่วมงานของผมเอง ผมจึงนึกในใจว่านี่น่าจะเป็นแฟนกันแน่ ๆ ทั้งคู่คงเป็นแฟนกันในช่วงที่ผมไปคุมหน้างานที่ต่างจังหวัด ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเรื่องทุกอย่างใน office ณ ตอนนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว
ผมไปเริ่มงานที่ใหม่ วันหยุดผมก็กลับมาหาแฟนผมครับ ตอนนั้นแฟนผมเรียนอยู่ปี 3 แล้ว ผมก็มีความคิดว่าจะเก็บเงินรอเมื่อเธอเรียนจบ จำได้ว่าตอนนั้นเป็นปี 2540 ผมก็โทรคุยกับแฟนเป็นปกติ แต่เธอพูดมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมต้องพังทลาย เธอพูดว่าจะแต่งงาน ผมทั้งรั้งและอ้อนวอนหาเหตุผลสารพัดแต่ก็ไม่เป็นผล
ในช่วงนั้นผมชวนเพื่อนร่วมงานดื่มทุกเย็นหลังจากเลิกงาน จนเพื่อนผมแปลกใจ เมื่อรู้ความจริงจึงแนะนำหญิงสาวคนอื่น ๆ ให้ ผมก็ไม่ค่อยสนใจหรอกครับ ชีวิตโสดแบบเต็มที่สนุกกว่า มีอยู่วันหนึ่งขณะผมทำงานก็มีโทรศัพท์เข้ามาครับ เป็นผู้ชายบอกว่าอย่ามายุ่งกับแฟนของเขาอีก (แฟนเก่าผม) ผมก็สงสัยว่าผมไปยุ่งอะไร เพราะมันก็ผ่านมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ผมติดใจคือทำไมแฟนเก่าผมถึงปล่อยให้ผู้ชายของเธอโทรหาผมได้ ซึ่งผมมองว่ามันหยามศักดิ์ศรีกันเกินไป
ผมปล่อยเวลาให้มันผ่านไปตามสภาวะ และยังสนุกกับการดื่มอยู่กับเพื่อนฝูง จนมาในปี 2542 ในตอนนั้นผมคิดว่าผมแข็งแรงขึ้นแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ผมก็ไดัรับโทรศัพท์สายหนึ่งจากเธอผู้เป็นความทรงจำของผม เธอโทรมาคุยเรื่องสารทุกข์สุกดิบครับ ความรู้สึกผมตอนนั้นก็เฉย ๆ เพียงแค่นึกประหลาดใจอยู่ว่าเธอโทรมาทำไม เพราะต่างคนก็ต่างอยู่นอกวงโคจร ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน และเราก็ไม่เคยติดต่อกันเลยตั้งแต่ผมลาออก
ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเธอเป็นแค่ความทรงจำของผมเท่านั้น ผมไม่ได้มีความรู้สึกฉันชู้สาว หรือพันธะใด ๆ สรุปว่าการพูดคุยในวันนั้นผมได้นัดเธอกินข้าวในวันหยุดครับ มันเหมือนกับว่าก็แค่กลับไปเจอเพื่อนเก่า
เมื่อผมเจอเธอผมพบว่าลุคการแต่งตัวของเธอเปลี่ยนแปลงไป เรากินข้าว แล้วก็คุยกันไป จนเธอเล่าเรื่องปัญหาของเธอ ทั้งเรื่องงานและแฟนของเธอ สุดท้ายเธอก็บอกว่า เธอเลิกกับแฟนแล้ว แล้วก็ลาออกจากที่ทำงานแล้ว
ผมฟังเรื่องราวแบบคนนอกที่ไม่ได้อยู่ในวงโคจรของเธอ ก็เห็นใจอยู่ แต่ผมก็พูดอะไรมากไม่ได้ เพราะชีวิตใครก็ชีวิตมัน สุดท้ายผมก็ถามเธอว่าทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เธอตอบว่าเพราะผมอยู่ไกล ไม่เป็นพิษเป็นภัย และอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ผมก็แนะนำว่าให้เธอเปลี่ยลุคการแต่งตัวให้เหมือนเมื่อก่อน เพราะมันดูดีกว่านี้ แล้วก็บอกว่าเธอเหมือนเจ้าหญิงที่สูงส่ง ไม่น่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
มันน่าแปลกนะครับเราไม่ได้เจอกันหลายปี เมื่อมาเจอกันอีกครั้งผมไม่มีอาการเหมือนวันแรกที่ได้เจอเธออีกเลย มันเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากร่ำลากันผมก็กลับมาทำงาน และสนุกสนานกับการดื่มเป็นปกติ
ผมขอบอกก่อนว่าผมจีบสาวไม่เป็น สไตล์ของผมคือการใช้ความเคยชินสร้างความผูกพันครับ จนวันหนึ่งผมก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไม ผมโทรไปหาเธอตอนเช้าก่อนเข้าทำงานเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบ และต้องโทรทุกเช้า-ทุกวันจนเคยชิน กว่าผมจะถึงบางอ้อว่าผมต้องการอะไร ผมก็นัดเจอเธอทุกวันหยุดแล้วครับ ผมไปหาเธอทุกวันหยุดจริง ๆ ที่สำคัญเธอเปลี่ยนลุคการแต่งต้วของเธอให้กลับมาเหมือนเจ้าหญิงที่สูงสง่าอีกครั้ง
พรหมลิขิตให้เรามารักกัน
ช่วงนั้นผมก็ไม่รู้ความในใจของเธอหรอกนะครับว่าเธอคิดยังไงกับผม หลังจากที่ผมเล่าเรื่อภาพในความทรงจำของผมให้เธอฟังและเหตุการณ์ในคืนนั้นที่ผมหอมแก้มเธอ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเธอลืมไปแล้วหรือยัง จนวันหนึ่งผมแต่งกลอนให้เธอ เธอยิ้มและเก็บไว้ในกระเป๋าของเธอครับ
จะคอยปลูกรักนี้มิให้หาย
มิให้คลายความรักของเราสอง
คอยรดน้ำค่ำเช้าเฝ้าประคอง
รักเราสองคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ตอนนั้นทุกวันหยุดเราเหมือนกับเป็นเงาของกันและกัน ผมมั่นใจมากว่าผมและเธอรักกัน ผมจึงเขียนโคลงขี้นบทหนึ่งโดยไม่บอกเธอและไม่ให้เธอดู ผมเก็บไว้เป็นสมบัติทางใจครับ
เรียงรักเราร่วมร้อย บุษบา
มาลย์ดั่งเทพธาดา ใฝ่สร้าง
ศังกรร่วมจันทรา เสริมส่ง
ใจร่างรวมไป่ร้าง ดั่งได้สมใจ
ผมชวนเธอมาอยู่ด้วยกันในจังหวัดที่ผมทำงานอยู่ เธอก็ตอบรับนะครับ และได้งานใหม่ทำที่นี่ เราสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ผมจึงแต่งโคลงเก็บไว้เป็นสมบัติทางใจอีกชิ้นหนึ่ง
เนียงนางโฉมฉ่ำเนื้อ นวลอนงค์
รักพี่ผันใจปลง เกี่ยวข้อง
รักเราบ่ร้างลง มั่นพี่ไว้นา
อันสิ่งใดขวางป้อง ร่วมกู้กลับคืน
ผมยืนยันได้ว่าภาพความทรงจำของผมเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียว ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยถึงแม้ว่าเราจะอยู่ด้วยกันก็ตาม อาจจะเป็นเพราะความประทับใจครั้งแรกได้เก็บสู่ความทรงจำของผมไปแล้ว เหตุการณ์นี้จึงไม่เกิดขึ้นอีก เราอยู่ร่วมกันมาถึงปีที่หก จนพรหมลิขิตขีดเส้นชีวิตอีกครั้ง แฟนเก่าผมกลับมาครับ ผมหลงใหลไปกับถ่านไฟเก่า เมื่อผมคิดได้ แต่ก่อนจะทำอะไรลงไป เธอผู้เป็นความทรงจำของผมก็รู้เรื่องและเสียใจหนักมาก จนพูดกับผมว่าความรักที่เธอให้ผมมันไม่พอใช่ไหม นาทีนั้นผมรู้สึกอึดอัดมาก เราอยู่ด้วยกันแต่เหมือนไกลกันเหลือเกิน จนผมใช้เวลา 1 เดือนในการเคลียร์ทุกอย่าง บอกลาคนเก่า แล้ว กลับมาหาเธอ
เมื่อผมกลับมาผมพกความกล้าที่จะบอกกับเธอว่าผมกลับมาแล้ว แต่เธอก็ไม่ยินดียินร้ายอะไร สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเธอมีโลกส่วนตัวของเธอ นี่ทำให้เราไกลกันยิ่งขึ้น ผมอยู่อย่างอึดอัดจนผมทนไม่ไหว จึงออกไปเช่าห้องอยู่ข้างนอก และได้พยายามงอนง้อเธอทุกอย่างเพื่อให้เธอกลับมาคืนดีด้วย วันหนึ่งผมโทรไปถามเธอว่าเธอมีใครใหม่หรือยัง เธอตอบว่ายังไม่มีใคร ผมบอกเธอว่าสิ่งที่ผ่านมาผมขอโทษผมจะไม่ทำอีก เรากลับมาเหมือนเดิมเถอะ เธอตอบรับครับ แต่เธอพูดกับผมว่าแก้วมันร้าวไปแล้ว มันยังมีรอยร้าวอยู่
ผมยังไม่ได้กลับไปอยู่กับเธอนะครับ ผมรู้สึกว่าถึงแม้เธอจะคืนดีกับผมแต่เธอก็มีโลกส่วนตัวครับ เราไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเงาตามตัวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอมีโลกส่วนตัวจนทำให้ผมไม่สบายใจ ผมเคยถามเธอว่า ในตอนวิกฤตครั้งนั้นเธอคิดอะไรอยู่ เธอบอกผมว่า เธอคิดว่าคนเราเมื่อคู่กันแล้วยังไงก็ต้องกลับมาคู่กัน
ตั้งแต่วันนั้นผมสัญญาในใจแต่ไม่ได้บอกเธอครับว่าผมจะไม่ทิ้งเธออีกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เว้นแต่ว่าเธอเป็นฝ่ายเดินจากผมไปเอง
จากนั้นผมมีปัญหาเรื่องงานจนต้องลาออกครับ ความจริงแล้วผมจะหางานใหม่ในจังหวัดนั้นก็ได้ จะได้อยู่ใกล้เธอ แต่ผมคิดกลับบ้านเพื่อไปสร้างธุรกิจของตัวเอง ทำให้เราต้องอยู่ห่างกันคนละจังหวัด เธอรับฟังและไม่แสดงความเห็นครับ ในใจผมนั้นต้องการสร้างฐานะเพื่อแต่งงาน เราอยู่กันมา 6 ปีแล้วเราควรจะแต่งงานกันได้แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้บอกจุดประสงค์ให้เธอฟัง ถึงแม้เราจะห่างกันแต่เราก็โทรติดต่อกันครับ ส่วนตัวผมผมคิดว่าผมเปลี่ยนไป ผมนิ่งและไม่ค่อยพูดยิ่งขึ้น ผมวางแผนหาเงินเพิ่มขึ้นภายในสองปีผมต้องแต่งงานกับเธอให้ได้
ปี 2549 เป็นปีที่ 7ที่เราคบกันครับ ผมพยายามสร้างตัวเพื่อขอเธอแต่งงาน ธุรกิจผมถือว่าไปได้สวย เงินที่เก็บไว้มีแนวโน้มใกล้จะถึงเป้าหมายแล้วครับ วันหนึ่งเธอก็บอกผมว่าเธอจะลาออกจากงาน ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะทำให้เราอยู่ใกล้กันยิ่งขึ้น ในที่สุดเธอก็มาช่วยธุรกิจผม อย่างที่บอกว่านิสัยผมเปลี่ยนไป มุ่งหาเงินครับในบางครั้งอาจจะละเลยเธอไปบ้าง แต่ในใจก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไรครับเพราะผมไม่ได้นอกใจเธอ
ปี 2550 เป็นปีที่ 8 ที่เราคบกัน ผมดูเงินเก็บก็เกือบจะครบตามเป้าหมายแล้ว ถ้าผมคาดไม่ผิด อีก 3 เดือนผมจะได้ขอเธอแต่งงานแล้ว ผมแน่วแน่เรื่องแต่งงาน แต่ผมรอให้ผมพร้อมเท่านั้น วันหนึ่งเธอถามผมว่าเราจะแต่งงานกันไหม ผมตอบว่าแต่งสิ แต่รอหน่อย เธอถามผมว่าแล้วจะแต่งกันเมื่อไหร่ ผมบอกว่ารออีกนิดเดียว ผมได้ยินเธอพึมพรำพอจับใจความได้ว่า ถ้ายังไม่แต่งเธอก็มีสิทธิ์คบคนอื่น ซึ่งผมคิดว่าเธอกำลังหงุดหงิดและขู่ผม
บอกก่อนครับ ผมกับเธอไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ผมดูพฤติกรรมของเธอทุกวันที่ทำงานด้วยกัน ผมว่าเธอเปลี่ยนไปมากในช่วง 2 เดือนสุดท้ายนี้ เธอชอบคุยโทรศัพท์แบบกระซิบ เวลาคุยก็ยิ้มไป น้ำเสียงที่นุ่มนวล พอคุยเสร็จก็บอกผมว่าน้องชายโทรมา บางครั้งกินข้าวกับลูกค้ามีโทรศัพท์เข้ามาก็ขอตัวกลับก่อน ในวันหยุดผมชวนไปเที่ยวเธอก็บอกว่านัดเพื่อนไว้ว่าจะไปต่างจังหวัดซึ่งไปบ่อยมาก ผมชวนไปเดินห้างก็บอกว่าไม่สบาย
วันหนึ่งผมเห็นคนสูงอายุเดินจับมือกัน ผมก็คิดถึงเธอผู้เป็นความทรงจำของผม จึงโทรไปหาเธอแล้วบอกว่าคิดถึง เธอตอบรับเป็นพิธีแล้วบอกผมว่าติดสายอยู่ผมถามว่าคุยกับใครเธอก็ไม่ตอบ ตกดึกผมโทรไปอีกเธอก็ไม่รับสาย
อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ตอนต้นผมเป็นคนนิ่ง ๆ และพูดน้อย ผมยังไม่ลืมคำสัญญากับตัวเองนะครับว่า ผมจะไม่ทิ้งเธอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เว้นแต่เธอเดินจากผมไป คืนนั้นผมวางแผนลองใจเธอดูครับ เพราะผมรู้นิสัยเธอดีว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดเธอต้องเคลียร์ให้จบในเวลานั้น ผมส่งข้อความบอกเธอว่าเราเลิกกันเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้ว แล้วผมก็รอว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม
เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2539 จนถึงปี 2550
บอกก่อนว่านิสัยผมเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดครับ
ในปี 2539 ขณะที่ผมยังทำงานอยู่ที่เดิม ยังไม่ได้ทำงานตามที่ผมใฝ่ฝันเอาไว้ และความสัมพันธ์ระหว่างผมและแฟนยังดีและราบรื่นอยู่ ผมก็พบกับสิ่งที่ผมเรียกว่าภาพในความทรงจำครับ เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันผมคิดทบทวนดูแล้วเชื่อว่าความทรงจำครั้งนั้นเป็นพรหมลิขิตที่ทำให้เรามาพบกันทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย
ขณะที่ผมนั่งกินข้าวกลางวันกับเพื่อนร่วมงานในร้านอาหารใกล้ office สายตาผมเหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เพียงแค่แว๊บเดียวเท่านั้น บรรยากาศที่อยู่รอบข้างที่ดูวุ่นวาย เสียงที่ดังพลันเงียบลง และบรรยากาศรอบข้างนั้นก็เบลอและสลัวทันที มีแต่เธอเท่านั้นที่สว่างไสวอยู่คนเดียว
ผมไม่ได้สนใจอะไร แต่ประหลาดใจกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น ผมก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป ผมมารู้ทีหลังว่าเธอคนนั้นเป็นพนักงานใหม่ที่ต้องร่วมงานกัน ผมรับรู้ว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะผมมีแฟนอยู่แล้ว มันน่าแปลกนะครับช่วงที่ผมเจอเธอทุกวัน แต่ภาพที่เหมือนกับความทรงจำครั้งแรกไม่เกิดขึ้นอีกเลย และผมก็ไม่ได้ไปคลุกคลีกับเธอมากมาย
ช่วงนั้นผมต้องไปคุมหน้างานที่ต่างจังหวัด จึงไม่ได้อยู่ office พอผมกลับมาผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมจะทำงานที่ผมใฝ่ฝันแล้ว และงานนี้เงินเดือนในช่วงปีนั้นถือว่าสูงมาก ผมจึงตัดสินใจลาออกจากที่เดิม งานที่ใหม่ผมต้องไปอยู่ต่างจังหวัดครับ ผมก็บอกแฟนผมเธอก็เศร้า แต่ผมบอกว่าจะกลับมาหาทุกวันหยุด ตอนนั้นเธอก็ยังเรียนไม่จบ
วันสุดท้ายเพื่อนร่วมงานก็พากันไปเลี้ยงส่งผม และเธอที่เป็นภาพในความทรงจำก็ไปด้วย ขณะที่ผมอยู่ในงานเลี้ยง ผมก็สนุกกับการดื่ม พูดคุยเฮฮากับเพื่อน มีอยู่ช่วงหนึ่ง เธอผู้อยู่ในความทรงจำของผมก็เข้ามาคุยกับผมด้วยอาการกรึ่ม ๆ เธอบอกว่า เธอจะกลับแล้ว ขอให้ผมประสบความสำเร็จ เราคงไม่ได้เจอกันอีก และเธออนุญาติให้ผมหอมแก้มเธอหนึ่งครั้ง ผมก็หอมแก้มเธอตรงนั้น โดยไม่สนว่าใครจะเห็นหรือไม่ สุดท้ายผมก็ถามเธอว่าแล้วกลับอย่างไร เธอบอกว่ามีรถมารับ ผมขอพูดตรง ๆ ครับ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ไม่มีพันธะ ไม่มีความรู้สึกฉันชู้สาว ในขณะที่หอมแก้มเธอ
ผมเห็นเธอกรึ่ม ๆ จึงอาสาไปส่งเธอที่หน้าร้าน แล้วผมก็เห็นรถมารับเธอ เป็นรถของเพื่อนร่วมงานของผมเอง ผมจึงนึกในใจว่านี่น่าจะเป็นแฟนกันแน่ ๆ ทั้งคู่คงเป็นแฟนกันในช่วงที่ผมไปคุมหน้างานที่ต่างจังหวัด ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเรื่องทุกอย่างใน office ณ ตอนนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว
ผมไปเริ่มงานที่ใหม่ วันหยุดผมก็กลับมาหาแฟนผมครับ ตอนนั้นแฟนผมเรียนอยู่ปี 3 แล้ว ผมก็มีความคิดว่าจะเก็บเงินรอเมื่อเธอเรียนจบ จำได้ว่าตอนนั้นเป็นปี 2540 ผมก็โทรคุยกับแฟนเป็นปกติ แต่เธอพูดมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมต้องพังทลาย เธอพูดว่าจะแต่งงาน ผมทั้งรั้งและอ้อนวอนหาเหตุผลสารพัดแต่ก็ไม่เป็นผล
ในช่วงนั้นผมชวนเพื่อนร่วมงานดื่มทุกเย็นหลังจากเลิกงาน จนเพื่อนผมแปลกใจ เมื่อรู้ความจริงจึงแนะนำหญิงสาวคนอื่น ๆ ให้ ผมก็ไม่ค่อยสนใจหรอกครับ ชีวิตโสดแบบเต็มที่สนุกกว่า มีอยู่วันหนึ่งขณะผมทำงานก็มีโทรศัพท์เข้ามาครับ เป็นผู้ชายบอกว่าอย่ามายุ่งกับแฟนของเขาอีก (แฟนเก่าผม) ผมก็สงสัยว่าผมไปยุ่งอะไร เพราะมันก็ผ่านมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ผมติดใจคือทำไมแฟนเก่าผมถึงปล่อยให้ผู้ชายของเธอโทรหาผมได้ ซึ่งผมมองว่ามันหยามศักดิ์ศรีกันเกินไป
ผมปล่อยเวลาให้มันผ่านไปตามสภาวะ และยังสนุกกับการดื่มอยู่กับเพื่อนฝูง จนมาในปี 2542 ในตอนนั้นผมคิดว่าผมแข็งแรงขึ้นแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ผมก็ไดัรับโทรศัพท์สายหนึ่งจากเธอผู้เป็นความทรงจำของผม เธอโทรมาคุยเรื่องสารทุกข์สุกดิบครับ ความรู้สึกผมตอนนั้นก็เฉย ๆ เพียงแค่นึกประหลาดใจอยู่ว่าเธอโทรมาทำไม เพราะต่างคนก็ต่างอยู่นอกวงโคจร ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน และเราก็ไม่เคยติดต่อกันเลยตั้งแต่ผมลาออก
ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเธอเป็นแค่ความทรงจำของผมเท่านั้น ผมไม่ได้มีความรู้สึกฉันชู้สาว หรือพันธะใด ๆ สรุปว่าการพูดคุยในวันนั้นผมได้นัดเธอกินข้าวในวันหยุดครับ มันเหมือนกับว่าก็แค่กลับไปเจอเพื่อนเก่า
เมื่อผมเจอเธอผมพบว่าลุคการแต่งตัวของเธอเปลี่ยนแปลงไป เรากินข้าว แล้วก็คุยกันไป จนเธอเล่าเรื่องปัญหาของเธอ ทั้งเรื่องงานและแฟนของเธอ สุดท้ายเธอก็บอกว่า เธอเลิกกับแฟนแล้ว แล้วก็ลาออกจากที่ทำงานแล้ว
ผมฟังเรื่องราวแบบคนนอกที่ไม่ได้อยู่ในวงโคจรของเธอ ก็เห็นใจอยู่ แต่ผมก็พูดอะไรมากไม่ได้ เพราะชีวิตใครก็ชีวิตมัน สุดท้ายผมก็ถามเธอว่าทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เธอตอบว่าเพราะผมอยู่ไกล ไม่เป็นพิษเป็นภัย และอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ผมก็แนะนำว่าให้เธอเปลี่ยลุคการแต่งตัวให้เหมือนเมื่อก่อน เพราะมันดูดีกว่านี้ แล้วก็บอกว่าเธอเหมือนเจ้าหญิงที่สูงส่ง ไม่น่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
มันน่าแปลกนะครับเราไม่ได้เจอกันหลายปี เมื่อมาเจอกันอีกครั้งผมไม่มีอาการเหมือนวันแรกที่ได้เจอเธออีกเลย มันเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากร่ำลากันผมก็กลับมาทำงาน และสนุกสนานกับการดื่มเป็นปกติ
ผมขอบอกก่อนว่าผมจีบสาวไม่เป็น สไตล์ของผมคือการใช้ความเคยชินสร้างความผูกพันครับ จนวันหนึ่งผมก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไม ผมโทรไปหาเธอตอนเช้าก่อนเข้าทำงานเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบ และต้องโทรทุกเช้า-ทุกวันจนเคยชิน กว่าผมจะถึงบางอ้อว่าผมต้องการอะไร ผมก็นัดเจอเธอทุกวันหยุดแล้วครับ ผมไปหาเธอทุกวันหยุดจริง ๆ ที่สำคัญเธอเปลี่ยนลุคการแต่งต้วของเธอให้กลับมาเหมือนเจ้าหญิงที่สูงสง่าอีกครั้ง
พรหมลิขิตให้เรามารักกัน
ช่วงนั้นผมก็ไม่รู้ความในใจของเธอหรอกนะครับว่าเธอคิดยังไงกับผม หลังจากที่ผมเล่าเรื่อภาพในความทรงจำของผมให้เธอฟังและเหตุการณ์ในคืนนั้นที่ผมหอมแก้มเธอ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเธอลืมไปแล้วหรือยัง จนวันหนึ่งผมแต่งกลอนให้เธอ เธอยิ้มและเก็บไว้ในกระเป๋าของเธอครับ
จะคอยปลูกรักนี้มิให้หาย
มิให้คลายความรักของเราสอง
คอยรดน้ำค่ำเช้าเฝ้าประคอง
รักเราสองคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ตอนนั้นทุกวันหยุดเราเหมือนกับเป็นเงาของกันและกัน ผมมั่นใจมากว่าผมและเธอรักกัน ผมจึงเขียนโคลงขี้นบทหนึ่งโดยไม่บอกเธอและไม่ให้เธอดู ผมเก็บไว้เป็นสมบัติทางใจครับ
เรียงรักเราร่วมร้อย บุษบา
มาลย์ดั่งเทพธาดา ใฝ่สร้าง
ศังกรร่วมจันทรา เสริมส่ง
ใจร่างรวมไป่ร้าง ดั่งได้สมใจ
ผมชวนเธอมาอยู่ด้วยกันในจังหวัดที่ผมทำงานอยู่ เธอก็ตอบรับนะครับ และได้งานใหม่ทำที่นี่ เราสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ผมจึงแต่งโคลงเก็บไว้เป็นสมบัติทางใจอีกชิ้นหนึ่ง
เนียงนางโฉมฉ่ำเนื้อ นวลอนงค์
รักพี่ผันใจปลง เกี่ยวข้อง
รักเราบ่ร้างลง มั่นพี่ไว้นา
อันสิ่งใดขวางป้อง ร่วมกู้กลับคืน
ผมยืนยันได้ว่าภาพความทรงจำของผมเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียว ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยถึงแม้ว่าเราจะอยู่ด้วยกันก็ตาม อาจจะเป็นเพราะความประทับใจครั้งแรกได้เก็บสู่ความทรงจำของผมไปแล้ว เหตุการณ์นี้จึงไม่เกิดขึ้นอีก เราอยู่ร่วมกันมาถึงปีที่หก จนพรหมลิขิตขีดเส้นชีวิตอีกครั้ง แฟนเก่าผมกลับมาครับ ผมหลงใหลไปกับถ่านไฟเก่า เมื่อผมคิดได้ แต่ก่อนจะทำอะไรลงไป เธอผู้เป็นความทรงจำของผมก็รู้เรื่องและเสียใจหนักมาก จนพูดกับผมว่าความรักที่เธอให้ผมมันไม่พอใช่ไหม นาทีนั้นผมรู้สึกอึดอัดมาก เราอยู่ด้วยกันแต่เหมือนไกลกันเหลือเกิน จนผมใช้เวลา 1 เดือนในการเคลียร์ทุกอย่าง บอกลาคนเก่า แล้ว กลับมาหาเธอ
เมื่อผมกลับมาผมพกความกล้าที่จะบอกกับเธอว่าผมกลับมาแล้ว แต่เธอก็ไม่ยินดียินร้ายอะไร สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเธอมีโลกส่วนตัวของเธอ นี่ทำให้เราไกลกันยิ่งขึ้น ผมอยู่อย่างอึดอัดจนผมทนไม่ไหว จึงออกไปเช่าห้องอยู่ข้างนอก และได้พยายามงอนง้อเธอทุกอย่างเพื่อให้เธอกลับมาคืนดีด้วย วันหนึ่งผมโทรไปถามเธอว่าเธอมีใครใหม่หรือยัง เธอตอบว่ายังไม่มีใคร ผมบอกเธอว่าสิ่งที่ผ่านมาผมขอโทษผมจะไม่ทำอีก เรากลับมาเหมือนเดิมเถอะ เธอตอบรับครับ แต่เธอพูดกับผมว่าแก้วมันร้าวไปแล้ว มันยังมีรอยร้าวอยู่
ผมยังไม่ได้กลับไปอยู่กับเธอนะครับ ผมรู้สึกว่าถึงแม้เธอจะคืนดีกับผมแต่เธอก็มีโลกส่วนตัวครับ เราไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเงาตามตัวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอมีโลกส่วนตัวจนทำให้ผมไม่สบายใจ ผมเคยถามเธอว่า ในตอนวิกฤตครั้งนั้นเธอคิดอะไรอยู่ เธอบอกผมว่า เธอคิดว่าคนเราเมื่อคู่กันแล้วยังไงก็ต้องกลับมาคู่กัน
ตั้งแต่วันนั้นผมสัญญาในใจแต่ไม่ได้บอกเธอครับว่าผมจะไม่ทิ้งเธออีกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เว้นแต่ว่าเธอเป็นฝ่ายเดินจากผมไปเอง
จากนั้นผมมีปัญหาเรื่องงานจนต้องลาออกครับ ความจริงแล้วผมจะหางานใหม่ในจังหวัดนั้นก็ได้ จะได้อยู่ใกล้เธอ แต่ผมคิดกลับบ้านเพื่อไปสร้างธุรกิจของตัวเอง ทำให้เราต้องอยู่ห่างกันคนละจังหวัด เธอรับฟังและไม่แสดงความเห็นครับ ในใจผมนั้นต้องการสร้างฐานะเพื่อแต่งงาน เราอยู่กันมา 6 ปีแล้วเราควรจะแต่งงานกันได้แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้บอกจุดประสงค์ให้เธอฟัง ถึงแม้เราจะห่างกันแต่เราก็โทรติดต่อกันครับ ส่วนตัวผมผมคิดว่าผมเปลี่ยนไป ผมนิ่งและไม่ค่อยพูดยิ่งขึ้น ผมวางแผนหาเงินเพิ่มขึ้นภายในสองปีผมต้องแต่งงานกับเธอให้ได้
ปี 2549 เป็นปีที่ 7ที่เราคบกันครับ ผมพยายามสร้างตัวเพื่อขอเธอแต่งงาน ธุรกิจผมถือว่าไปได้สวย เงินที่เก็บไว้มีแนวโน้มใกล้จะถึงเป้าหมายแล้วครับ วันหนึ่งเธอก็บอกผมว่าเธอจะลาออกจากงาน ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะทำให้เราอยู่ใกล้กันยิ่งขึ้น ในที่สุดเธอก็มาช่วยธุรกิจผม อย่างที่บอกว่านิสัยผมเปลี่ยนไป มุ่งหาเงินครับในบางครั้งอาจจะละเลยเธอไปบ้าง แต่ในใจก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไรครับเพราะผมไม่ได้นอกใจเธอ
ปี 2550 เป็นปีที่ 8 ที่เราคบกัน ผมดูเงินเก็บก็เกือบจะครบตามเป้าหมายแล้ว ถ้าผมคาดไม่ผิด อีก 3 เดือนผมจะได้ขอเธอแต่งงานแล้ว ผมแน่วแน่เรื่องแต่งงาน แต่ผมรอให้ผมพร้อมเท่านั้น วันหนึ่งเธอถามผมว่าเราจะแต่งงานกันไหม ผมตอบว่าแต่งสิ แต่รอหน่อย เธอถามผมว่าแล้วจะแต่งกันเมื่อไหร่ ผมบอกว่ารออีกนิดเดียว ผมได้ยินเธอพึมพรำพอจับใจความได้ว่า ถ้ายังไม่แต่งเธอก็มีสิทธิ์คบคนอื่น ซึ่งผมคิดว่าเธอกำลังหงุดหงิดและขู่ผม
บอกก่อนครับ ผมกับเธอไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ผมดูพฤติกรรมของเธอทุกวันที่ทำงานด้วยกัน ผมว่าเธอเปลี่ยนไปมากในช่วง 2 เดือนสุดท้ายนี้ เธอชอบคุยโทรศัพท์แบบกระซิบ เวลาคุยก็ยิ้มไป น้ำเสียงที่นุ่มนวล พอคุยเสร็จก็บอกผมว่าน้องชายโทรมา บางครั้งกินข้าวกับลูกค้ามีโทรศัพท์เข้ามาก็ขอตัวกลับก่อน ในวันหยุดผมชวนไปเที่ยวเธอก็บอกว่านัดเพื่อนไว้ว่าจะไปต่างจังหวัดซึ่งไปบ่อยมาก ผมชวนไปเดินห้างก็บอกว่าไม่สบาย
วันหนึ่งผมเห็นคนสูงอายุเดินจับมือกัน ผมก็คิดถึงเธอผู้เป็นความทรงจำของผม จึงโทรไปหาเธอแล้วบอกว่าคิดถึง เธอตอบรับเป็นพิธีแล้วบอกผมว่าติดสายอยู่ผมถามว่าคุยกับใครเธอก็ไม่ตอบ ตกดึกผมโทรไปอีกเธอก็ไม่รับสาย
อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ตอนต้นผมเป็นคนนิ่ง ๆ และพูดน้อย ผมยังไม่ลืมคำสัญญากับตัวเองนะครับว่า ผมจะไม่ทิ้งเธอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เว้นแต่เธอเดินจากผมไป คืนนั้นผมวางแผนลองใจเธอดูครับ เพราะผมรู้นิสัยเธอดีว่า ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดเธอต้องเคลียร์ให้จบในเวลานั้น ผมส่งข้อความบอกเธอว่าเราเลิกกันเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้ว แล้วผมก็รอว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร